รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] Timecrimes (2007) หนังท่องเวลาสเปนที่คล้ายคลึงกว่าที่คิด

  • Timecrimes สร้างลูปเวลาที่แน่นหนาโดยไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์ CGI แพง ๆ แค่ใช้บทหนัง การตัดต่อ และการแสดงที่เชื่อมโยงกันระหว่างตัวละครหลายเวอร์ชัน
  • จุดแข็งคือการดำเนินเรื่องที่ไม่เสียเวลาเกินไป 92 นาทีเต็มไปด้วยปมที่ซ้อนกันและการคาดเดาที่ยาก แม้บางจังหวะจะรู้สึกว่าตัวละครตัดสินใจโง่เพื่อให้เนื้อเรื่องเดินหน้า
  • การแสดงของ การ์รา เอเลฆัลเด (Karra Elejalde) เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าคน ๆ เดียวกันอาจปรากฏในหลายรูปแบบในฉากเดียวกันโดยไม่สับสน
  • ผลงานนี้ได้รับการยกย่องจาก Fantastic Fest และถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Primer อยู่บ่อยครั้ง แต่ตัวหนังเองเลือกเส้นทางที่เข้าใจง่ายกว่าและมีอารมณ์ขันแบบดาร์ก ๆ

หนังท่องเวลาส่วนใหญ่มักถูกผูกติดกับฉากอลังการ ยานอวกาศ และเอฟเฟกต์ CGI ที่เผาทุนสร้างจนคนดูต้องทึ่ง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ว่าความซับซ้อนของลูปเวลาไม่จำเป็นต้องพึ่งอะไรแพง ๆ นั่นคือ Timecrimes หรือชื่อภาษาสเปนว่า Los cronocrímenes ผลงานกำกับและเขียนบทของ นาโช บิกาโลนโด (Nacho Vigalondo) ที่ฉายครั้งแรกในปี 2007 แล้วกลายเป็นหนัง คัลต์คลาสสิก ที่แฟน ๆ หนังไซไฟยังพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ มันไม่ใช่หนังที่มีฉากใหญ่โต แต่เป็นหนังที่เล่นกับความคาดเดาและโครงสร้างปมอย่างประณีตจนลืมไม่ลง

เรื่องราวเริ่มต้นจาก เอกเตอร์ (Héctor) ชายวัยกลางคนที่อาศัยอยู่กับภรรยาในบ้านชนบทสเปน เขาใช้กล้องส่องทางไกลมองไปรอบ ๆ บริเวณบ้านแล้วเห็นหญิงสาวคนหนึ่งถอดเสื้ออยู่ในป่า จากนั้นเหตุการณ์ดำเนินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การเดินทางย้อนเวลากลับไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า Héctor 1, Héctor 2 และ Héctor 3 สิ่งที่น่าทึ่งคือหนังใช้เวลาเพียง 92 นาที แต่สามารถซ้อนปมซ้อนเรื่องจนกลายเป็นหนังลูปเวลาที่มีน้ำหนักมากกว่าหนังทุนสูงหลายเรื่อง

บทความนี้จะเจาะลึกว่าทำไม Timecrimes ถึงยังคงมีชีวิตอยู่ในใจของแฟน ๆ หนังไซไฟ ทั้งในด้านโครงสร้างบท การแสดง จังหวะการเล่า และข้อจำกัดที่อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าหนังไม่ใช่ของถูกใจ รวมไปถึงการประเมินว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร และใครควรข้ามไปหา หนังไซไฟที่น่าจดจำ เรื่องอื่นแทน

สิ่งที่ทำให้ Timecrimes แตกต่างจากหนังท่องเวลาเรื่องอื่น ๆ คือการตัดสินใจไม่ใช้เอฟเฟกต์พิเศษแม้แต่ฉากเดียว บทหนังของ นาโช บิกาโลนโด (Nacho Vigalondo) เลือกใช้โครงสร้าง causal loop หรือลูปเหตุผลเป็นหัวใจหลัก โดยไม่ต้องอธิบายทฤษฎีลึกซึ้งให้ปวดหัว เอกเตอร์เดินทางย้อนเวลากลับไปประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นต้องทำซ้ำเหตุการณ์ที่ตัวเองเคยเห็นในมุมมองเดิม แต่คราวนี้เขากลายเป็นผู้กระทำเอง โครงสร้างนี้ทำให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับเอกเตอร์ คือการค่อย ๆ ลอกปมทีละชั้นจนพบว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด แม้บางครั้งตัวละครจะตัดสินใจในแนวทางที่ดูไร้เหตุผลเพื่อให้เนื้อเรื่องเดินหน้า แต่โครงสร้างลูปที่วางไว้ตั้งแต่ต้นจนจบยังคงสมบูรณ์พอที่จะทำให้คนดูอมยิ้มเมื่อรู้ว่าทุกชิ้นส่วนเข้าที่เข้าทางกันตั้งแต่เริ่มต้น

หนังใช้เพลง Picture This ของวง Blondie ประกอบฉากสำคัญ ซึ่งผู้กำกับเลือกเพราะมันเป็นเพลงที่ฟังสนุก แต่ซ่อนความเศร้าไว้ในเนื้อหา พอดีกับอารมณ์ของหนังเรื่องนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ในเมื่อหนังมีตัวละครหลักไม่กี่คน การแสดงของแต่ละคนจึงต้องแบกรับน้ำหนักของเรื่องได้ทั้งหมด การ์รา เอเลฆัลเด (Karra Elejalde) รับบทเป็นเอกเตอร์ได้อย่างมีมิติ เขาต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาวัยกลางคนที่ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ถูกกระแสเวลาดันให้ต้องกระทำสิ่งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นาโช บิกาโลนโด (Nacho Vigalondo) ที่รับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างเครื่องย้อนเวลาเอง เล่นได้เป็นธรรมชาติในแบบที่ไม่พยายามอธิบายอะไรมาก ขณะที่ บาร์บารา โกเอนากา (Bárbara Goenaga) ในบทหญิงสาวปริศนาและ กันเดลา เฟร์นันเดซ (Candela Fernández) ในบทคลาร่าภรรยาของเอกเตอร์ ต่างก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้หนังไม่รู้สึกว่าเป็นเพียงเกมปริศนาแห้ง ๆ แต่มีมนุษย์ที่มีความรู้สึกอยู่ตรงกลางของเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้

ความยาว 92 นาทีของ Timecrimes ถือเป็นอาวุธที่คมที่สุดของหนังเรื่องนี้ บิกาโลนโดไม่เสียเวลาเกริ่นนำนาน หลังจากฉากแรกที่ตั้งโต๊ะรับประทานอาหารเบื้องต้น เรื่องราวพุ่งเข้าสู่เหตุการณ์หลักทันที การใช้สถานที่ถ่ายทำในชนบทสเปนที่มีป่าและบ้านที่กำลัง renovate ช่วยสร้างความรู้สึกโดดเดี่ยวและกดดัน ยิ่งเมื่อเอกเตอร์ต้องเผชิญหน้ากับชายปิดผ้าพันแผลที่หน้า ความกลัวที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเอฟเฟกต์ผี ๆ แต่เป็นเพราะผู้ชมรู้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นและไม่สามารถเดาได้ว่าจะจบอย่างไร สำหรับคนดูครั้งแรกที่ไม่รู้อะไรเลย หนังให้ประสบการณ์ลุ้นระทึกที่คล้ายกับการดู หนังแอ็คชั่น ที่ต้องคอยเดาทางตัวละคร แต่พอรู้จบแล้วกลับมาดูซ้ำ คราวนี้ความสนุกจะเปลี่ยนไปเป็นความตื่นเต้นในการหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์แทน

ถ้าพูดกันตรง ๆ Timecrimes ไม่ใช่หนังที่ไร้ที่ติ ปัญหาที่หลายคนพบคือการตัดสินใจของเอกเตอร์ในบางจังหวะดูโง่เขลาเกินไป โดยเฉพาะตอนที่เขาเลือกขับรถไล่ตามหญิงสาวแทนที่จะอยู่กับที่ตามที่นักวิทยาศาสตร์แนะนำ ซึ่งดูเหมือนเป็นการเขียนบทให้ตัวละครกระทำอะไรบางอย่างเพียงเพื่อให้เนื้อเรื่องเดินหน้าไปสู่ลูปถัดไป นอกจากนี้ คนที่คาดหวังหนังไซไฟระดับบล็อกบัสเตอร์อาจผิดหวังเพราะโปรดักชันของหนังมีงบประมาณเพียง 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลายฉากถ่ายทำในสถานที่จำกัด แต่สำหรับคนที่ชอบ หนังแฟนตาซี หรือไซไฟที่เน้นคอนเซปต์มากกว่าภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจกลายเป็นความน่ารักของหนังไปเลย

Timecrimes เป็นหนังที่เหมาะกับคนชอบคิดตามและชื่นชอบโครงสร้างปมที่แน่นหนา ถ้าเคยประทับใจ Primer หรือหนังไซไฟอินดี้ยุค 2000 เรื่องนี้น่าจะอยู่ในลิสต์ที่ต้องดู มันเหมาะกับคนที่กำลังมองหา หนังสยองขวัญ หรือทริลเลอร์ที่มีมิติแปลกใหม่ เพราะแม้จะไม่มีผี แต่ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นศัตรูของตัวเองนั้นน่ากลัวพอ ๆ กับหนังผีหลายเรื่อง ส่วนคนที่ไม่ชอบหนังที่ต้องคิดตามหรือรู้สึกว่าการดูหนังควรเป็นเรื่องผ่อนคลาย หนังเรื่องนี้อาจทำให้ปวดหัวเปล่า ๆ นอกจากนี้ หนังยังได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์จนได้ 90% บน Rotten Tomatoes และคะแนน 68 บน Metacritic ซึ่งนับเป็นคะแนนสูงมากสำหรับหนังทุนต่ำจากสเปนในยุคนั้น

Timecrimes ยังคงเป็นหนังท่องเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง แม้จะผ่านมาเกือบยี่สิบปี แต่โครงสร้างลูปเวลาที่แน่นหนา การแสดงที่เชื่อได้ และจังหวะการเล่าที่กระชับ ยังทำให้มันโดดเด่นกว่าหนังไซไฟหลายเรื่องที่มีทุนสูงกว่านับสิบเท่า ถ้ากำลังมองหาหนังคืนวันหยุดที่จะทำให้ต้องหยุดคิดและเปรียบเทียบรายละเอียดกับเพื่อนหลังดูจบ นี่คือตัวเลือกที่ควรกด play แล้วอย่าพยายามอ่านสปอยล์ก่อน เพราะประสบการณ์การดูครั้งแรกโดยไม่รู้อะไรเลยทำให้ Timecrimes มีค่า แชร์ความรู้สึกหลังดูจบในคอมเมนต์ได้ หรือแนะนำหนังลูปเวลาเรื่องอื่นที่ชอบมาแลกเปลี่ยนกัน

หนังไซไฟทริลเลอร์สเปนที่พิสูจน์ว่าลูปเวลาไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์

โครงเรื่อง - 8.8
การแสดง - 8.2
โปรดักชัน - 7.5
ความบันเทิง - 8.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.6

8.3

Timecrimes เป็นหนังสเปนเรื่องโต้เวลาที่ใช้บทหนังและการตัดต่อเป็นหลัก โดยไม่ต้องพึ่ง CGI แพง ๆ เรื่องราวติดตาม เอกเตอร์ ชายวัยกลางคนที่ย้อนเวลากลับไปหนึ่งชั่วโมงแล้วต้องเผชิญหน้ากับตัวเองหลายเวอร์ชัน จุดแข็งอยู่ที่โครงสร้างปมที่แน่นหนาและการแสดงของ การ์รา เอเลฆัลเด ที่ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าคน ๆ เดียวกันอาจปรากฏในหลายรูปแบบโดยไม่สับสน แม้บางจังหวะจะรู้สึกว่าตัวละครตัดสินใจโง่เพื่อให้เนื้อเรื่องเดินหน้า แต่ด้วยความยาวที่กระชับ 92 นาที หนังจึงไม่มีช่วงไหนที่เสียเวลาเปล่า โดยรวมแล้วเป็นงานที่คุ้มค่ากับการติดตามสำหรับแฟนหนังไซไฟและทริลเลอร์

User Rating: Be the first one !
Released
2007-11-01
Runtime
92 min
Status
Released
Movie นิยายวิทยาศาสตร์ ระทึกขวัญ Released

Timecrimes

Los cronocrímenes — 2007

IMDb Rating 7.1 /10
Metascore 68 /100
Tomatometer 90 %

ชายคนหนึ่งขึ้นเครื่องย้อนเวลาโดยบังเอิญและเดินทางย้อนเวลากลับไปเกือบชั่วโมงหนึ่ง การได้ค้นพบตัวเองจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะชุดหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้


นักแสดงนำ

Karra Elejalde Karra Elejalde Héctor
Candela Fernández Candela Fernández Clara
Bárbara Goenaga Bárbara Goenaga La chica del bosque
Nacho Vigalondo Nacho Vigalondo El Joven
Juan Inciarte Juan Inciarte Héctor Ocasional
Libby Brien Libby Brien Clara (voice)
Nicole Dionne Nicole Dionne La Chica (voice)
Philip Hersh Philip Hersh Radio Announcer (voice)

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button