
สำหรับใครที่อยากสัมผัสความดิบของธรรมชาติโดยไม่ต้องออกจากบ้าน ซีรีส์แนวเอาตัวรอดและล่าสัตว์ในป่าคือคำตอบที่ดีที่สุด แนวนี้ไม่ใช่แค่ความบันเทิงธรรมดา แต่ยังถ่ายทอดวิธีคิด ทักษะ และความกล้าหาญของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองทุกวัน
ช่องดังอย่าง Discovery Channel, History Channel และ National Geographic ต่างแข่งกันผลิตซีรีส์แนวนี้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 และความนิยมก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย เพราะแต่ละรายการให้สิ่งที่ต่างกัน ตั้งแต่การอยู่รอดแบบโดดเดี่ยวสุดขีด ไปจนถึงการเรียนรู้จากชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่กับป่ามาตลอดชีวิต
ด้านล่างนี้คือ ซีรีย์เอาตัวรอด 10 เรื่องที่คัดมาแล้วว่าแต่ละเรื่องมีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่มีซ้ำสูตรกัน และทุกเรื่องผ่านการยืนยันจากผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลกมาแล้ว
Alone (2015)

Alone คือซีรีส์เอาตัวรอดที่โหดที่สุดรายการหนึ่งในประวัติศาสตร์โทรทัศน์อเมริกัน ออกอากาศทาง History Channel ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2015 โดยนำผู้เข้าแข่งขัน 10 คน ไปทิ้งแยกกันในป่าดิบที่ Vancouver Island ประเทศแคนาดา พร้อมอุปกรณ์เพียง 10 ชิ้นตามที่กำหนด และต้องถ่ายวิดีโอด้วยตัวเองโดยไม่มีทีมงานร่วมทาง ใครอยู่ได้นานที่สุดรับรางวัล 500,000 ดอลลาร์
ความดุดันของ Alone อยู่ที่ไม่มีใครช่วยใคร ไม่มีกล้องแมน ไม่มีโค้ช ทุกอย่างพึ่งตัวเองสมบูรณ์แบบ ใน Season 1 นั้น Alan Kay ชนะโดยอยู่รอดได้นานถึง 56 วัน ขณะที่ Season ถัดมาย้ายสถานที่ไปยัง Patagonia, Mongolia และ Lapland ตามลำดับ ทำให้แต่ละ Season มีความท้าทายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Naked and Afraid (2013)

Naked and Afraid ออกอากาศทาง Discovery Channel ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2013 ด้วยสูตรที่ฟังดูบ้าบิ่นแต่น่าติดตามอย่างมาก นั่นคือนำชาย 1 คนและหญิง 1 คนซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน ไปทิ้งในสภาพแวดล้อมสุดขั้วโดยไม่สวมเสื้อผ้า มีสิ่งของส่วนตัวได้คนละ 1 ชิ้น และต้องเอาตัวรอดให้ได้ครบ 21 วัน
แม้ชื่อจะดูเน้นความฉาวโฉ่ แต่ Naked and Afraid กลับเป็นซีรีส์ที่จริงจังในเรื่องทักษะการเอาตัวรอด ผู้เข้าร่วมต้องหาน้ำ หาอาหาร สร้างที่พักพิง และรับมือกับสภาพแวดล้อมจริงในสถานที่ตั้งแต่ Amazon Rainforest ไปจนถึง Madagascar ซีรีส์นี้ออกอากาศต่อเนื่องมากกว่า 10 ปีและยังคงผลิตซีซันใหม่อยู่จนถึงปัจจุบัน
Survivorman (2004)

Survivorman ของ Les Stroud ถือเป็นซีรีส์เอาตัวรอดต้นแบบที่มีความแท้จริงมากที่สุดในยุคนั้น เพราะ Les Stroud ไม่มีทีมงานหรือกล้องแมนร่วมทางด้วยแม้แต่คนเดียว เขาต้องแบกกล้องหลายตัวไปเองและวางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อบันทึกชีวิตของตัวเองในช่วงเวลา 7 ถึง 10 วันในป่าดิบ ทะเลทราย หรือทุ่งหิมะ ออกอากาศครั้งแรกทาง OLN ปี 2004 และต่อมาทาง Discovery Channel
สิ่งที่ทำให้ Survivorman โดดเด่นคือการที่ Les Stroud ยอมรับเมื่อตัวเองอ่อนล้าหรือทำพลาด ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังดูการเอาตัวรอดจริงๆ ไม่ใช่แค่สตันท์เพื่อความบันเทิง สถานที่ที่เคยผ่านมาครอบคลุมตั้งแต่ป่า Boreal ของแคนาดา ไปจนถึง Costa Rica และ Kalahari Desert ทำให้ซีรีส์นี้ยังคงเป็นจุดอ้างอิงของซีรีส์เอาตัวรอดทั่วโลกจนถึงวันนี้
Dual Survival (2010)

Dual Survival ออกอากาศทาง Discovery Channel ในปี 2010 โดยนำผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาตัวรอด 2 คนที่มีปรัชญาต่างกันสุดขั้วมาทำงานร่วมกัน ใน Season แรก Cody Lundin นักอยู่รอดแบบธรรมชาติที่เดินเท้าเปล่าตลอดชีวิต จับคู่กับ Dave Canterbury อดีตทหารผ่านศึกและนักติดตามสัตว์ที่เน้นเทคนิคและอุปกรณ์ ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างสองคนสร้างความน่าสนใจได้ตลอดทุกตอน
แม้ทั้งสองจะเห็นไม่ตรงกันในแทบทุกวิธี แต่ทุกตอนพิสูจน์ว่าการผนึกกำลังกันยังดีกว่าอยู่คนเดียวเสมอ ซีรีส์พาผู้ชมไปสัมผัสป่าดิบใน Ecuador ภูมิประเทศหิมะใน Alaska และป่าชื้นใน New Zealand ทำให้ Dual Survival เป็นซีรีส์ที่สนุกทั้งในแง่ความบันเทิงและในแง่ความรู้เกี่ยวกับวิธีเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
The Last Alaskans (2015)

The Last Alaskans ออกอากาศทาง Discovery Channel ปี 2015 และเล่าเรื่องราวของครอบครัวสุดท้ายที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยและล่าสัตว์ภายใน Arctic National Wildlife Refuge ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ขนาดกว่า 19 ล้านเอเคอร์ทางตอนเหนือของรัฐ Alaska ครอบครัวเหล่านี้ได้รับสิทธิ์จาก US Fish and Wildlife Service ก่อนที่กฎหมายจะปิดกั้นไม่ให้มีผู้อยู่อาศัยใหม่อีกต่อไป
ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การล่าสัตว์ แต่เป็นการบันทึกวิถีชีวิตที่กำลังสูญหายไปจากโลก ครอบครัว Heimo Korth และครอบครัวอื่นๆ ต้องล่ากวาง caribou หมี และกวางมูส เพื่อกักตุนอาหารให้ผ่านฤดูหนาวที่อุณหภูมิต่ำถึง -50°C ภาพที่ได้จึงทั้งงดงามและทรงพลังในเวลาเดียวกัน
Primal Survivor (2016)

Primal Survivor ออกอากาศทาง National Geographic ตั้งแต่ปี 2016 นำเสนอการเดินทางของ Hazen Audel ครูสอนชีววิทยาที่กลายเป็นนักสำรวจ เขาไม่เพียงแค่ไปเอาตัวรอดในป่า แต่เดินทางไปอยู่กับชนเผ่าพื้นเมืองในแต่ละสถานที่ เพื่อเรียนรู้วิธีล่าสัตว์ หาอาหาร และใช้ชีวิตในแบบที่คนท้องถิ่นทำมาหลายร้อยปี
ความแตกต่างของ Primal Survivor จากซีรีส์อื่นอยู่ที่มุมมองซึ่งให้เกียรติชนเผ่าและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง Hazen Audel ไม่ได้แสดงตัวเป็นฮีโร่ที่รู้ดีกว่าใคร แต่เป็นผู้เรียนรู้จากคนที่อยู่กับป่ามาตลอดชีวิต ซีรีส์พาผู้ชมไปตั้งแต่ Borneo ไปจนถึง Papua New Guinea และ Amazon ทำให้ทุก Season รู้สึกสดใหม่และได้ความรู้อย่างแท้จริง
Mountain Men (2012)

Mountain Men เป็นซีรีส์ของ History Channel ที่เริ่มออกอากาศในปี 2012 ติดตามชีวิตจริงของคนที่เลือกอยู่อาศัยแบบพึ่งพาตัวเองในป่าเขาห่างไกลจากสังคม ตัวละครหลักในช่วงแรกได้แก่ Tom Oar ช่างทำหนังสัตว์วัย 70 ปีใน Montana, Eustace Conway เจ้าของ Turtle Island Preserve ใน North Carolina และ Marty Meierotto นักล่าสัตว์ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลของ Alaska
สิ่งที่ทำให้ Mountain Men โดดเด่นคือความจริงจังในการถ่ายทอดวิถีชีวิตที่แทบไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทรก ทุกตอนจะเห็นการเตรียมรับมือฤดูหนาว การกักตุนเนื้อสัตว์ และการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างด้วยมือ ซีรีส์นี้ยังออกอากาศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าผู้ชมทั่วโลกยังหลงใหลในวิถีชีวิตแบบนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย
Ultimate Survival Alaska (2013)

Ultimate Survival Alaska ออกอากาศทาง National Geographic ในปี 2013 โดยนำทีมผู้เชี่ยวชาญ 4 ทีม ทีมละ 3 คน มาแข่งขันเอาตัวรอดข้ามพื้นที่ป่าดิบและภูเขาน้ำแข็งของรัฐ Alaska ในแต่ละตอน ทีมต้องวางแผนเส้นทาง ข้ามแม่น้ำ และเอาตัวรอดจากสภาพอากาศสุดขั้วโดยไม่มีแผนที่ GPS ช่วยเหลือ
ความโดดเด่นของซีรีส์นี้อยู่ที่ Alaska เองเป็น “ตัวร้าย” ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพายุหิมะที่เกิดขึ้นโดยไม่มีคำเตือน หรือแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวในฤดูใบไม้ผลิ Ultimate Survival Alaska ถ่ายทอดภาพความยิ่งใหญ่และความน่าเกรงขามของธรรมชาติได้ชัดเจนจนผู้ชมรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นผ่านหน้าจอ
Running Wild with Bear Grylls (2014)

Running Wild with Bear Grylls ออกอากาศครั้งแรกทาง NBC ในปี 2014 ก่อนย้ายมาที่ National Geographic โดยนำ Bear Grylls อดีตทหาร SAS ชาวอังกฤษ พาบุคคลมีชื่อเสียงไปเผชิญการเอาตัวรอดจริงในสถานที่ทุรกันดาร แขกรับเชิญมีตั้งแต่ Barack Obama ที่ Alaska, Kate Winslet, Roger Federer ไปจนถึง Channing Tatum
สิ่งที่ทำให้ Running Wild น่าดูแตกต่างจากซีรีส์ Bear Grylls เรื่องอื่นคือปฏิกิริยาที่แท้จริงของแขกรับเชิญ เมื่อคนที่ถนัดแต่ในเมืองต้องปีนหน้าผา กินแมลง หรือนอนในถ้ำท่ามกลางอากาศหนาวจัด ความตึงเครียดและความสนุกที่ได้จึงมาจากความจริงใจของทุกคนในรายการ ทำให้ซีรีส์นี้เข้าถึงผู้ชมได้กว้างกว่าซีรีส์เอาตัวรอดทั่วไปมาก
Lone Target (2013)

Lone Target หรือรู้จักในชื่อ Escape ออกอากาศทาง National Geographic Channel ในปี 2013 โดยนำ Joel Lambert อดีตหน่วยรบพิเศษ Navy SEAL ของสหรัฐฯ ไปปล่อยในประเทศต่างๆ โดยมีหน่วยทหารและตำรวจของประเทศนั้นๆ ออกตามล่าตัวจริง ทุกตอนถือเป็นการฝึกซ้อมรบจริงที่ไม่มีใครรู้ว่าจะจบอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Lone Target แตกต่างจากซีรีส์เข้าป่าทั้งหมดในรายการนี้คือ Joel Lambert ไม่ได้เพียงแค่เอาตัวรอดจากธรรมชาติ แต่ต้องซ่อนตัวจากมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนและมีอุปกรณ์ครบครัน ซีรีส์พาผู้ชมไปตั้งแต่ป่าดิบใน Philippines ไปจนถึงหิมะใน Norway และถ้ำใน South Korea ทำให้ทุกตอนมีความตื่นเต้นในแบบที่ซีรีส์เอาตัวรอดทั่วไปให้ไม่ได้
ทิ้งท้าย
ซีรีส์ทั้ง 10 เรื่องที่หยิบมาพูดถึงนี้ไม่มีเรื่องไหนที่ซ้ำสูตรกัน ตั้งแต่การแข่งขันเพื่อรางวัลล้านอย่าง Alone ไปจนถึงการบันทึกวิถีชีวิตที่กำลังสูญหายอย่าง The Last Alaskans หรือการเรียนรู้จากชนพื้นเมืองอย่าง Primal Survivor แต่ละเรื่องมีจุดแข็งที่ต่างกันและตอบโจทย์ผู้ชมคนละกลุ่ม
สิ่งที่ทุกซีรีส์มีร่วมกันคือการพิสูจน์ว่าธรรมชาติไม่เคยยอมแพ้ต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นอดีตทหาร นักวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่คนดังระดับโลก ทุกคนต้องเจอกับขีดจำกัดของตัวเองเมื่อเผชิญกับป่าจริงๆ และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้แนวนี้ยังคงดึงดูดผู้ชมได้ไม่เสื่อมแม้ผ่านมาหลายสิบปี
ใครที่ยังไม่เคยดูซีรีส์แนวนี้ ลองเริ่มจาก Alone หรือ Survivorman เพราะทั้งสองเรื่องแสดงให้เห็นแก่นแท้ของการเอาตัวรอดในป่าได้ชัดเจนที่สุด และถ้าอยากได้มุมมองที่กว้างขึ้น Primal Survivor หรือ Lone Target คือตัวเลือกที่จะเปลี่ยนวิธีมองโลกใบนี้ไปอย่างสิ้นเชิง