เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ กำลังจะเปิดฉากศึกฟุตบอลทั้งประเภทชายและหญิงในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ และปีนี้ถือเป็นปีที่แฟนบอลไทยมีเหตุผลให้ลุ้นมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งทีมชาติไทย U23 ชุดชายและทีมชบาแก้วชุดหญิงต่างได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้วัดฝีเท้ากับทีมระดับเอเชียในสังเวียนใหญ่ที่มีทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศติดตัวไปตลอด
ช้างศึก U23 กับภารกิจในกลุ่ม A
ทีมชาติไทย U23 ภายใต้การคุมทีมของ "โค้ชวัง" ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ถูกจับเข้ากลุ่ม A ร่วมกับเจ้าภาพญี่ปุ่น คีร์กีซสถาน และฮ่องกง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีทั้งความท้าทายและโอกาส เพราะแม้จะต้องเจอกับญี่ปุ่นที่เป็นเต็ง แต่คู่แข่งอย่างคีร์กีซสถานและฮ่องกงก็เป็นทีมที่ไทยมีลุ้นเก็บผลงานได้ โปรแกรมการแข่งขันเริ่มต้นด้วยนัดเจอคีร์กีซสถานในวันที่ 16 กันยายน ตามด้วยฮ่องกงในวันที่ 20 กันยายน ก่อนจะปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มด้วยเกมใหญ่กับญี่ปุ่นในวันที่ 23 กันยายน ทัพช้างศึกชุดนี้มีกำลังหลักอย่างยศกร บูรพา กองหน้าจากชลบุรี เอฟซี และเจะฮานาฟี มามะ จากพีที ประจวบ เอฟซี เป็นตัวเก็บประตูสำคัญ ขณะที่แนวกลางมีกฤตภัค แสงสวัสดิ์ จากเมืองทอง ยูไนเต็ด และธนกฤต โชติเมืองปัก จากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คอยควบคุมจังหวะเกม ส่วนแนวรับมีวีชั่น อินอร่าม จากทรู บางกอก ยูไนเต็ด และชนภัช บัวพันธ์ จากบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เป็นเสาหลักในการป้องกัน โดยมีศรวัสย์ โพธิ์สมัน จากปัตตานี เอฟซี รับหน้าที่เฝ้าประตู
ชบาแก้วพร้อมท้าชนในกลุ่ม E
ในฟากทีมหญิง ทีมชาติไทยหรือ "ชบาแก้ว" ภายใต้การคุมทีมของโค้ชอัลเฟรด เนติ ศรีทองอินทร์ ถูกจับให้อยู่กลุ่ม E ร่วมกับเจ้าภาพญี่ปุ่น จีนไทเป และเวียดนาม โปรแกรมเปิดสนามคือการเจอกับญี่ปุ่นในวันที่ 14 กันยายน ที่สนามชิซูโอกะ สเตเดียม เอโคปะ ก่อนจะพบจีนไทเปในวันที่ 17 กันยายน ที่สนามเดียวกัน และปิดท้ายด้วยเกมกับเวียดนามในวันที่ 21 กันยายน ที่สนามในโอซาก้า ทีมชุดนี้มีผู้รักษาประตูมือหนึ่งอย่างทิชานันท์ สัจจ์เชื้อน คอยเฝ้าประตู พร้อมกับกองหน้าตัวความหวังอย่างกัญญานัฐ เชษฐาภรณ์ และธนีคาน แดงดา ที่จะเป็นกำลังหลักในการหาประตูให้กับทีม
ความหมายของการได้เข้าร่วมทั้งสองทีม
การที่ไทยส่งทั้งทีมชายและทีมหญิงเข้าร่วมเอเชียนเกมส์ปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของโควตาการเข้าร่วมแข่งขัน แต่สะท้อนถึงความต่อเนื่องของการพัฒนาฟุตบอลไทยในทุกระดับ ทั้งสองทีมต่างมีนักเตะที่มาจากสโมสรไทยลีกชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสโมสรที่ลงทุนกับอคาเดมีเยาวชนมาอย่างต่อเนื่องหลายปี การที่นักเตะเหล่านี้ได้มีโอกาสสัมผัสเวทีระดับเอเชียนเกมส์ตั้งแต่อายุยังน้อย จะเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยยกระดับฝีเท้าไปสู่ทีมชาติชุดใหญ่ในอนาคต นอกจากนี้ การได้ลงเล่นในสนามระดับนานาชาติกับทีมที่มีวัฒนธรรมฟุตบอลแตกต่างกันอย่างญี่ปุ่น คีร์กีซสถาน หรือเวียดนาม ก็จะช่วยเปิดมุมมองให้นักเตะไทยรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สไตล์การเล่นที่หลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากการแข่งขันในลีกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
แม้ทั้งสองทีมจะต้องเจอกับเจ้าภาพญี่ปุ่นซึ่งเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มของตัวเอง แต่จังหวะสำคัญที่จะตัดสินว่าไทยจะได้ผ่านเข้ารอบต่อไปหรือไม่ อยู่ที่นัดกับคู่แข่งที่ฝีเท้าใกล้เคียงกันมากกว่า สำหรับทีมชายคือเกมกับคีร์กีซสถานและฮ่องกง ส่วนทีมหญิงคือเกมกับจีนไทเปและเวียดนาม ซึ่งเวียดนามเองก็เป็นคู่แข่งที่ไทยเจอกันบ่อยในระดับภูมิภาคอาเซียนและมีการแข่งขันที่สูสีมาโดยตลอด ผลการแข่งขันในนัดเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าทั้งสองทีมจะได้ไปต่อในรอบน็อกเอาต์หรือไม่
ติดตามศึกเอเชียนเกมส์ให้ครบทุกนัด
ด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่นตลอดสองสัปดาห์ ทั้งทีมชายและทีมหญิงของไทยจะลงเล่นรวมกันถึงหกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม แฟนบอลที่อยากติดตามทุกจังหวะการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นผลบอลสด ตารางแข่งที่อัปเดตล่าสุด หรือแนวโน้มราคาต่อรองในแต่ละคู่ ก็สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน FA CHAI ซึ่งรวบรวมข้อมูลศึกเอเชียนเกมส์ไว้อย่างครบถ้วนตลอดทัวร์นาเมนต์ ไม่ว่าไทยจะได้ลุ้นเหรียญหรือไม่ การได้เห็นนักเตะไทยรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิงได้แสดงฝีเท้าบนเวทีระดับทวีปก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของฟุตบอลไทยในระยะยาว
สรุปภาพรวมก่อนศึกจะเริ่ม
เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่นจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของนักเตะไทยรุ่นใหม่ทั้งสองชุด ทั้งช้างศึก U23 ที่ต้องฝ่าฟันกลุ่มที่มีเจ้าภาพญี่ปุ่นเป็นตัวเต็ง และชบาแก้วที่ต้องสู้กับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกันอย่างเวียดนามและจีนไทเป ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การที่ไทยส่งทั้งสองทีมเข้าร่วมพร้อมกันในปีนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าวงการฟุตบอลไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาอย่างเป็นระบบในทุกระดับ และแฟนบอลไทยก็มีเหตุผลเต็มเปี่ยมที่จะติดตามเชียร์ทั้งสองทีมอย่างใกล้ชิดตลอดทัวร์นาเมนต์นี้