
Key Points
- Pronoun ใช้อ้างถึงคำนามหรือสิ่งที่ระบุได้จากบริบท แต่ต้องชัดว่าคำนั้นแทนใครหรืออะไร
- Personal pronoun เปลี่ยนรูปตามหน้าที่ เช่น I เป็นประธาน ส่วน me เป็นกรรม
- คำอย่าง mine, myself และ this ใช้คนละหน้าที่ จึงไม่ควรจัดเป็นกลุ่มเดียวเพราะแปลคล้ายกัน
- สรรพนามไทยมีระดับความสุภาพและความสัมพันธ์ของคู่สนทนา ซึ่งตารางอังกฤษหนึ่งคำต่อไทยหนึ่งคำอธิบายไม่ครบ
Pronoun คือคำสรรพนามในภาษาอังกฤษ ใช้อ้างถึงคน สิ่งของ หรือข้อความที่ผู้อ่านรู้ว่าหมายถึงอะไรแล้ว เช่น Mali has a book. She reads it. คำว่า she อ้างถึง Mali และ it อ้างถึงหนังสือ
บทความเดิมนำชนิดสรรพนามของภาษาอังกฤษกับภาษาไทยมารวมเป็นรายการ “7 ประเภท” โดยไม่แยกหลักการของแต่ละภาษา อีกทั้งมีตัวอย่างบุรุษสรรพนามไทยที่สลับผู้ฟังกับผู้ถูกกล่าวถึง จึงอาจทำให้ผู้เริ่มเรียนเลือกคำผิด
บทความนี้เริ่มจากการใช้ pronoun ในประโยคภาษาอังกฤษ แล้วค่อยเทียบกับคำไทยที่ใช้ในบทสนทนา พร้อมชี้ว่าการแปลสรรพนามต้องดูบริบทและระดับภาษา ไม่ใช่จำตารางคำแปลเพียงชุดเดียว

Pronoun คืออะไรและใช้แทนอะไร
Purdue OWL อธิบาย ว่า pronoun อ้างถึงคำนามหรือใช้แทนคำนามนั้น ผู้อ่านต้องระบุได้ว่าคำสรรพนามกำลังชี้กลับไปที่ใครหรือสิ่งใด มิฉะนั้นประโยคจะกำกวม
ตัวอย่าง Nina found a pen. She put it in her bag. คำว่า she แทน Nina ส่วน it แทนปากกา การใช้สรรพนามช่วยไม่ต้องพูดคำนามเดิมทุกประโยค แต่ยังต้องมีบริบทพอให้ตามความหมายทัน
Pronoun ไม่ได้หมายถึงคำที่ “แทนชื่อคน” เท่านั้น it ใช้กล่าวถึงสิ่งของ และ they ใช้อ้างถึงกลุ่มคนหรือสิ่งของได้ บางบริบท they ยังใช้กล่าวถึงบุคคลหนึ่งคนเมื่อไม่ระบุเพศหรือเมื่อเจ้าตัวใช้สรรพนามนี้ ตาม Purdue OWL เรื่อง singular they
เมื่อต้องเลือกสรรพนาม ให้ดูทั้งสิ่งที่กล่าวถึง จำนวน และหน้าที่ในประโยค หากมีคำนามสองคำอยู่ใกล้กันแล้วใช้ it โดยไม่ชัดว่าอ้างถึงคำใด ควรเขียนคำนามซ้ำเพื่อให้ผู้อ่านไม่ต้องเดา

Personal pronoun: I, me, you, he, she, it, we, they
Personal pronoun ใช้กล่าวถึงผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่หรือสิ่งที่กล่าวถึง รูปของคำบางคำเปลี่ยนตามตำแหน่งในประโยค Purdue OWL แยกกรณีประธานกับกรรม เช่น I/me, he/him, she/her, we/us และ they/them ส่วน you และ it มีรูปประธานกับกรรมเหมือนกัน
เมื่อคำทำหน้าที่เป็นประธาน ใช้ I called her. (I เป็นผู้โทร) แต่เมื่อเป็นกรรม ใช้ She called me. (me เป็นผู้รับการโทร) ประโยค Me called her จึงไม่ใช่รูปมาตรฐานในบริบทนี้ การดูหน้าที่ช่วยได้มากกว่าท่องคำแปลว่า “ฉัน”
คำที่บอกความเป็นเจ้าของยังแยกเป็นรูปที่อยู่หน้าคำนาม เช่น my book กับรูปที่ใช้เดี่ยว เช่น This book is mine. จึงไม่ควรเรียก my กับ mine ว่าใช้แทนกันได้ทุกตำแหน่ง คู่มือ British Council เรื่อง personal pronouns อธิบายรูปประธานและกรรมเพิ่มเติม
ตัวอย่างเก่าที่แปล it ว่า “มัน” เพียงคำเดียวอาจทำให้ภาษาไทยแข็งหรือไม่เหมาะกับบริบทบางแบบ เวลาแปลจริงอาจละสรรพนามหรือใช้คำนามซ้ำ โดยรักษาความหมายให้ชัดก่อนเทียบคำต่อคำ

คำสรรพนามภาษาอังกฤษกลุ่มอื่นที่พบบ่อย
นอกจาก personal pronoun ยังมีคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น mine, yours, hers และ ours ใน The blue bag is hers. คำว่า hers ใช้แทนสิ่งที่เป็นของเธอ ไม่ต้องตามด้วยคำนามอีกคำ ขณะที่ her bag ใช้ her อยู่หน้าคำนาม
Reflexive pronoun เช่น myself, yourself และ themselves ใช้ในบางโครงสร้างเมื่อผู้กระทำกับผู้รับการกระทำเป็นคนเดียวกัน เช่น She taught herself. การเติม -self ไม่ได้ทำให้คำธรรมดาดูสุภาพขึ้นอัตโนมัติ; Purdue OWL อธิบายหน้าที่ของ reflexive pronouns
คำชี้เฉพาะอย่าง this และ those ใช้เป็นสรรพนามได้เมื่อยืนแทนสิ่งที่กำลังชี้ เช่น This is mine. แต่ใน this book คำว่า this อยู่หน้าคำนาม จึงทำหน้าที่ต่างกัน คำถามอย่าง who หรือ what และคำเชื่อมอย่าง who หรือ which ก็มีบทบาทของตนเอง
ตำราอาจแบ่งชนิดของ pronoun มากหรือน้อยกว่านี้ตามเกณฑ์ที่ใช้ จึงไม่ควรสรุปว่าภาษาอังกฤษมี “7 ประเภท” ตายตัว สิ่งที่ผู้เริ่มเรียนควรจับให้ได้ก่อนคือคำแต่ละคำทำหน้าที่อะไรในประโยคจริง

สรรพนามไทยกับอังกฤษต่างกันตรงไหน
ในภาษาไทย “ผม”, “ฉัน” หรือ “เรา” อาจใช้แทนผู้พูด ส่วน “คุณ” หรือ “เธอ” อาจใช้เรียกผู้ฟัง และ “เขา” มักกล่าวถึงคนที่สาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ อายุ สถานการณ์ และระดับความสุภาพมีผลต่อคำที่เลือก ไม่ใช่ทุกคำแปลตรงกับ I, you หรือ he เพียงคำเดียว
ตัวอย่าง “คุณอ่านหนังสือหรือยัง” เรียกผู้ฟัง แต่ “เขาอ่านหนังสือแล้ว” กล่าวถึงบุคคลอื่น จึงไม่ควรใส่ “เขา” เป็นตัวอย่างหลักของสรรพนามบุรุษที่สองเหมือนบทความเดิม ในบางสถานการณ์ “ท่าน” ใช้เพื่อให้เกียรติผู้ที่พูดด้วยหรือผู้ที่กล่าวถึงก็ได้ตามบริบท
ภาษาไทยมักไม่เปลี่ยนรูปสรรพนามตามตำแหน่งประธานและกรรมแบบ I/me ประโยค “ฉันเห็นเขา” กับ “เขาเห็นฉัน” ใช้รูป “ฉัน” เหมือนเดิม แต่ตำแหน่งในประโยคเปลี่ยนหน้าที่ การยกกฎภาษาอังกฤษมาใช้เป็นกฎของภาษาไทยจึงทำให้สับสน
เวลาเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ควรดูประโยคตัวอย่างและบทบาทของคำประกอบ หากต้องการอ่านเรื่องคำชนิดอื่นในภาษาอังกฤษต่อ มีบทความ คำอุทานภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคนละหมวดคำกับ pronoun

ใช้ pronoun อย่างไรไม่ให้ผู้อ่านสับสน
ตรวจรูปคำก่อน: ใครเป็นผู้ทำกริยาและใครเป็นผู้รับการกระทำ ประโยค They invited us. ใช้ they เป็นประธานและ us เป็นกรรม หากสลับเป็น Them invited we จะผิดรูปตามหน้าที่ที่ Purdue OWL อธิบาย
ตรวจคำที่สรรพนามอ้างถึง: When the box fell on the table, it broke. ผู้อ่านอาจไม่แน่ใจว่ากล่องหรือโต๊ะพัง ให้เขียนเป็น The box broke หรือ The table broke ตามข้อเท็จจริงที่ตั้งใจสื่อ Purdue OWL ยกปัญหาการอ้างอิงกำกวมเป็นข้อควรระวังสำคัญ
ตรวจจำนวนและมุมมองผู้เล่า: อย่าเปลี่ยนจาก I เป็น you โดยไม่มีเหตุผลในคำอธิบายเดียวกัน และตรวจว่าคำที่ใช้แทนกลุ่มคนสอดคล้องกับความหมาย การใช้ they เอกพจน์เป็นอีกกรณีที่มีอยู่จริง จึงไม่ควรตัดสินว่าคำนั้นหมายถึงหลายคนเสมอ
ท้ายที่สุด ให้เลือกคำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจชัดและเหมาะกับบุคคลที่กล่าวถึง ถ้าไม่แน่ใจว่าสรรพนามชี้ถึงใคร การเขียนชื่อหรือคำนามซ้ำหนึ่งครั้งมักดีกว่าปล่อยให้เดาความหมาย
ใช้ pronoun เพื่อให้ประโยคกระชับ แต่ต้องยังชัดว่าใครทำอะไรกับใคร และคำสรรพนามแต่ละคำทำหน้าที่ใด
สรุป
Pronoun คือคำสรรพนามที่ช่วยอ้างถึงคนหรือสิ่งที่รู้จากบริบท คำอย่าง I, me, you และ they เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อย แต่รูปคำและหน้าที่ในประโยคไม่เหมือนกันทุกคำ
กลุ่มอื่น เช่น mine, myself และ this มีวิธีใช้เฉพาะ การจำชื่อหมวดจำนวนหนึ่งไม่พอ ต้องอ่านทั้งประโยคและดูว่าคำอยู่ตรงไหน อ้างถึงสิ่งใด และทำให้ผู้อ่านสับสนหรือไม่
เมื่อเทียบกับภาษาไทย ให้แยกระบบไวยากรณ์ออกจากกันก่อน แล้วค่อยเลือกคำแปลที่เหมาะกับความสัมพันธ์และระดับภาษา วิธีนี้แม่นยำกว่าจับคู่สรรพนามสองภาษาแบบคำต่อคำ





