How To

วิธีช่วยตัวเอง คืออะไร? วิธีบรรลุความสุขสูงสุด

  • การช่วยตัวเองเป็นเรื่องปกติทางการแพทย์: สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) และ WHO ยืนยันว่าไม่ใช่โรคและไม่บ่งบอกถึงความผิดปกติใดๆ
  • มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่วิทยาศาสตร์รองรับ: ลดความเครียด นอนหลับดีขึ้น และช่วยให้เข้าใจการตอบสนองของร่างกายตัวเองได้ดีขึ้น
  • ความเชื่อผิดๆ ไม่มีมูลทางวิทยาศาสตร์: เรื่องตาบอด ผมร่วง อ่อนแอ หรือเป็นหมัน ล้วนถูกหักล้างโดยงานวิจัยทางการแพทย์มาแล้ว
  • รู้จักสัญญาณที่ควรขอความช่วยเหลือ: หากพฤติกรรมนี้รบกวนชีวิตประจำวันหรือความสัมพันธ์ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นทางออกที่ดีที่สุด

การพูดถึง วิธีช่วยตัวเอง ในสังคมไทยยังคงเป็นเรื่องที่หลายคนหลีกเลี่ยงหรือไม่กล้าพูดถึงอย่างเปิดเผย ทั้งที่ในความเป็นจริง พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นในทุกเพศ ทุกวัย และทุกวัฒนธรรมทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยาม “สุขภาพทางเพศ” ว่าเป็นสภาวะที่ดีทั้งกายและใจที่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ ซึ่งครอบคลุมถึงการทำความเข้าใจร่างกายของตัวเองอย่างลึกซึ้ง

การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางเพศที่เป็นปกติตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ งานวิจัยจาก Kinsey Institute ชี้ว่าผู้ชายประมาณ 74% และผู้หญิงประมาณ 48% รายงานว่าเคยมีพฤติกรรมนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมนี้แพร่หลายกว่าที่สังคมมักยอมรับ

แต่ยังมีคำถามจำนวนมากที่วนเวียนอยู่ในหัว เช่น ทำบ่อยแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามากเกินไป มีผลเสียต่อสุขภาพจริงหรือไม่ หรือความเชื่อที่ว่า “ทำให้อ่อนแอ” มีหลักฐานรองรับไหม บทความนี้ตอบทุกคำถามด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการตัดสิน และไม่มีข้อมูลที่บิดเบือน

วิธีช่วยตัวเอง คืออะไร?

วิธีช่วยตัวเอง คืออะไร?

การช่วยตัวเอง หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Masturbation คือการกระตุ้นอวัยวะเพศของตัวเองเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทางเพศ อาจทำจนถึงจุดสุดยอด (Orgasm) หรือไม่ก็ได้ พฤติกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศใดเพศหนึ่ง และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในคนโสดและคนที่มีคู่รัก

สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) จัดให้พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมทางเพศปกติที่ไม่จัดเป็นโรคหรือความผิดปกติทางจิตใจ ตราบใดที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือรบกวนชีวิตประจำวัน หลักการเดียวกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมนักเพศศาสตร์แห่งอเมริกา (AASECT) ด้วยเช่นกัน

มนุษย์มีพฤติกรรมนี้มาตั้งแต่ยุคโบราณ หลักฐานทางโบราณคดีและบันทึกจากอารยธรรมกรีก อียิปต์ และจีนต่างมีการกล่าวถึงพฤติกรรมนี้ในบริบทที่แตกต่างกัน บางสังคมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา บางสังคมกำหนดข้อห้ามทางศาสนาหรือวัฒนธรรมเอาไว้ ซึ่งเป็นที่มาของอคติและความเข้าใจผิดจำนวนมากที่ยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบัน

ในบริบทของสุขภาพสมัยใหม่ แพทย์และนักเพศศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าการช่วยตัวเองเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจร่างกายตัวเอง รู้จักสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี และมีสุขภาพทางเพศที่แข็งแรง ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพกายด้านอื่นๆ

พัฒนาการของคำศัพท์ในวงการแพทย์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น จากที่เคยถูกมองว่าเป็นอาการ “โรคประสาท” ในยุค 19 มาสู่การเป็นพฤติกรรมปกติที่มีงานวิจัยสนับสนุน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าวิทยาศาสตร์มักนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องกว่าความเชื่อที่สืบทอดโดยไม่มีหลักฐาน

ประโยชน์ต่อสุขภาพที่วิทยาศาสตร์รองรับ

ประโยชน์ต่อสุขภาพที่วิทยาศาสตร์รองรับ

งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาศึกษาผลกระทบของการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองต่อร่างกายและจิตใจ ผลที่ได้ส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือมีประโยชน์มากกว่าโทษในคนส่วนใหญ่ เมื่อพฤติกรรมนี้อยู่ในขอบเขตที่สมดุลและไม่รบกวนชีวิตประจำวัน

ลดความเครียดและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

ระหว่างการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายหลั่งเอนดอร์ฟิน (Endorphin) และออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยลดความเครียด เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย และกระตุ้นอารมณ์ให้ดีขึ้น การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Sexual Medicine รายงานว่าผู้ที่มีกิจกรรมทางเพศบ่อยกว่ารายงานระดับความเครียดที่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่มีกิจกรรมทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ

ฮอร์โมนโพรแลคติน (Prolactin) ที่หลั่งออกมาหลังถึงจุดสุดยอดมีผลโดยตรงต่อการนอนหลับ ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นและหลับลึกขึ้น คนที่มีปัญหาการนอนหลับบางรายพบว่าพฤติกรรมนี้ช่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่ปัญหาการนอนหลับเกี่ยวข้องกับความเครียดสะสม

นอกจากนั้น ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดลดลงหลังการถึงจุดสุดยอด งานวิจัยของ University of Göttingen พบว่าความสุขทางเพศมีผลต่อการควบคุมอารมณ์และสุขภาพจิตในระยะยาว แม้ยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ

ส่งเสริมสุขภาพต่อมลูกหมากในผู้ชาย

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน European Urology ติดตามผู้ชายกว่า 31,000 คนเป็นเวลา 18 ปี พบว่าผู้ที่หลั่งน้ำอสุจิบ่อยกว่า 21 ครั้งต่อเดือนมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับผู้ที่หลั่งน้ำอสุจิน้อยกว่า 7 ครั้งต่อเดือน

กลไกที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องคือการขับของเหลวในต่อมลูกหมากออกเป็นประจำอาจช่วยลดการสะสมของสารก่อมะเร็งและลดการอักเสบในระยะยาว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงของการยืนยันเพิ่มเติม และยังไม่ได้เป็นข้อแนะนำทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ

นักวิจัยยังระบุว่าผลประโยชน์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าการหลั่งน้ำอสุจิเกิดขึ้นจากการช่วยตัวเองหรือเพศสัมพันธ์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่วิธีการ

ช่วยให้เข้าใจร่างกายตัวเองดีขึ้น

การรู้ว่าร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแบบใดช่วยให้สื่อสารกับคู่รักได้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ช่วยตัวเองมีโอกาสถึงจุดสุดยอดกับคู่รักสูงกว่าผู้หญิงที่ไม่เคย เพราะรู้ว่าร่างกายตนเองชอบอะไรและสามารถสื่อสารความต้องการนั้นออกไปได้

ความรู้จักร่างกายตัวเองยังเชื่อมโยงกับมิติอื่นของความสัมพันธ์ทางกายภาพด้วย เมื่อพูดถึงการแสดงความรักและการสัมผัสในความสัมพันธ์ บทความของ nanitalk.com เรื่องสกินชิพ คือการกอดแบบใหม่ที่คนยุคนี้ต้องรู้ อธิบายได้ชัดว่าการเข้าใจพลวัตของการสัมผัสมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์อย่างไร

สุดท้าย การช่วยตัวเองยังช่วยบรรเทาอาการปวดบางอย่างได้ด้วย โดยเฉพาะอาการปวดหัวและปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อยที่เกิดจากความตึงเครียด เพราะการถึงจุดสุดยอดทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายคลายตัวชั่วคราว

ความเชื่อผิดๆ ที่ยังแพร่หลาย และข้อเท็จจริงทางการแพทย์

ความเชื่อผิดๆ ที่ยังแพร่หลาย และข้อเท็จจริงทางการแพทย์

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการช่วยตัวเองมีอยู่มากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการตีความทางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่คลาดเคลื่อน อีกส่วนหนึ่งมาจากการขาดการศึกษาเรื่องสุขภาพเพศที่เพียงพอในระบบการศึกษาไทยและหลายประเทศในเอเชีย

เมื่อไหร่ที่อาจกลายเป็นปัญหา

แม้การช่วยตัวเองจะเป็นเรื่องปกติ แต่มีบางสัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าพฤติกรรมนี้กำลังกระทบชีวิตในทางลบ เช่น การทำจนละเลยหน้าที่การงาน รู้สึกผิดหรืออับอายอย่างรุนแรงแม้ไม่ต้องการรู้สึกแบบนั้น หรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แม้พยายามหลายครั้งแล้ว

ในกรณีเช่นนี้ การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่ได้รับการรับรองจาก AASECT จะช่วยได้มากกว่าการตัดสินตัวเอง เพราะปัญหาที่แท้จริงมักเป็นเรื่องของสุขภาพจิตหรืออารมณ์ ไม่ใช่พฤติกรรมทางเพศโดยตรง

สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ ความรู้สึกผิดที่มาจากบรรทัดฐานทางสังคมหรือศาสนา กับปัญหาที่แท้จริงเชิงพฤติกรรมนั้นต่างกัน คนจำนวนมากรู้สึกผิดเพียงเพราะถูกสอนให้รู้สึกแบบนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถปรับมุมมองได้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง

ความแตกต่างระหว่างชายและหญิง

งานวิจัยของ Kinsey Institute พบว่าผู้ชายและผู้หญิงมีรูปแบบและความถี่ของการช่วยตัวเองที่ต่างกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมทัศนคติเกี่ยวกับเพศสภาพและความต้องการทางเพศมาตั้งแต่แรก

ในผู้ชาย

ผู้ชายมีแนวโน้มเริ่มต้นสำรวจพฤติกรรมนี้เร็วกว่าและบ่อยกว่า โดยส่วนใหญ่เริ่มในช่วงวัยรุ่นตอนต้น การหลั่งน้ำอสุจิซึ่งเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการช่วยตัวเองไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนหรือสมรรถภาพทางเพศในระยะยาว ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อที่แพร่หลายในกลุ่มนักกีฬาและวัฒนธรรมบางกลุ่ม

ข้อควรระวังสำหรับผู้ชายคือภาวะที่เรียกว่า Death Grip Syndrome ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นแรงเกินไปจนร่างกายต้องการการกระตุ้นในระดับสูงมากเพื่อถึงจุดสุดยอด ภาวะนี้ส่งผลต่อความพึงพอใจในเพศสัมพันธ์จริงได้ แต่สามารถแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ระยะเวลาพักตัว (Refractory Period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายไม่สามารถถึงจุดสุดยอดซ้ำได้ทันทีจะนานขึ้นตามอายุ สิ่งนี้เป็นกระบวนการทางชีววิทยาปกติที่ไม่ได้บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพใดๆ

ในผู้หญิง

ผู้หญิงมักเผชิญกับอุปสรรคทางสังคมและวัฒนธรรมมากกว่าในการเปิดรับพฤติกรรมนี้ อย่างไรก็ตาม การช่วยตัวเองในผู้หญิงมีประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนผ่านการหดและคลายตัวของมดลูก และช่วยลดความตึงเครียดในช่วงพีเอ็มเอส (PMS)

จุดที่ผู้หญิงหลายคนยังเข้าใจผิดคือการถึงจุดสุดยอดในผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการการกระตุ้นบริเวณคลิตอริส (Clitoris) โดยตรง ไม่ใช่แค่การสอดใส่เพียงอย่างเดียว ซึ่งการรู้ข้อนี้ผ่านการสำรวจร่างกายตัวเองมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระยะยาว

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Archives of Sexual Behavior ยังพบว่าผู้หญิงที่ช่วยตัวเองรายงานว่ามีความนับถือตนเองด้านเพศสูงกว่า และรู้สึกสบายใจกับร่างกายตัวเองมากกว่า ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตโดยรวม

แนวทางดูแลสุขภาพเพศอย่างรับผิดชอบ

แม้จะไม่มีความเสี่ยงทางสุขภาพที่ร้ายแรงสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีข้อควรระวังบางอย่างที่ช่วยให้พฤติกรรมนี้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากที่สุด หลักการพื้นฐานที่แนะนำโดย Mayo Clinic ครอบคลุมทั้งความสะอาด ความสมดุล และการตระหนักรู้ในตัวเอง

ประการแรก รักษาความสะอาดของมือและอวัยวะเพศเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการระคายเคือง หากใช้อุปกรณ์เสริม ควรทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิตและเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยทางการแพทย์ เช่น ซิลิโคนทางการแพทย์หรือสเตนเลสสตีล หลีกเลี่ยงวัสดุที่มีสาร Phthalate หรือ BPA

ประการที่สอง ระวังการกระตุ้นแรงเกินไปหรือนานเกินไปจนเกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บที่ผิวหนัง อาการปวดหรือระคายเคืองที่ไม่หายภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือปัญหาผิวหนังที่ต้องการการรักษา

ประการที่สาม พึงตระหนักถึงการพึ่งพาสื่อลามก (Pornography) มากเกินไประหว่างการช่วยตัวเอง งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคสื่อลามกในปริมาณสูงกับความคาดหวังที่ไม่สมจริงในความสัมพันธ์จริงและความพึงพอใจทางเพศที่ลดลงในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่สมองยังอยู่ในช่วงพัฒนา

สุดท้าย ความสมดุลเป็นหัวใจสำคัญ ไม่มีตัวเลข “ความถี่ที่ถูกต้อง” ที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะความต้องการทางเพศแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่ถ้าพฤติกรรมนี้เริ่มเข้ามาแทรกแซงเวลาทำงาน เวลากับครอบครัว หรือความสัมพันธ์ นั่นคือสัญญาณที่ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

ทิ้งท้าย

การช่วยตัวเองเป็นพฤติกรรมทางเพศที่เป็นปกติ แพร่หลาย และได้รับการยืนยันจากองค์กรด้านสุขภาพระดับสากลว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจในกรณีส่วนใหญ่ ความเชื่อผิดๆ ที่สั่งสมมายาวนานในสังคมหลายแห่งไม่มีฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และการให้ความรู้ที่ถูกต้องเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการมีสุขภาพทางเพศที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

ประโยชน์ต่อสุขภาพที่วิทยาศาสตร์รองรับมีตั้งแต่การลดความเครียด นอนหลับดีขึ้น ไปจนถึงการเข้าใจร่างกายตัวเองซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพความสัมพันธ์ การรู้ว่าร่างกายชอบอะไรและไม่ชอบอะไรไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรู้จักตัวเองในระดับที่ลึกกว่าที่หลายคนเคยได้รับอนุญาตให้คิด

ถ้าบทความนี้ตอบคำถามที่ค้างอยู่ในใจได้ ลองแชร์ให้กับคนที่อาจต้องการข้อมูลเหล่านี้ และหากมีคำถามเพิ่มเติมหรืออยากแลกเปลี่ยนมุมมอง สามารถทิ้งข้อความไว้ในคอมเมนต์ได้เลย การพูดคุยเรื่องสุขภาพเพศอย่างเปิดเผยและมีข้อมูลเป็นสิ่งที่สังคมต้องการมากกว่าที่เคยเป็น

กดเพื่ออ่านต่อ

NaniTalk S.

เป็นนักเขียนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ เรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอ เชื่อว่าเนื้อหาที่ดีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
เปิดสารบัญ