เรื่องน่าสนใจ

ประวัติกีฬาแชร์บอล วิธีเล่น กติกา และประโยชน์

Key Points

  • กรมพลศึกษาเรียกแชร์บอลว่า “เกมนำ” สำหรับฝึกการเคลื่อนไหวและการเล่นเป็นทีม ไม่ใช่กีฬาเนตบอล (netball)
  • คู่มือ พ.ศ. 2552 กำหนดผู้เล่นในสนามทีมละ 7 คน และตัวสำรอง 5 คน แต่รายการแข่งขันอาจมีระเบียบเฉพาะ
  • ตามคู่มือฉบับนี้ การยิงประตูได้ 2 คะแนน ส่วนการโยนโทษได้ 1 คะแนน
  • เวลาแข่งขันในคู่มือคือ 2 ครึ่ง ครึ่งละ 10–25 นาทีตามความเหมาะสม ไม่ได้แบ่งตายตัวตามอายุอย่างที่บทความเดิมระบุ

แชร์บอล (Chairball) เป็นเกมทีมที่ผู้เล่นรับส่งลูกบอลเพื่อยิงลงตะกร้าซึ่งเพื่อนร่วมทีมถืออยู่ หลายคนคุ้นเคยกับแชร์บอลจากชั่วโมงพลศึกษา แต่เมื่อค้นหากติกาอาจพบตัวเลขและรายละเอียดต่างกันจนไม่แน่ใจว่าควรยึดฉบับใด

คู่มือ กติกาแชร์บอล ของกรมพลศึกษา พิมพ์ พ.ศ. 2552 อธิบายที่มา วิธีเล่น และข้อบังคับสำหรับการแข่งขันไว้ชัดเจน คู่มือยังระบุว่าแชร์บอลเป็น “เกมนำ” และในอดีตเคยใช้กติกาบางส่วนต่างกัน การจัดแข่งจริงจึงควรอ่านระเบียบของรายการนั้นประกอบ

บทความนี้สรุปสาระจากคู่มือดังกล่าว โดยแยกข้อเท็จจริงในเอกสารออกจากคำแนะนำทั่วไปเรื่องการฝึกและความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เริ่มเล่นเข้าใจภาพรวมโดยไม่จำตัวเลขของรายการหนึ่งไปใช้กับทุกสนาม

ประวัติแชร์บอลและที่มาของเกม

ประวัติแชร์บอลและที่มาของเกม

คู่มือกติกาแชร์บอลของกรมพลศึกษา อธิบายว่าแชร์บอลเป็น เกมนำ ใช้ฝึกการออกกำลังกายและพื้นฐานการเคลื่อนไหวที่ต่อยอดไปสู่กีฬาทีมชนิดอื่นได้ เอกสารไม่ได้จัดแชร์บอลเป็นกีฬาสากลที่มีกฎชุดเดียวใช้ทั่วโลก

ในหน้าประวัติของ คู่มือฉบับเต็ม ระบุชื่อ พันเอกมงคล พรหมสาขา ณ สกลนคร ว่าเป็นผู้คิดค้นเกมนำชนิดนี้ ข้อมูลนี้เป็นการอ้างตามเอกสารของกรมพลศึกษา ไม่ใช่หลักฐานว่าเกมทุกแบบที่คล้ายแชร์บอลมีต้นกำเนิดเดียวกัน

คู่มือยังเล่าว่าการเล่นแพร่หลายในโรงเรียนและหน่วยงานต่าง ๆ เพราะใช้อุปกรณ์ไม่ซับซ้อนและเล่นร่วมกันได้หลายกลุ่ม อย่างไรก็ดี ข้อความในเอกสารเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความนิยมเป็นคำอธิบายในบริบทของยุคนั้น ไม่ควรใช้รับรองว่าไม่มีความเสี่ยงบาดเจ็บ

เอกสารฉบับ พ.ศ. 2552 ปรับจากกติกาที่เคยพิมพ์ก่อนหน้า และชี้ว่ากติกาที่ใช้กันมีความต่างอยู่บ้าง เมื่อพบกฎในเว็บไซต์หรือการแข่งขันอื่นที่ไม่ตรงกัน จึงควรตรวจปีและผู้จัดก่อนสรุปว่าแหล่งใดผิด

วิธีเล่นแชร์บอลและบทบาทในทีม

วิธีเล่นแชร์บอลและบทบาทในทีม

เป้าหมายของแต่ละทีมคือส่งลูกบอลไปให้ผู้เล่นฝ่ายตนมีโอกาสยิงลงตะกร้าที่เพื่อนร่วมทีมถืออยู่ อีกฝ่ายพยายามสกัดการส่งบอลและป้องกันการยิง การเคลื่อนที่ รับ ส่ง และเลือกจังหวะจึงสำคัญกว่าการยืนตำแหน่งแบบตายตัว

คู่มือแยกบทบาท ผู้ถือตะกร้า ซึ่งอยู่บนเก้าอี้และรับลูกยิงด้วยตะกร้า ออกจาก ผู้ป้องกันตะกร้า ซึ่งดูแลเขตป้องกันตามกติกา ผู้เล่นอื่นช่วยกันรับส่งบอลและหาพื้นที่ยิง การเรียกกองหน้า กองกลาง หรือกองหลังอาจเป็นวิธีจัดทีมของผู้สอน แต่ไม่ใช่ตำแหน่งบังคับทั้งหมดในคู่มือ

ผู้ถือตะกร้าต้องทรงตัวบนเก้าอี้อย่างมั่นคง ไม่เข้ามาเล่นร่วมกับผู้เล่นในสนาม ขณะที่ผู้ป้องกันตะกร้ามีสิทธิ์และข้อห้ามเฉพาะในเขตของตน การตีความจังหวะป้องกันและการให้คะแนนควรเป็นหน้าที่ของผู้ตัดสินตามข้อบังคับที่ใช้จริง

ผู้เริ่มเล่นควรฝึกรับส่งบอลและสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมก่อนเพิ่มความเร็ว หากต้องการเทียบกับกีฬาที่มีรูปแบบการแข่งขันต่างกัน อ่าน ประวัติกีฬาว่ายน้ำและกติกาพื้นฐาน เพื่อเห็นว่าระเบียบและทักษะของแต่ละกีฬาต้องดูแยกกัน

กติกาแชร์บอล: ผู้เล่น เวลา และคะแนน

กติกาแชร์บอล: ผู้เล่น เวลา และคะแนน

ตามกติกาข้อ 5 ของคู่มือกรมพลศึกษา หนึ่งทีมมีผู้เล่น 12 คน แบ่งเป็นผู้เล่นในสนาม 7 คน และผู้เล่นสำรอง 5 คน เมื่อเริ่มแข่งขันแต่ละฝ่ายต้องมีผู้เล่นในสนาม 7 คน รายการโรงเรียนหรือกิจกรรมที่จัดเองควรแจ้งจำนวนผู้เล่นที่ใช้จริงก่อนเริ่มเกม

กติกาข้อ 3 ระบุการแข่งขัน 2 ครึ่ง ครึ่งละ 10–25 นาที พักระหว่างครึ่งไม่เกิน 10 นาที โดยอาจปรับตามความเหมาะสมของผู้เล่นและประกาศไว้ล่วงหน้า ข้อความเดิมที่กำหนดว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีต้องแข่งครึ่งละ 15 นาที และอายุ 15 ปีขึ้นไปต้องแข่งครึ่งละ 20 นาที ไม่ใช่ข้อความที่คู่มือฉบับนี้กำหนด

กติกาข้อ 10 ให้ ยิงประตูครั้งละ 2 คะแนน และ โยนโทษครั้งละ 1 คะแนน การลงตะกร้าจะนับคะแนนภายใต้เงื่อนไขของผู้ยิง ผู้ถือตะกร้า และคำตัดสินของผู้ตัดสิน จึงไม่ใช่เพียงแค่ลูกบอลสัมผัสตะกร้าแล้วนับทันที

กติกาข้อ 9 อธิบายวิธีเล่นลูกบอลและข้อห้าม เช่น การเคลื่อนที่พร้อมครอบครองลูกบอล การใช้ส่วนร่างกาย และการปะทะ ส่วนข้อ 13 ว่าด้วยฟาล์วและมารยาท ผู้เล่นและผู้จัดควรอ่าน คู่มือฉบับเต็ม เมื่อต้องใช้ตัดสินเหตุการณ์เฉพาะ

ตัวเลขในบทความนี้อ้างอิงคู่มือกรมพลศึกษา พ.ศ. 2552; ก่อนแข่งขันให้ยึดระเบียบของผู้จัดและชี้แจงกติกาที่ใช้ร่วมกัน

ทักษะพื้นฐานและประโยชน์ของแชร์บอล

ทักษะพื้นฐานและประโยชน์ของแชร์บอล

แชร์บอลเปิดโอกาสให้ฝึกการเคลื่อนไหว การรับส่งลูกบอล และการตัดสินใจในเกมทีม คู่มือกรมพลศึกษาระบุจุดมุ่งหมายของเกมนำชนิดนี้ว่าเป็นพื้นฐานสำหรับกีฬาที่ใช้ทักษะคล้ายกัน เช่น บาสเกตบอลและแฮนด์บอล

การฝึกที่เป็นลำดับอาจเริ่มจากรับส่งบอลสองมือในระยะสั้น ขยับไปรับบอลขณะเคลื่อนที่ แล้วฝึกมองหาพื้นที่ว่างและเพื่อนร่วมทีม วิธีนี้เป็นแนวทางฝึกเบื้องต้น ไม่ใช่ชุดท่าบังคับหรือคำรับรองว่าผู้เล่นทุกคนจะพัฒนาเร็วเท่ากัน

การเล่นร่วมกันช่วยให้ผู้เล่นได้ฝึกสื่อสาร แบ่งหน้าที่ และปรับตัวตามจังหวะของเพื่อนร่วมทีม ประโยชน์เหล่านี้ขึ้นกับวิธีฝึก ความถี่ และบรรยากาศการเล่น จึงไม่ควรกล่าวว่าแชร์บอลรักษาโรคหรือทำให้เกิดผลทางสุขภาพเฉพาะอย่างแน่นอน

ผู้สอนควรจัดกิจกรรมให้เหมาะกับวัย ความสามารถ และพื้นที่ของกลุ่ม ผู้เล่นที่มีอาการเจ็บหรือข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรับความหนักหรือขอคำแนะนำจากผู้ดูแลสุขภาพ แทนการฝืนเล่นให้ครบเวลา

ข้อควรรู้ก่อนเล่นหรือจัดแข่งขัน

ข้อควรรู้ก่อนเล่นหรือจัดแข่งขัน

ก่อนเริ่มเกม ผู้จัดควรตกลงว่าจะแข่งตามคู่มือใด ใช้เวลากี่นาที มีกี่คนในสนาม และจัดการฟาล์วอย่างไร แล้วชี้แจงให้ทุกทีมและผู้ตัดสินเข้าใจตรงกัน ความชัดเจนนี้สำคัญเป็นพิเศษเมื่อใช้กติกาโรงเรียนหรือกิจกรรมที่ปรับจากคู่มือกรมพลศึกษา

ตรวจความมั่นคงของเก้าอี้และตะกร้า พื้นสนาม และระยะห่างของผู้เล่นกับสิ่งกีดขวางก่อนเล่น ผู้ถือตะกร้าควรมีพื้นที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียหลัก ไม่มีสนามหรืออุปกรณ์ใดรับประกันว่าปลอดอุบัติเหตุได้ทั้งหมด

ระหว่างเล่นให้หลีกเลี่ยงการปะทะที่รุนแรง เคารพคำตัดสิน และหยุดเมื่อมีอาการบาดเจ็บ หากจัดแข่งขันจริงควรมีผู้ดูแลและแนวทางช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ การฝึกทักษะและการบังคับใช้กฎอย่างสม่ำเสมอช่วยให้เกมดำเนินไปได้ดีขึ้น

เมื่ออ่านข้อมูลออนไลน์ ให้แยก แชร์บอล (Chairball) ออกจาก เนตบอล (Netball) แม้ชื่อไฟล์หรือ URL ของบทความเก่าจะใช้คำว่า netball เนื้อหาและแหล่งอ้างอิงในหน้านี้กล่าวถึงแชร์บอลตามคู่มือกรมพลศึกษา

สรุป

แชร์บอลเป็นเกมทีมที่ใช้การรับส่งลูกบอลเพื่อยิงลงตะกร้าและช่วยฝึกการเคลื่อนไหว การตัดสินใจ และการเล่นร่วมกัน คู่มือกรมพลศึกษาระบุชื่อผู้คิดค้นและอธิบายความเป็นเกมนำไว้ในหน้าประวัติ

หากอ้างกติกาจากคู่มือ พ.ศ. 2552 ให้จำบริบทสำคัญ: ผู้เล่นในสนามทีมละ 7 คน เวลา 2 ครึ่งครึ่งละ 10–25 นาที และการยิงประตูปกติได้ 2 คะแนน ส่วนโยนโทษได้ 1 คะแนน รายละเอียดอื่นต้องอ่านกฎและคำตัดสินที่เกี่ยวข้องด้วย

ก่อนลงสนามหรือจัดแข่ง ให้ตรวจระเบียบของรายการและอุปกรณ์ที่ใช้จริงเสมอ การรู้ว่าข้อมูลมาจากคู่มือฉบับใดช่วยให้เล่นและสื่อสารกติกากันได้ชัดเจนขึ้น

ไม่อยากพลาดบทความใหม่จาก NaniTalk
เพิ่มเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ชื่นชอบบน Google เพื่อให้มีโอกาสเห็นเนื้อหาจากเรามากขึ้น
กดเพื่ออ่านต่อ

NaniTalk S.

เป็นนักเขียนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ เรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอ เชื่อว่าเนื้อหาที่ดีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button