รีวิวหนังญี่ปุ่น

[รีวิว-เรื่องย่อ] อาฟเตอร์เดอะเควก | After the Quake (2025)

  • After the Quake เชื่อมโยง 4 เรื่องราวในปี 1995, 2011, 2020 และ 2025 ผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น แต่ละเรื่องสะท้อนความรู้สึกว่างเปล่าและความสูญเสียของตัวละคร
  • ตอนสุดท้ายมีกบยักษ์ตัวหนึ่งที่ออกมาช่วยเหลืออดีตนายธนาคารเพื่อต่อสู้กับหนอนยักษ์และป้องกันแผ่นดินไหวครั้งใหม่ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แปลกประหลาดและตลกขบขันของหนัง
  • การแสดงของนักแสดงญี่ปุ่นทุกคนดีมาก แต่บทสนทนาที่เจตนาให้ดูคลุมเครือและเซอร์เรียลทำให้หนังดูช้าและน่าเบื่อในบางช่วง
  • ผู้กำกับ สึโยชิ อิโนอุเอะ สร้างสไตล์ที่ชัดเจนและมีโทนเสียงที่เป็นหนึ่งเดียวตลอดทั้งเรื่อง แต่เนื้อหาค่อนข้างบางและขาดความลึกซึ้งที่แท้จริง

เคยสงสัยไหมว่าหนังที่พยายามทำตัวเป็น “ศิลปะ” แบบจงใจจนเกินไป จะออกมาเป็นยังไง? After the Quake (2025) ของผู้กำกับ สึโยชิ อิโนอุเอะ (Tsuyoshi Inoue) คือตัวอย่างที่ดีของหนังดราม่าญี่ปุ่นที่พยายามสร้างบรรยากาศแบบเซอร์เรียลและลึกลับ แต่กลับทำให้เราสงสัยว่ามันลึกซึ้งจริงหรือแค่พยายามให้ดูลึกซึ้ง หนังเรื่องนี้นำเสนอ 4 เรื่องราวที่เชื่อมโยงกันผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในช่วงเวลาต่างกัน ตั้งแต่ปี 1995 ไปจนถึง 2025 โดยแต่ละเรื่องมีตัวละครที่ต้องเผชิญกับความว่างเปล่าและความสูญเสียในชีวิต และเรื่องสุดท้ายยังมีกบยักษ์ตัวหนึ่งที่มาช่วยป้องกันแผ่นดินไหวอีกด้วย ฟังดูแปลกใช่ไหม? มาดูกันว่าหนังเรื่องนี้จะพาเราไปไหนบ้าง

รีวิวและเรื่องย่อ After the Quake (อาฟเตอร์เดอะเควก)

After the Quake เป็นหนังที่แบ่งออกเป็น 4 เรื่องราวในช่วงเวลาต่างกัน โดยเรื่องแรกเกิดขึ้นในปี 1995 หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ เราจะได้ตามเรื่องราวของ โคมุระ (Komura) แสดงโดย มาซากิ โอคาดะ (Masaki Okada) ชายหนุ่มที่เพิ่งหย่าขาดจากภรรยาและเดินทางไปส่งพัสดุที่เมืองคุชิโระ ฮอกไกโด ระหว่างทางเขารู้สึกว่าตัวเองเหมือน “ก้อนอากาศ” ที่ไม่มีแก่นสาร ไม่มีความหมาย และแม้จะเดินทางมาไกล แต่ก็รู้สึกเหมือนยังไม่ได้ไปไหนเลย

เรื่องที่สองเกิดขึ้นในปี 2011 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นตะวันออก เราจะได้พบกับ จุนโกะ (Junko) แสดงโดย ยุย นารุมิ (Yui Narumi) พนักงานออฟฟิศสาวที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อของเธอ เธอได้รู้จักกับ มิยาเกะ (Miyake) แสดงโดย ชินอิจิ สึทสึมิ (Shinichi Tsutsumi) ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวที่โกเบ และยังคงมีฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นอยู่เสมอ จุนโกะก็รู้สึกเหมือนโคมุระเมื่อเธอออกจากบ้านและลงจากรถไฟ รู้สึกว่ายังไม่ได้ไปไหนเลยจริงๆ

เรื่องที่สามเกิดขึ้นในปี 2020 เราจะได้ตามเรื่องราวของ โยชิยะ (Yoshiya) แสดงโดย ไดอิจิ วาตานาเบะ (Daichi Watanabe) หนุ่มที่ถูกเรียกว่า “ลูกของพระเจ้า” เพราะเขาเกิดมาทั้งๆ ที่แม่ของเขาใช้ถุงยางอนามัยแล้ว เขาเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มคริสเตียนที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวในปี 2011 แต่ตอนนี้เขามีปัญหากับ “พระบิดา” หรือพระเจ้าในความเชื่อของเขา ในเรื่องนี้ เขาพบกับชายลึกลับคนหนึ่งบนรถไฟ

เรื่องสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 2025 คือเรื่องของ คาตางิริ (Katagiri) แสดงโดย โคอิจิ ซาโต (Koichi Sato) อดีตนายธนาคารที่ได้พบกับ กบยักษ์ตัวหนึ่ง (Frog) แสดงโดย นอน (Non) และทั้งคู่ต้องร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับ หนอนยักษ์ ที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นอีกครั้ง ตอนนี้แหละที่หนังพลิกไปสู่ความตลกขบขันแบบแอ็บเซิร์ดอย่างชัดเจน

ทั้ง 4 เรื่องราวเชื่อมโยงกันผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น เรื่องแรกเริ่มต้นหลังจากแผ่นดินไหวที่โกเบในปี 1995 และผลกระทบของมันยังส่งผลต่อตัวละครในเรื่องที่สอง เช่น มิยาเกะที่เป็นผู้รอดชีวิตและยังคงมีฝันร้ายอยู่ โยชิยะในเรื่องที่สามเคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวในปี 2011 และในเรื่องสุดท้าย คาตางิริกับกบต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวครั้งใหม่

นอกจากนี้ ทั้ง 4 เรื่องยังเชื่อมโยงกันผ่านอารมณ์และความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน โคมุระรู้สึกว่าเขาไม่ได้ไปไหนเลยแม้จะเดินทางมาไกล และจุนโกะก็รู้สึกแบบเดียวกัน จุนโกะมีปัญหากับพ่อของเธอ ในขณะที่โยชิยะมีปัญหากับพระบิดาในความเชื่อ มีการพูดถึง UFO ในเรื่องแรก และเราอาจเดาได้ว่าโยชิยะอาจเป็นมนุษย์ต่างดาวเพราะเขาเกิดมาอย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงผ่านภาพด้วย เช่น ทางเดินสีแดงในเรื่องแรกถูกถ่ายภาพให้ดูเหมือนเคลื่อนที่ไปด้านข้าง และตู้โดยสารรถไฟก็ถูกถ่ายภาพในลักษณะเดียวกัน และหนอนยักษ์ที่กบพยายามจะเอาชนะก็ดูเหมือนรถไฟสีแดง

นักแสดงในหนังเรื่องนี้แสดงได้ดีมากทุกคน มาซากิ โอคาดะ ในบทโคมุระถ่ายทอดความรู้สึกว่างเปล่าและสูญเสียได้อย่างน่าเชื่อถือ เขาแสดงออกถึงความรู้สึกของคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและจะไปที่ไหนต่อ ยุย นารุมิ ในบทจุนโกะก็แสดงได้ดีในฐานะผู้หญิงที่กำลังหาตัวตนและพยายามหลีกหนีจากปัญหากับพ่อ ส่วน ชินอิจิ สึทสึมิ ในบทมิยาเกะก็แสดงได้น่าสงสารในฐานะผู้รอดชีวิตที่ยังคงติดอยู่กับอดีต

ไดอิจิ วาตานาเบะ ในบทโยชิยะถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่กำลังตั้งคำถามกับความเชื่อและต้องเผชิญกับความลึกลับในชีวิต และ โคอิจิ ซาโต ในบทคาตางิริก็แสดงได้ดีในฐานะชายที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แปลกประหลาดที่มีกบยักษ์มาชวนต่อสู้กับหนอนยักษ์ แม้บทสนทนาในหนังจะเจตนาให้ดูคลุมเครือและไร้ทิศทาง แต่นักแสดงก็ทำให้มันดูน่าดูได้

กบยักษ์ในหนังเรื่องนี้คืออะไร? ตามที่กบตัวนั้นบอกเอง มันก็แค่กบตัวหนึ่ง ไม่ใช่สัญลักษณ์ ไม่ใช่เปรียบเทียบ ไม่มีความหมายลึกซึ้งอะไร แค่กบธรรมดาตัวหนึ่ง และถ้าผู้กำกับและนักเขียนบทจริงๆ แล้วซ่อนความหมายลึกซึ้งอะไรไว้ในหนังเรื่องนี้ มันก็ลึกเกินไปจนเราไม่เข้าใจ หนังเรื่องนี้รู้สึกบาง เกือบจะว่างเปล่า และบ่อยครั้งก็น่าเบื่อ ทำไมมิเมอิ (Ai Hashimoto) ถึงทิ้งสามีไป? ทำไมจุนโกะถึงห่างเหินกับพ่อ? มิยาเกะหาเลี้ยงชีพยังไง? คาตางิริไม่โกรธหรือเจ็บปวดเลยหรือเมื่อถูกดูถูก?

ผู้กำกับอิโนอุเอะไม่สนใจเรื่องความเป็นจริงหรือตรรกะของชีวิตจริง เขายอมให้มีเฉพาะองค์ประกอบที่ทำให้หนังดูเซอร์เรียลอย่างโอ้อวด การสนทนาในหนังตั้งใจให้ดูคดเคี้ยว ไม่เป็นทางการ และคลุมเครือ แต่ก็รู้สึกเหมือนพยายามมากเกินไป (แม้ว่านักแสดงจะทำให้มันดูน่าดูได้ก็ตาม) อิโนอุเอะไม่ได้แค่สร้างสิ่งที่ดูเหมือนฝันและแปลกประหลาด เขายังต้องการให้เราสังเกตเห็นด้วยว่าเขาทำสำเร็จแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาไม่ได้สร้างประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ เขาทำให้ผู้ดูต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือ “ศิลปะ” ที่เขาพยายามสร้าง

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับอิโนอุเอะควบคุมโทนของหนังได้ดีมาก และเขาใช้มันเพื่อทำลายความคาดหวังในเรื่องที่สี่โดยหันไปใช้อารมณ์ขันแบบแอ็บเซิร์ดอย่างเต็มที่ ไม่ว่าหนังและผู้สร้างจะมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง พวกเขาก็สร้างสิ่งที่มีโทนเสียงที่เป็นหนึ่งเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง มันอาจไม่ใช่อะไรมากมายเท่าไหร่ แต่ก็… เป็นบางอย่าง

การถ่ายภาพและการออกแบบภาพในหนังเรื่องนี้ก็มีสไตล์ที่ชัดเจน การใช้สีและการจัดองค์ประกอบภาพทำให้หนังดูมีเอกลักษณ์ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ามันพยายามมากเกินไปจนดูเทียม เหมือนพยายามบอกว่า “นี่คือหนังศิลปะ ดูได้จากภาพ” ซึ่งอาจทำให้บางคนรู้สึกรำคาญ

After the Quake (2025) เป็นหนังดราม่าญี่ปุ่นที่พยายามสร้างบรรยากาศแบบเซอร์เรียลและเชื่อมโยง 4 เรื่องราวผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว การแสดงของนักแสดงดีมาก และผู้กำกับก็ควบคุมโทนของหนังได้ดี แต่เนื้อหาค่อนข้างบางและขาดความลึกซึ้งที่แท้จริง บทสนทนาที่เจตนาให้คลุมเครือทำให้หนังดูช้าและน่าเบื่อในบางช่วง และตอนท้ายที่มีกบยักษ์มาช่วยป้องกันแผ่นดินไหวก็เป็นจุดที่แปลกประหลาดแต่อาจทำให้บางคนรู้สึกว่ามันไร้สาระเกินไป หนังเรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบหนังศิลปะที่ลึกลับและไม่คาดหวังคำตอบที่ชัดเจน แต่ถ้าต้องการหนังที่มีเนื้อหาชัดเจนและเข้าใจง่าย อาจจะผิดหวังได้ มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: อาฟเตอร์เดอะเควก
  • ชื่อเรื่องต้นฉบับ: After the Quake
  • ประเภท: ดราม่า, จิตวิทยา, เซอร์เรียล
  • วันที่ออกฉาย: 14 มกราคม 2568
  • นักแสดงนำ: มาซากิ โอคาดะ, ยุย นารุมิ, ชินอิจิ สึทสึมิ, ไดอิจิ วาตานาเบะ, โคอิจิ ซาโต
  • ผู้กำกับ: สึโยชิ อิโนอุเอะ (Tsuyoshi Inoue)
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button