
Key Points
- บรรยายโวหารคือสำนวนเขียนที่มุ่งชี้แจงหรืออธิบายเรื่องให้เข้าใจ
- งานเขียนลักษณะนี้ให้ความสำคัญกับลำดับข้อมูล ความชัดเจน และความตรงของถ้อยคำ
- พรรณนาโวหารมุ่งให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพ จึงมีหน้าที่ต่างจากการอธิบายโดยตรง
- ผู้เขียนใช้ภาพพจน์ได้เมื่อเหมาะกับจุดประสงค์ แต่ไม่ควรทำให้ข้อมูลคลุมเครือ
คำว่า “บรรยายโวหาร” ปรากฏทั้งในบทเรียนภาษาไทยและคำแนะนำการเขียน แต่บางครั้งถูกใช้อธิบายปะปนกับการพรรณนาภาพหรือการเปรียบเทียบ จึงอาจทำให้เข้าใจว่าการเขียนบรรยายต้องใช้ถ้อยคำสละสลวยเป็นหลัก
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายคำนี้ในความหมายที่เน้นการชี้แจงหรืออธิบาย ความหมายดังกล่าวช่วยแยกหน้าที่ของบรรยายโวหารออกจากพรรณนาโวหาร ซึ่งให้รายละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพ
บทความนี้สรุปความหมาย วิธีเลือกใช้ ลำดับการเขียน และตัวอย่างที่แต่งขึ้นเพื่อการเรียนรู้ พร้อมชี้ว่าคำเปรียบเทียบหรือภาพพจน์เป็นเพียงเทคนิคที่อาจนำมาใช้ได้ ไม่ใช่เงื่อนไขของบรรยายโวหารทุกกรณี

บรรยายโวหารหมายถึงอะไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของ “บรรยายโวหาร” ว่าเป็นสำนวนเขียนที่มุ่งชี้แจงหรืออธิบาย เมื่อนำมาใช้ในการเขียน จุดสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล เหตุการณ์ หรือขั้นตอน มากกว่าการสร้างอารมณ์ด้วยถ้อยคำเป็นพิเศษ
“สำนวนเขียนที่เป็นไปในลักษณะการชี้แจงหรืออธิบาย”
— พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554, บรรยายโวหาร
ความหมายของคำว่า “บรรยาย” ในพจนานุกรมเดียวกันเกี่ยวข้องกับการอธิบายเรื่องให้ฟังหรือเล่าเรื่อง ส่วนคำว่า “โวหาร” หมายถึงชั้นเชิงหรือสำนวนในการเขียนและการพูด เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึงวิธีเรียบเรียงที่อธิบายเรื่องให้ผู้อ่านตามได้ ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นงานวรรณกรรม
การเขียนให้ชัดไม่ได้แปลว่าต้องใช้ภาษาราบเรียบจนขาดจังหวะ แต่ควรเลือกคำตามหน้าที่ของข้อความ ถ้ากำลังบอกว่าเกิดอะไรขึ้นหรือทำอย่างไร ผู้อ่านควรแยกประเด็นและติดตามลำดับได้โดยไม่ต้องเดาความหมาย

บรรยายโวหารใช้กับงานเขียนแบบใด
บรรยายโวหารใช้ได้กับข้อความที่ต้องการบอกข้อมูลหรืออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ เช่น รายงาน คำชี้แจง ขั้นตอนการทำงาน และเรื่องเล่าที่เรียงเหตุการณ์ต่อกัน จุดร่วมคือผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นหรือควรเข้าใจสิ่งนั้นอย่างไร
ก่อนเริ่มเขียน ให้กำหนดคำถามที่เนื้อหาต้องตอบและนึกถึงความรู้เดิมของผู้อ่าน หากเป็นขั้นตอน ให้ระบุสิ่งที่ต้องทำตามลำดับ หากเป็นรายงาน ให้แยกสิ่งที่ตรวจพบออกจากความคิดเห็นหรือข้อสรุปของผู้เขียน
รูปแบบการเรียงเรื่องเลือกได้ตามเนื้อหา บางเรื่องเรียงตามเวลา บางเรื่องเรียงจากภาพรวมไปหารายละเอียด หรืออธิบายสาเหตุแล้วตามด้วยผล ไม่จำเป็นต้องใช้ลำดับเดียวกันทุกงาน แต่ความเชื่อมโยงระหว่างประโยคต้องทำให้ผู้อ่านตามทัน
ถ้าต้องการเพิ่มน้ำหนักด้วยตัวอย่าง ควรบอกให้ชัดว่าเป็นกรณีจริง กรณีสมมติ หรือเพียงตัวอย่างประกอบ การแยกที่มาเช่นนี้ช่วยไม่ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าประโยคสมมติเป็นข้อมูลยืนยันจากแหล่งภายนอก

บรรยายโวหารต่างจากพรรณนาโวหารอย่างไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบาย “พรรณนาโวหาร” ว่าเป็นสำนวนเขียนที่กล่าวรายละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านนึกเห็นเป็นภาพ ส่วนบรรยายโวหารมุ่งชี้แจงหรืออธิบาย ทั้งสองแบบจึงต่างกันที่หน้าที่หลักของข้อความ ไม่ใช่การตัดสินว่างานหนึ่งสวยกว่าอีกงานหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น ประโยค “ฝนเริ่มตก น้ำไหลเข้าทางเดิน และเจ้าหน้าที่ปิดประตูอาคาร” มุ่งบอกเหตุการณ์ตามลำดับ ส่วนประโยค “สายฝนโปรยเป็นม่านบางเหนือทางเดิน” เน้นภาพที่ผู้อ่านจินตนาการได้ ตัวอย่างนี้แต่งขึ้นเพื่อแสดงความต่าง ไม่ใช่รายงานเหตุการณ์จริง
ในงานเขียนชิ้นเดียวกัน ผู้เขียนอาจใช้บรรยายโวหารเพื่อให้ข้อมูลก่อน แล้วใช้พรรณนาโวหารเฉพาะช่วงที่ต้องการให้เห็นบรรยากาศ การอ่านงาน พรรณนาโวหาร ประกอบจะช่วยให้เห็นว่าการเน้นภาพกับการชี้แจงมีจุดประสงค์ต่างกันอย่างไร
การเปรียบเทียบหรือภาพพจน์ช่วยเพิ่มสีสันได้ แต่เป็นเครื่องมือระดับประโยค ไม่ได้ทำให้ทุกข้อความกลายเป็นพรรณนาโวหารโดยอัตโนมัติ หากคำเปรียบเทียบทำให้ข้อเท็จจริงกำกวม ควรเลือกถ้อยคำตรงความหมายแทน

หลักเขียนบรรยายโวหารให้ชัดเจน
เริ่มจากกำหนดประเด็นหลักหนึ่งเรื่องและระบุว่าผู้อ่านควรเข้าใจอะไร จากนั้นรวบรวมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องโดยตัดข้อมูลที่ไม่ช่วยตอบประเด็นออก วิธีนี้ทำให้ย่อหน้าไม่วกวนและไม่พยายามเล่าหลายเรื่องพร้อมกัน
เรียงข้อมูลด้วยโครงที่เหมาะกับเนื้อหา เช่น เวลา ขั้นตอน สาเหตุและผล หรือภาพรวมตามด้วยรายละเอียด ใช้คำเชื่อมเมื่อจำเป็นเพื่อบอกความสัมพันธ์ แต่ไม่ต้องเติมคำเชื่อมทุกประโยคจนอ่านติดขัด
เลือกคำนามและคำกริยาที่ระบุสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตรงกว่าใช้คำชมกว้าง ๆ แยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น และเมื่ออ้างข้อมูลจากแหล่งอื่นให้ตรวจชื่อ วันที่ และตัวเลขจากต้นทางก่อนนำมาเขียน
หลังร่างเสร็จ ลองอ่านโดยถามว่าแต่ละประโยคเพิ่มข้อมูลอะไร มีคำซ้ำหรือส่วนขยายที่ทำให้ใจความคลุมเครือหรือไม่ ถ้าข้อความยังยาว ให้แบ่งประโยคหรือย้ายรายละเอียดไปไว้ในย่อหน้าที่ตรงประเด็น โดยไม่ตัดเงื่อนไขสำคัญทิ้ง

ตัวอย่างบรรยายโวหารที่อ่านเข้าใจง่าย
ลองเปลี่ยนจากประโยคที่บอกเพียงความรู้สึกกว้าง ๆ ให้เป็นรายละเอียดที่ผู้อ่านตรวจสอบหรือจินตนาการลำดับได้ ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่ข้อมูลจากสถานที่หรือเหตุการณ์จริง
กว้างเกินไป: “หน้าห้องมีคนเยอะมาก”
ชัดขึ้น: “ก่อนเริ่มกิจกรรม ผู้เข้าร่วมยืนรอหน้าห้องและทยอยเดินเข้าไปเมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตู”
ประโยคหลังบอกช่วงเวลาและลำดับเหตุการณ์เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องใช้คำเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้เขียนงานจริงยังต้องตรวจว่ารายละเอียดที่ใส่เป็นข้อเท็จจริงของสถานการณ์นั้นหรือเป็นเพียงตัวอย่างสมมติ
สำหรับการฝึก ให้ลองเขียนหนึ่งย่อหน้าจากหัวข้อเดียว แล้วตรวจว่าประโยคแรกบอกประเด็นหรือไม่ รายละเอียดเรียงต่อกันอย่างไร และมีข้อความใดเป็นความเห็นที่ควรระบุให้ชัด การศึกษารูปแบบอื่นอย่าง สาธกโวหาร ยังช่วยให้เห็นว่าการยกตัวอย่างมีหน้าที่สนับสนุนใจความอย่างไร
สรุป
บรรยายโวหารคือสำนวนเขียนที่ใช้ชี้แจงหรืออธิบายเรื่องให้ผู้อ่านเข้าใจ แกนของการเขียนจึงอยู่ที่ความชัดเจน ความสัมพันธ์ของข้อมูล และการเลือกถ้อยคำให้ตรงกับเรื่อง
พรรณนาโวหารต่างออกไปตรงที่มุ่งให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพ งานเขียนอาจใช้ทั้งสองแบบร่วมกันได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะกับหน้าที่ของแต่ละช่วง และไม่สับสนระหว่างกลวิธีทางภาษาอย่างการเปรียบเทียบกับประเภทโวหาร
เมื่อลงมือเขียน ให้กำหนดประเด็น เรียงรายละเอียด ตรวจที่มาของข้อเท็จจริง แล้วทบทวนว่าผู้อ่านตามเรื่องได้โดยไม่ต้องเดาหรือไม่ วิธีนี้ช่วยให้ทั้งงานเรียน รายงาน และคำอธิบายอ่านเข้าใจง่ายขึ้น




