รีวิวหนังเกาหลี

[รีวิว-เรื่องย่อ] Masquerade (2012) หนังเกาหลีสลับร่างที่ อีบยองฮอน แสดงได้ถึงใจ

  • Masquerade ใช้พล็อตสลับร่างที่คุ้นเคยจาก The Prince and the Pauper และ The Prisoner of Zenda มาวางไว้ในบริบทรายวงศ์โชซอน โดยให้สามัญสำนึกของตัวตลกธรรมดามาตั้งคำถามกับระบบอำนาจในราชสำนักได้อย่างมีชั้นเชิง
  • อีบยองฮอน (Lee Byung-hun) ถ่ายทอดบทฮาซอน ตัวตลกที่ต้องสวมรอยเป็นกษัตริย์ ได้อย่างเปี่ยมชีวิตชีวา โดยไม่ลืมรากเหง้าของตัวละคร และค่อย ๆ เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาทีละน้อย ทำให้สิ่งที่อาจกลายเป็นมุกซ้ำซาก กลับกลายเป็นการแสดงที่มีหัวจิตหัวใจ
  • ตัวละครอย่าง ซาวอล (ชิมอึนคยอง) เด็กสาวชิมอาหารที่กลายเป็นพันธมิตรลับของกษัตริย์จอมปลอม และ หัวหน้าขันทีโจ (จางกวัง) ที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเงียบ ๆ คือหัวใจของหนังที่สร้างความอบอุ่นและเสน่ห์ให้กับเรื่องราวทั้งหมด
  • จุดอ่อนสำคัญคือพล็อตการเมืองในราชสำนักที่ดำเนินไปตามสูตรสำเร็จของหนังย้อนยุคเกาหลี ผู้ชมที่คาดหวังความแปลกใหม่หรือปมหักมุมอาจรู้สึกว่าหนังไม่มีอะไรเกินความคาดหมาย

มี หนัง บางเรื่องที่แค่ได้ยินพล็อตก็พอจะเดาทางได้ว่าจะไปในทิศทางไหน แต่มันกลับทำให้คนดูนั่งติดจอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ Masquerade (2012) หรือชื่อภาษาเกาหลีว่า Gwanghae: The Man Who Became King คือหนึ่งในนั้น หนังเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ลำดับที่ 15 แห่งราชวงศ์โชซอนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการลอบสังหาร จึงสั่งให้เสนาบดีไปหาชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนกันมาทำหน้าที่เป็นตัวตายตัวแทน และเมื่อกษัตริย์ถูกลอบวางยาพิษ ชายคนนั้นก็ต้องสวมรอยขึ้นครองบัลลังก์โดยไม่มีใครรู้ความจริง

หลายคนอาจคุ้นเคยกับโครงเรื่องสลับร่างนี้จากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง The Prince and the Pauper หรือ The Prisoner of Zenda และนั่นคือสิ่งที่ Masquerade หยิบยืมมาใช้ หนังไม่ได้พยายามซ่อนแรงบันดาลใจนี้เลย แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างคือการฝังรากเรื่องราวทั้งหมดไว้ในธรรมเนียมของ หนังเกาหลี แนวย้อนยุค ที่มีทั้งการเมืองในราชสำนัก ความขัดแย้งทางชนชั้น และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะตัดสินด้วยถูกผิด

บทความนี้จะพาไปดูว่าเหตุใด Masquerade จึงกลายเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดในอาชีพของ อีบยองฮอน (Lee Byung-hun) และกวาดรางวัล Grand Bell Awards ไปถึง 15 สาขา แม้โครงเรื่องจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่องค์ประกอบไหนบ้างที่ทำให้หนังเรื่องนี้อยู่เหนือกว่าหนังสลับร่างทั่วไป และยังมีจุดไหนที่อาจทำให้ผู้ชมบางกลุ่มรู้สึกว่ายังไปไม่สุด

Masquerade ดำเนินเรื่องบนพล็อตที่คอหนังน่าจะเดาได้ไม่ยาก กษัตริย์ควางแฮ (รับบทโดย อีบยองฮอน) กษัตริย์องค์ที่ 15 แห่งโชซอน ใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงตลอดเวลา จึงสั่งให้ ฮอกยุน เสนาบดีกลาโหม (รับบทโดย รยูซึงรยอง) ออกตามหาชายที่มีหน้าตาเหมือนพระองค์มาสวมรอยในยามจำเป็น ฮอกยุนพบ ฮาซอน ตัวตลกเร่ร่อนที่มีใบหน้าคล้ายกษัตริย์ราวกับพิมพ์เดียวกัน และเมื่อกษัตริย์ตัวจริงถูกลอบวางยาพิษและถูกนำตัวออกจากวังอย่างลับ ๆ ฮาซอนก็ต้องขึ้นครองบัลลังก์แทนโดยไม่มีทางเลือก จุดหักเหของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อฮาซอนเริ่มใช้สามัญสำนึกของคนธรรมดาตัดสินปัญหาราชการแผ่นดินซึ่งแตกต่างจากกษัตริย์ตัวจริงอย่างสิ้นเชิง และนั่นคือช่วงเวลาที่หนังฉายแสงความเป็น ดราม่า คอเมดี้ออกมาได้อบอุ่นและมีเสน่ห์เกินคาด

แม้โครงเรื่องจะไม่ใช่ของใหม่ แต่ Masquerade ก็ใช้ธรรมเนียมของหนังย้อนยุคเกาหลีมาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว ได้ผลยิ่งกว่าการพึ่งพล็อตทวิสต์เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าทึ่งคือ อีบยองฮอน ไม่ต้องสลับไปมาระหว่างสองคาแรกเตอร์มากนัก เพราะหนังโฟกัสที่ฮาซอนเป็นหลัก แต่เขากลับทำให้ตัวตลกที่ต้องสวมรอยเป็นกษัตริย์มีมิติเกินกว่าที่บทจะให้มา ฮาซอนไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็นใคร ระหว่างที่แสดงบทบาทของคนอื่น เขาค่อย ๆ เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาทีละนิดด้วยพลังงานที่ส่งผ่านจอได้อย่างถึงใจ สิ่งที่อาจกลายเป็นมุกตลกซ้ำซากในมือนักแสดงคนอื่น กลับกลายเป็นตัวละครที่เปี่ยมด้วยหัวจิตหัวใจเมื่ออยู่ในมือของอีบยองฮอน นี่คือการแสดงที่ยกระดับหนังทั้งเรื่องให้อยู่เหนือกว่าพล็อตการเมืองที่คาดเดาได้

ซาวอล เด็กสาวผู้ทำหน้าที่ชิมอาหารในวัง (รับบทโดย ชิมอึนคยอง) คืออีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Masquerade มีชีวิตชีวา ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฮาซอนนั้นอบอุ่นและน่าเอ็นดู เธอสวมบทเป็นผู้ส่งสารและพันธมิตรลับ ๆ ของกษัตริย์จอมปลอมด้วยท่าทางขี้เล่น เธอคือหัวใจอันเงียบงันที่คอยขับเคลื่อนเรื่องราวจากเบื้องหลัง เช่นเดียวกับ หัวหน้าขันทีโจ (รับบทโดย จางกวัง) ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ฮาซอนได้อย่างลึกซึ้ง ส่วน พระมเหสีซอนอึย (รับบทโดย ฮันฮโยจู) ก็ถูกวางให้เป็นตัวละครรักโรแมนติกที่สมบูรณ์แบบ แม้หนังจะเลือกไม่เดินไปในเส้นทางนั้นเต็มตัวก็ตาม

เครื่องแต่งกายและฉากใน Masquerade เป็นองค์ประกอบที่มองข้ามไม่ได้เลย งานสร้างพาผู้ชมดำดิ่งสู่บรรยากาศราชสำนักโชซอนอย่างสมจริง ทุกกระเบียดนิ้วของเครื่องทรงและสถาปัตยกรรมถูกออกแบบมาอย่างประณีต แม้พล็อตการเมืองจะไม่ได้ซับซ้อนหรือมีชั้นเชิงมากนัก แต่งานภาพก็ช่วยพยุงให้เรื่องราวยังคงน่าติดตาม การที่หนังไม่พึ่งพาความแปลกใหม่ของพล็อต แต่ใช้ความงดงามทางสายตามาเสริมชั้นเชิงการเล่าเรื่อง คือสิ่งที่ทำให้ Masquerade เป็นหนังที่นั่งดูได้เพลินตั้งแต่ต้นจนจบ

สำหรับผู้ชมที่คุ้นเคยกับ ซีรีส์ประวัติศาสตร์เกาหลี จะพบว่าพลวัตในราชสำนักของ Masquerade นั้นเป็นสูตรสำเร็จที่คุ้นเคย ไม่มีอะไรเกินความคาดหมายมากนัก และนี่คือจุดที่อาจทำให้ผู้ชมบางกลุ่มรู้สึกว่าหนังขาดความตื่นเต้นระหว่างทาง แต่กลับกัน Masquerade ใช้จังหวะการเล่าที่เน้นการสร้างอารมณ์และการเติบโตของตัวละครมากกว่าการสร้างเซอร์ไพรส์ หนังไม่ได้พยายามจะเป็นมากกว่าที่มันเป็น และจุดจบของเรื่องแม้ไม่ได้มีอะไรน่าตกใจ แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสมบูรณ์ในแบบของหนังดราม่าเบาสมอง

Masquerade เป็นหนังย้อนยุคเกาหลีที่อาจไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับแนวสลับร่าง แต่กลับชนะใจคนดูด้วยการแสดงที่เต็มเปี่ยมชีวิตของ อีบยองฮอน งานสร้างที่สวยงามประณีต และโทนเรื่องที่เป็นคอเมดี้อบอุ่นหัวใจ หนังไม่ได้พยายามเป็นดราม่าหนักหน่วง แต่ใช้ความเบาสมองและเสน่ห์ของตัวละครเป็นอาวุธหลัก ใครที่กำลังมองหา ดูอะไรดี ในวันพักผ่อนที่อยากดูอะไรที่ให้ทั้งรอยยิ้มและความรู้สึกดี ๆ Masquerade คือตัวเลือกที่ไม่ทำให้ผิดหวัง

หนังเรื่องนี้เหมาะกับผู้ชมที่ชื่นชอบหนังเกาหลีย้อนยุคที่เน้นตัวละครและอารมณ์มากกว่าพล็อตหักมุมซับซ้อน แต่หากคาดหวังความแปลกใหม่หรือการหักเหลือเชื่อ อาจรู้สึกว่าหนังดำเนินไปในทิศทางที่เดาได้ตลอดทั้งเรื่อง

หนังสลับร่างเกาหลีที่ชนะด้วยการแสดง ไม่ใช่พล็อต

โครงเรื่อง - 7.8
การแสดง - 9.2
โปรดักชัน - 8.8
ความบันเทิง - 8.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.7

8.6

Masquerade (2012) หรือ Gwanghae: The Man Who Became King คือหนังย้อนยุคเกาหลีที่หยิบโครงเรื่องสลับร่างระหว่างกษัตริย์กับตัวตลกมาเล่าใหม่ในบริบทรายวงศ์โชซอน อีบยองฮอน รับบทคู่ได้อย่างโดดเด่นในบทฮาซอน ตัวตลกที่ต้องสวมรอยเป็นกษัตริย์และค้นพบตัวตนของตัวเองไปพร้อมกับการปกครองแผ่นดิน แม้พล็อตการเมืองจะดำเนินไปในทางที่คุ้นเคย แต่งานสร้างที่ประณีต การแสดงที่มีเสน่ห์ของตัวละครสมทบอย่าง ซาวอล และหัวหน้าขันทีโจ ประกอบกับโทนคอเมดี้อบอุ่น ทำให้หนังทั้งเรื่องเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและดูเพลินจนลืมความคาดเดาได้ของโครงเรื่องไปเสียสนิท

User Rating: Be the first one !
Released
2012-09-13
Runtime
131 min
Status
Released
Movie หนังชีวิต ประวัติศาสตร์ Released
IMDb Rating 7.8 /10
Tomatometer 100 %
TMDB 7.7 /10

นำแสดงโดย "อี บยอง ฮอน" รับบทเป็น "องค์ชาย ควาง แฮ กุน" พระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 15 แห่ง ราชอาณาจักร โชซอน ที่ทรง ไม่ได้รับ พระนามกษัตริย์ เนื่องจาก ถูกยึดอำนาจ จากฝ่ายตะวันตก ใน ค.ศ.1623 และขอทาน ที่มีใบหน้า เหมือนองค์ชาย ราวกับ เป็นคน คนเดียวกัน โดยผู้สร้าง ระบุว่า หนังจะเล่า เรื่องราวของ 15 วัน ที่ไม่ได้ ปรากฏอยู่ ในบันทึกใด ๆ ในประวัติศาสตร์ เมื่อที่ปรึกษา ขององค์ชาย ควางแฮกุน ได้พบกับ ขอทานที่มี ใบหน้า เหมือนกับ พระองค์มาก จึงมอบหมาย ให้ ขอทานหนุ่ม มาทำ หน้าที่เป็น "เงา" เพื่อป้องกัน เหตุลอบ สังหาร แต่แล้ว กษัตริย์ตัวจริง กลับถูก ยาพิษ จนบาดเจ็บ ตัวปลอม จึงต้อง เข้ามา ทำหน้าที่ ปกครองประเทศ แทน ระหว่างรอให้ องค์ชาย รักษาตัว จนหายดี ทันที ที่กษัตริย์ควังแฮ ได้ขึ้น ครองราชย์ ราชบัลลังก์ ก็สั่นคลอน เมื่อทราบว่า เหล่าเสนา สมรู้ร่วมคิด ลอบปลิดชีวิตตน จึงไหว้วาน หาคนมา เป็นตัวแทน


นักแสดงนำ

이병헌 이병헌 King Gwang-hae / Clown Ha-sun
류승룡 류승룡 Chief Secretary Heo-gyun
한효주 한효주 Queen Joong-jun
김인권 김인권 Warrior Do
장광 장광 Eunuch
심은경 심은경 Court Lady Sa-wol
박지아 박지아 Lady Han
신정근 신정근 Lee Jeong-rang

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button