นิทานพื้นบ้าน

[เนื้อเรื่องย่อ-นิทานพื้นบ้านไทย] พระรถเมรี อมตะข้ามยุค

  • พระรถเมรี เป็นนิทานพื้นบ้านไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีที่มาจากรถเสนชาดกในปัญญาสชาดก แพร่หลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ฤๅษีแปลงสาร คือฉากสำคัญที่พระฤๅษีเปลี่ยนสารสั่งฆ่าเป็นสั่งแต่งงาน จนกลายเป็นสำนวนไทยที่ใช้มาถึงปัจจุบัน
  • นางเมรี เป็นตัวละครที่ซับซ้อนที่สุดในเรื่อง รักสามีอย่างไม่มีเงื่อนไขแม้จะถูกหลอกและถูกทิ้ง สำนวน “เมรีขี้เมา” มาจากฉากที่พระรถเสนมอมสุรานางเพื่อล้วงความลับ
  • ตอนจบของพระรถเมรีเชื่อมต่อกับเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ผ่านคำอธิษฐานของนางเมรีที่ขอให้ชาติหน้าสามีเป็นฝ่ายตามเธอ ทำให้สองเรื่องนี้เป็นจักรวาลเดียวกัน

ไม่มีนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องไหนที่บีบหัวใจได้เท่า พระรถเมรี เรื่องราวของชายหนุ่มกับหญิงสาวครึ่งยักษ์ที่รักกันด้วยใจจริง แต่สุดท้ายต้องพรากจากกันด้วยเหตุผลที่ยิ่งใหญ่กว่าความรัก นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของวีรบุรุษและนางฟ้า แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่ต้องเลือกระหว่างความรักกับความกตัญญู

พระรถเมรี หรือที่รู้จักในชื่อ นางสิบสอง เป็นนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย กัมพูชา พม่า ลาว และมาเลเซีย สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นคือความซับซ้อนทางจิตใจของตัวละคร โดยเฉพาะนางเมรีผู้เป็นทั้งลูกยักษ์และหญิงสาวผู้รักสามีอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้สามีจะทำร้ายเธอก็ยังตามไปง้อจนสุดแรง

สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักกับนิทานไทยคลาสสิกเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น บทความนี้รวบรวมเนื้อเรื่องย่อ ตัวละครสำคัญ ฉากที่น่าจดจำ รวมถึงแก่นคุณธรรมและสำนวนที่มีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน

ที่มาและประวัติของพระรถเมรี

พระรถเมรี มีรากฐานเป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมาแบบมุขปาฐะ ก่อนที่พระภิกษุชาวเชียงใหม่จะนำไปเรียบเรียงเป็น รถเสนชาดก ในคัมภีร์ปัญญาสชาดก ซึ่งเป็นชาดกนอกพระไตรปิฎกที่รวบรวมชาดก 50 เรื่อง ปัจจุบันนักวิชาการเชื่อว่าเค้าโครงเรื่องนี้น่าจะมีต้นกำเนิดร่วมกับนิทานพื้นบ้านในอินเดีย ลังกา และชาติอื่นที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม

วรรณคดีไทยสมัยอยุธยาหลายเรื่องอ้างอิงถึงพระรถเมรีไว้ เช่น โคลงนิราศหริภุญไชย แสดงว่าเรื่องนี้เป็นที่รู้จักก่อนสมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว กวีไทยในยุคนั้นนิยมนำมาแต่งเป็นรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง กาพย์ขับไม้ คำฉันท์ บทละคร จนปัจจุบันพบพระรถคำฉันท์ไม่น้อยกว่า 3 สำนวน และคำกลอนอีกกว่า 10 สำนวน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ กรมศิลปากรได้ตรวจชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หลายฉบับ ฉบับที่รู้จักกันดีในปัจจุบันได้แก่ นิทานร้อยแก้วเรื่องพระรถเสน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2476 และพระรถเมรีกลอนสุภาพของ ส.เลี้ยงถนอม พิมพ์ พ.ศ. 2512

ตัวละครสำคัญในพระรถเมรี

ก่อนเข้าเนื้อเรื่อง การรู้จักตัวละครหลักจะช่วยให้ติดตามได้ง่ายขึ้น

ตัวละครบทบาท
พระรถเสนพระเอก บุตรชายของนางเภา เทวดาลงมาเกิดเพื่อช่วยนางสิบสอง
นางเมรีนางเอก ธิดายักษ์ครึ่งมนุษย์ รักพระรถเสนอย่างสุดใจ
นางสิบสองแม่และป้าของพระรถเสน ถูกยักษ์จับขังในอุโมงค์
นางสันธมารยักษ์ผู้ร้าย แปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อแก้แค้นนางสิบสอง
ท้าวรถสิทธิ์พระราชาผู้เป็นบิดาของพระรถเสน ถูกนางสันธมารหลอก
พระฤๅษีผู้มีญาณพิเศษ แปลงสารให้พระรถเสนรอดชีวิตและได้นางเมรี

ตัวละครแต่ละตัวมีมิติที่ซับซ้อน ไม่มีใครเป็นคนดีหรือคนชั่วอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นความลึกที่ทำให้เรื่องนี้ยังคงน่าอ่านอยู่จนถึงทุกวันนี้

เนื้อเรื่องย่อพระรถเมรี

เนื้อเรื่องย่อพระรถเมรี กำเนิดนางสิบสอง

จุดเริ่มต้นของนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องนี้ย้อนไปถึงยุคพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เศรษฐีผู้หนึ่งชื่อ “นนท์” ถวายกล้วยน้ำว้า 12 ผลแด่พระพุทธเจ้าแล้วอธิษฐานขอบุตรธิดา ภายหลังภรรยาให้กำเนิดธิดาทั้ง 12 คน หรือที่เรียกว่า นางสิบสอง

ต่อมาครอบครัวตกอับ บิดาจึงลวงพาลูกสาวไปปล่อยป่า นางยักษ์สันธมาร พบนางสิบสองจึงพาไปเลี้ยงในถ้ำ แต่ความจริงซ่อนอยู่นานเกินไปไม่ได้ เมื่อนางสิบสองรู้ว่าผู้เลี้ยงดูเป็นยักษ์ จึงวางแผนหนีออกไปแต่งงานกับพระราชา ได้เป็นมเหสีทั้ง 12 องค์

นางสันธมารตามมาแก้แค้น แปลงกายเป็นมนุษย์แล้วเข้าวังได้รับตำแหน่งมเหสีเอก ด้วยเวทมนต์นางจึงสั่งควักลูกตาของนางสิบสองทั้ง 12 ออกมาเป็นเครื่องยา เว้นแต่นางเภา น้องคนเล็ก ที่ถูกควักเพียงข้างเดียว เพราะครั้งที่หนีป่านางเภาร้อยปลาจากปากโดยแทงตาข้างเดียว ผลกรรมจึงตามทัน

เนื้อเรื่องย่อพระรถเมรี กำเนิดพระรถเสน

นางเภาถูกกักขังในอุโมงค์ร่วมกับพี่สาวทั้ง 11 คน สภาพย่ำแย่จนบางนางต้องกินเนื้อลูกตัวเองประทังชีวิต พระอินทร์ เห็นใจนางสิบสองจึงส่งเทพลงมาเกิดในท้องนางเภา ทารกน้อยนั้นเติบโตขึ้นมาในชื่อ พระรถเสน

พระอินทร์ยังเนรมิตไก่วิเศษชื่อ “เจ้าก๊อก” มาช่วยเขย่าต้นไม้ให้ผลร่วงลงในโพรงถ้ำ พระรถเสนใช้ไก่ตัวนี้ชนพนันจนชนะและนำอาหารมาเลี้ยงมารดากับป้า กิตติศัพท์แพร่ไปถึงท้าวรถสิทธิ์ พระราชาผู้เป็นบิดา เมื่อทราบว่าพระรถเสนเป็นพระโอรส จึงรับเข้าวัง

แต่นางสันธมารไม่ยอม นางอ้างป่วยแล้วหลอกให้ท้าวรถสิทธิ์ส่งพระรถเสนไปยังเมืองยักษ์เพื่อนำ “มะงั่วรู้หาว มะนาวรู้โห่” มาเป็นเครื่องยา แล้วเขียนสารสั่งนางเมรีให้ฆ่าพระรถเสนทันทีที่พบ โดยใช้ถ้อยคำว่า “ถึงกลางวันให้ฆ่ากลางวัน ถึงกลางคืนให้ฆ่ากลางคืน”

ฤๅษีแปลงสาร จุดพลิกชะตาชีวิตพระรถเสน

ระหว่างทางพระรถเสนแวะพักที่อาศรมของพระฤๅษีผู้มีญาณพิเศษ พระฤๅษีแอบเปิดสารดูก็ทราบว่าพระรถเสนกับนางเมรีเป็นคู่บุญกัน จึงลบและเขียนใหม่ว่า “ถึงกลางวันให้แต่งกลางวัน ถึงกลางคืนให้แต่งกลางคืน”

เหตุการณ์นี้เรียกว่า “ฤๅษีแปลงสาร” และได้กลายเป็นสำนวนไทย ที่ใช้เรียกสถานการณ์เมื่อมีใครแปลงข้อความให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม ยังคงใช้กันแพร่หลายในภาษาไทยจนถึงทุกวันนี้

เมื่อพระรถเสนมาถึงเมืองยักษ์คือเมืองคชปุรนคร นางเมรีอ่านสารก็เข้าใจว่ามารดาส่งคู่ครองมาให้ จึงจัดพิธีอภิเษกสมรสและมอบเมืองให้ พระรถเสนรักนางเมรีมาก ทั้งคู่อยู่กินกันอย่างมีความสุขชั่วระยะหนึ่ง

เนื้อเรื่องย่อพระรถเมรี รักที่ต้องสูญเสีย

วันหนึ่งพระรถเสนระลึกถึงมารดาและป้า จึงวางแผนหาของวิเศษกลับไปรักษาดวงตาของนางสิบสอง วิธีที่เลือกคือ มอมสุรา นางเมรีไม่เคยดื่มสุรามาก่อน แต่เพราะรักสามีจึงยอมดื่มจนเมา แล้วบอกที่เก็บดวงตาและยาวิเศษทั้งหมดในสภาพที่สติไม่เต็ม

เหตุการณ์นี้เองที่เป็นที่มาของสำนวน “เมรีขี้เมา” ซึ่งยังใช้กันในภาษาพูดจนทุกวันนี้ เมื่อนางเมรีหลับ พระรถเสนขโมยของวิเศษทั้งหมดและขี่ม้าหนีออกไปกลางดึก

นางเมรีฟื้นขึ้นมาไม่พบสามีก็รีบออกติดตาม ฝ่าอุปสรรคทุกด่านที่พระรถเสนโปรยยาวิเศษสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป่า ภูเขา กองเพลิง หมอกควัน บริวารยักษ์ถอยหนี แต่นางเมรียังคงฝ่าไปคนเดียวด้วยความรัก จนถึงด่านสุดท้ายคือ ทะเลกรด ร่างกายที่บอบช้ำและอ่อนแรงไม่อาจข้ามได้ นางเมรีคร่ำครวญขอให้สามีกลับมา แต่พระรถเสนเลือกมารดา นางสิ้นใจอยู่ริมฝั่งนั้น

บทสรุปของเรื่องตามบางสำนวนระบุว่า พระรถเสนได้ยินข่าวนางเมรีตายก็เสียใจจนตายตาม ก่อนตายนางเมรีอธิษฐานว่า “ชาตินี้น้องตามพี่มา ชาติหน้าขอให้พี่ตามน้องไป” อธิษฐานนั้นสำเร็จ ทั้งคู่เกิดใหม่เป็น พระสุธน และ นางมโนราห์ ซึ่งเป็นที่มาของนิทานพระสุธน-มโนราห์ อีกเรื่องหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กัน

แก่นคุณธรรมและบทเรียนจากพระรถเมรี

พระรถเมรี ไม่ใช่แค่นิทานผจญภัย แต่ซ่อนคุณธรรมและปรัชญาชีวิตไว้ลึกมาก

เรื่องแรกคือเรื่องของกรรมและผลกรรม นางสิบสองที่เคยร้อยปลาจากตาทั้งสองข้าง ก็ถูกควักตาทั้งสองข้าง ส่วนนางเภาที่ร้อยปลาจากตาข้างเดียวก็ถูกควักแค่ข้างเดียว ความแม่นยำของกรรมในเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งต้องการสอนให้ระมัดระวังการกระทำในชีวิตประจำวัน แม้สิ่งเล็กน้อยก็ตาม

เรื่องที่สองคือความกตัญญู พระรถเสนเลือกกลับไปช่วยมารดาแม้ใจหนึ่งรักนางเมรีอย่างสุดซึ้ง การตัดสินใจนั้นเจ็บปวดแต่พระองค์ยังยึดถือความกตัญญูไว้ได้ ซึ่งเป็นค่านิยมที่คนไทยถือสูงมาตลอด

เรื่องที่สามคือความรักที่บริสุทธิ์ นางเมรีรู้ว่าสามีมอมเหล้าและโกหก แต่ยังตามไปง้อโดยไม่เคยคิดโกรธ เธอเลือกรักจนลมหายใจสุดท้าย บทบาทของนางเมรีในเรื่องนี้ถูกนำไปวิเคราะห์ในแง่มุมสตรีศึกษาหลายครั้ง ว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

พระรถเมรีในวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

เรื่องราวของพระรถเสนและนางเมรีไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหนังสือเรียน แต่ยังมีชีวิตในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายรูปแบบ ละครโทรทัศน์เรื่อง “นางสิบสอง” ของสามเศียรฯ ออกอากาศทาง ช่อง 7 ทั้งในปี พ.ศ. 2531 และ 2543 ทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักเรื่องนี้ผ่านจอโทรทัศน์ในยุคก่อน

ล่าสุดในปี 2562 มีการสร้างละครโทรทัศน์ “พระรถเมรี” โดยเฉพาะ นำแสดงโดยพลพจน์ พูลนิล และกมลวรรณ ศตรัตพะยูน ดัดแปลงจากเทพนิยายวัดเกาะ ซึ่งเป็นส่วนต่อจากนางสิบสอง เรื่องดังกล่าวยังมีภาคต่อคือพระสุธน-มโนห์รา สะท้อนให้เห็นว่าวงจรของเรื่องเล่าในวรรณคดีไทยเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น

สำนวนในชีวิตประจำวันอย่าง “เมรีขี้เมา” และ “ฤๅษีแปลงสาร” ก็ยังใช้กันอยู่ในภาษาพูดและภาษาเขียน โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ที่มักนำมาเปรียบเปรยสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งพิสูจน์ว่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องนี้ยังคงมีพลังในการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีสถานที่จริงที่เชื่อมโยงกับเรื่อง เช่น ถ้ำนางสิบสองที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสถานที่ในตำนานจริง ๆ ทำให้เรื่องราวของพระรถเมรีไม่ได้อยู่แค่ในจินตนาการแต่ยังมีมิติทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้

เปรียบเทียบพระรถเมรีกับนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องอื่น

เรื่องตัวละครหลักแก่นเรื่องจุดเด่น
พระรถเมรีพระรถเสน, นางเมรีความกตัญญู vs ความรักโศกนาฏกรรม, ฤๅษีแปลงสาร
สังข์ทองพระสังข์, นางรจนาอย่าตัดสินจากภายนอกราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2
จันทโครพจันทโครพ, นางโมราการผจญภัยและเนื้อคู่ผอบแก้ว, โจรป่า
โสนน้อยเรือนงามโสนน้อย, นางกุลาความดีและความเนรคุณภาพยนตร์คลาสสิก 2509

แต่ละเรื่องมีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง แต่ทั้งหมดมีธีมร่วมคือ “กรรมดีได้ดี กรรมชั่วได้ชั่ว” ซึ่งเป็นหัวใจของวรรณคดีไทยมาตลอด

ทิ้งท้าย

พระรถเมรี ไม่ใช่เพียงนิทานพื้นบ้านที่สอนให้รู้ว่าดีชนะชั่ว แต่เป็นเรื่องที่กล้าพอจะบอกว่าบางครั้งคนดีก็ต้องสูญเสีย และความรักที่แท้จริงก็ไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทน นางเมรีเป็นตัวละครที่น่าจดจำเพราะเธอรักโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน แม้ถูกหลอก ถูกทิ้ง แต่เธอยังเลือกที่จะรักต่อไปจนลมหายใจสุดท้าย

สำหรับนิทานที่เล่าสืบทอดมากว่า 500 ปี เรื่องนี้ยังคงให้บทเรียนที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรรม ความกตัญญู หรือการเลือกระหว่างสิ่งที่รักกับสิ่งที่ถูกต้อง อยากให้ลองหยิบอ่านฉบับเต็มดูสักครั้ง แล้วจะพบว่าวรรณคดีไทยเรื่องนี้ลึกซึ้งกว่าที่เคยคิดไว้มาก

หากสนใจนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องอื่น ลองอ่านสังข์ทองเรื่องเจ้าเงาะซ่อนรูปทอง หรือโสนน้อยเรือนงามที่รวบรวมเรื่องราวในทิศทางเดียวกัน และแชร์บทความนี้ให้คนที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยได้อ่านด้วยกัน

Fern A.

สามารถสร้างสรรค์เรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งนิทาน นิทานชาดก และนิทานอีสป โดยฉันจะเน้นไปที่การถ่ายทอดเรื่องราวที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยข้อคิดสอนใจ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากเรื่องราวเหล่านั้น เชื่อว่านิทานเป็นสื่อที่ทรงพลัง สามารถปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเด็ก ๆ ได้ นิทานสามารถช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับโลกรอบตัว รู้จักการคิดวิเคราะห์ รู้จักแยกแยะสิ่งดีสิ่งเลว รู้จักแก้ไขปัญหา และรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
เปิดสารบัญ