รีวิวหนังเกาหลี

[รีวิว-เรื่องย่อ] Snowpiercer (2013) ไซไฟดิสโทเปียที่โปรดักชันดีแต่จังหวะเรื่องพัง

  • Snowpiercer เป็นก้าวสำคัญสู่ตลาดหนังภาษาอังกฤษของบงจุนโฮ ด้วยทุนสร้างมหาศาล 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จังหวะการเล่าเรื่องกลับยืดยาดและเต็มไปด้วยช่วงเว้นวรรคที่ทำลายโมเมนตัมของเส้นเรื่อง
  • หนังประกาศแก่นเรื่องชนชั้นและการปฏิวัติอย่างตรงไปตรงมาจนขาดความลุ่มลึก เมื่อเทียบกับ Parasite งานภายหลังที่เปิดทางให้คนดูตีความเองตามธรรมชาติ ยิ่งสะท้อนข้อจำกัดของหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจน
  • คริส อีแวนส์แสดงนำได้เคว้งคว้าง ขาดเสน่ห์และความเข้มข้นที่หัวหน้าขบวนการปฏิวัติพึงมี ขณะที่ทีมนักแสดงสมทบ โดยเฉพาะทิลดา สวินตัน และซงคังโฮ กลับสร้างตัวละครที่น่าจดจำได้มากกว่า
  • งานโปรดักชันออกแบบตู้รถไฟแต่ละตู้อย่างโดดเด่นมีเอกลักษณ์ ทว่างานสร้างทั้งหมดกลับถูกใช้อย่างสูญเปล่าเมื่อบทและจังหวะของหนังไม่แข็งแรงพอจะรองรับ

มี หนังเกาหลี ไม่กี่เรื่องที่สร้างแรงกระเพื่อมในระดับเดียวกับผลงานของ บงจุนโฮ (Bong Joon-ho) และ Snowpiercer (2013) เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่พาผู้กำกับมากวิสัยทัศน์คนนี้กระโจนเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์ภาษาอังกฤษอย่างเต็มตัว หลังสร้างชื่อจาก The Host (2006) และ Mother (2009) บงจุนโฮได้รับทุนสร้างมหาศาลถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นหนึ่งในหนังเกาหลีที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดในประวัติศาสตร์ขณะนั้น พ่วงด้วยทีมนักแสดงฮอลลีวูดแถวหน้าอย่าง คริส อีแวนส์ (Chris Evans), ทิลดา สวินตัน (Tilda Swinton), จอห์น เฮิร์ต (John Hurt) และ เอ็ด แฮร์ริส (Ed Harris) ความคาดหวังต่อผลงานเรื่องนี้จึงพุ่งสูงทะลุขีดจำกัดของหนังต่างภาษาทั่วไป

เมื่อดูผ่านตาครั้งแรกในปี 2013 ความรู้สึกหลังดูจบเต็มไปด้วยความผิดหวัง หลายปีต่อมาจึงตัดสินใจหยิบกลับมาดูอีกครั้ง ด้วยความหวังว่ากาลเวลาอาจเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหนัง แต่ผลลัพธ์กลับไม่ต่างจากเดิม Snowpiercer เป็นความยุ่งเหยิงที่ห่อหุ้มด้วยงานสร้างชั้นดี

ถึงกระนั้น Snowpiercer กลับไม่ใช่หนังที่ขาดคนรักเสียทีเดียว หลังเข้าฉายระดับนานาชาติ หนังได้รับคำวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์จำนวนไม่น้อย และติดอันดับท็อปเทนของหลายสำนักในปี 2014 โดยเฉพาะคำชมที่มีต่องานสร้าง วิสัยทัศน์ของบงจุนโฮ และการแสดงของทิลดา สวินตัน ที่ถูกมองว่าเป็นการแสดงที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของหนัง

จุดอ่อนที่สะดุดหูสะดุดตาที่สุดของ Snowpiercer อยู่ที่การควบคุมจังหวะ หนังแบกรับความยาว 126 นาทีไว้บนบ่า แต่ระหว่างทางกลับเต็มไปด้วยช่วงเว้นวรรคยาวเหยียดที่แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อถึงฉากแอ็กชันซึ่งควรเป็นหัวใจของ หนัง แนวนี้ กลับถูกหยุดชะงักเพื่อยัดเยียดดราม่าที่ยังไม่สุกงอมพอจะส่งผลต่อคนดู การตัดสินใจสะบัดจังหวะไปมาเช่นนี้ทำให้พลังของฉากต่อสู้ถูกเจือจางจนแทบไม่เหลือความตื่นเต้น การเคลื่อนจากตู้ท้ายขบวนไปสู่หัวขบวนจึงไม่ใช่การผจญภัยที่คนดูรู้สึกร่วมลุ้น แต่เป็นการเดินเที่ยวชมตู้รถไฟที่แต่ละจุดมีฉากสวยงามแต่ไร้แรงขับเคลื่อนจริงจัง

Snowpiercer แสดงความทะเยอทะยานในการถ่ายทอดประเด็น ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ผ่านพื้นที่ปิดบนรถไฟที่วิ่งวนรอบโลกไม่หยุด ตั้งแต่ตู้ท้ายที่อัดแน่นด้วยผู้คนอดอยากไปจนถึงตู้หน้าสุดที่ฟู่ฟ่าเสมือนสวรรค์ ภาพแทนของสังคมถูกจัดวางอย่างชัดเจน แต่ปัญหาอยู่ที่การ enunciate หรือการประกาศแก่นเรื่องแบบตรงไปตรงมาจนเกินงาม ราวกับหนังไม่ไว้ใจให้คนดูตีความเอาเอง เสียงตะโกนทางการเมืองและการเสียดสีสังคมจึงฟังดูกลวง ไม่ได้ฝังลึกเข้าไปในบทสนทนาหรือพัฒนาการของตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานในภายหลังของบงจุนโฮอย่าง ชนชั้นปรสิต (Parasite) ที่สามารถถักทอชนชั้นเข้าไปในทุกอณูของชีวิตตัวละครโดยแทบไม่ต้องประกาศอะไรเลย ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดของ Snowpiercer ได้ชัดเจนขึ้น

คริส อีแวนส์ มารับบทเคอร์ติส เอเวอเรตต์ หัวหน้าขบวนการปฏิวัติจากตู้ท้ายขบวน ภารกิจของตัวละครได้แก่การทะลวงผ่านตู้แล้วตู้เล่าไปยังหัวขบวนเพื่อเผชิญหน้ากับผู้อยู่เบื้องหลังระบบอันโหดร้าย การแสดงของอีแวนส์ในเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยความพยายามที่เปล่งประกายไม่ถึง เขาดูเคว้งคว้างและขาดเสน่ห์ในแบบที่ผู้นำการปฏิวัติควรมี ทุกครั้งที่เขาพยายามค้นหาความเข้มข้นทางอารมณ์ที่รู้แก่ใจว่าตัวละครต้องการ สุดท้ายกลับไปไม่ถึงจุดนั้น

สิ่งที่น่าแปลกใจ บงจุนโฮกลับพูดถึงอีแวนส์ในแง่ดีมาก โดยกล่าวว่าภาพจำของ “กล้ามเนื้ออเมริกัน” อาจทำให้คนดูมีอคติ แต่ตัวจริงแล้วอีแวนส์เป็นคนละเอียดอ่อนและฉลาด น่าเสียดายที่คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ถูกถ่ายทอดออกมาบนจออย่างที่ผู้กำกับเชื่อ

จุดแข็งที่ไม่อาจมองข้ามคือทีมนักแสดงสมทบที่จัดจ้าน ทิลดา สวินตัน ในบทรัฐมนตรีเมสัน ตัวละครมือขวาของผู้ควบคุมรถไฟ สร้างบุคลิกที่ทั้งตลกร้ายและน่าขนลุกผ่านแว่นตาหนาเตอะ ฟันปลอม และสำเนียงยอร์กเชียร์ที่เธอเลือกใช้เอง ถือเป็นการแสดงที่เปลืองพลังและเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของหนัง ซงคังโฮ (Song Kang-ho) มืออาชีพคู่บุญของบงจุนโฮทำงานได้งดงามในบทรปภ.ติดยา ผู้มองเห็นหนทางรอดนอกขบวนรถไฟที่คนอื่นมองไม่เห็น เช่นเดียวกับโกอาซอง (Go Ah-sung) ที่รับบทโยนาลูกสาวของเขา

งานออกแบบโปรดักชันของ Snowpiercer สร้างตู้รถไฟแต่ละตู้ให้มีเอกลักษณ์ ตั้งแต่ตู้เพาะเลี้ยงพืชพรรณ ตู้พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไปจนถึงตู้ห้องเรียนที่สดใสเกินจริงจนน่าขนลุก ทุกตู้มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง งานออกแบบของ Ondřej Nekvasil สร้างโลกบนรางได้น่าตื่นตาอย่างแท้จริง

กระนั้นทั้งหมดนี้กลับถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า เมื่อบทและจังหวะเรื่องไม่สามารถประคองให้ส่วนประกอบอื่น ๆ เปล่งประกายได้อย่างที่ควรจะเป็น

ส่วนประกอบทุกชิ้นอยู่ในมือคนที่รู้ว่ากำลังทำอะไร แต่สุดท้ายมันกลับประกอบกันไม่ติด

Snowpiercer (ชื่อไทย: ยึดด่วน วันสิ้นโลก) เป็นภาพยนตร์ไซไฟดิสโทเปียที่ดัดแปลงมาจากนิยายภาพฝรั่งเศส Le Transperceneige ผลงานของ ฌาคส์ ล็อบ (Jacques Lob), เบนจาแม็ง เลอกร็อง (Benjamin Legrand) และ ฌ็อง-มาร์ก รอแช็ต (Jean-Marc Rochette) หนังสร้างความฮือฮาด้วยการเป็นภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของบงจุนโฮ ผู้กำกับระดับตำนานชาวเกาหลีใต้ซึ่งต่อมาสร้างปรากฏการณ์จาก Parasite จนคว้ารางวัลออสการ์

หนังถ่ายทำที่ Barrandov Studios ในกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก โดยใช้ระบบกิมบอล (Gimbal) จำลองการสั่นสะเทือนของรถไฟขณะเคลื่อนที่ ถือเป็นงานสร้างที่ทะเยอทะยานและใช้เทคนิคซับซ้อนในยุคนั้น ด้านโปรดิวเซอร์ พัคชานอุค (Park Chan-wook) ผู้กำกับระดับแนวหน้าของเกาหลีร่วมอยู่ในโปรเจกต์นี้ด้วย

Snowpiercer เป็นหนังที่เหมาะกับผู้ชมที่สนใจ หนังดิสโทเปีย ที่มีฉากหลังแปลกใหม่ งานออกแบบโปรดักชันจัดเต็ม และไม่ได้คาดหวังว่าการดำเนินเรื่องจะต้องกระชับหรือมีจังหวะเร้าใจตลอดเวลา คนที่ติดตามผลงานของ บงจุนโฮ และอยากเห็นพัฒนาการของผู้กำกับคนนี้ก่อนถึงยุค Parasite น่าจะได้อะไรกลับไปพอสมควร ส่วนแฟน ๆ ของทิลดา สวินตัน การแสดงของเธอในเรื่องนี้เป็นของขวัญที่คุ้มค่าแก่การรับชม

ในทางกลับกัน Snowpiercer ไม่เหมาะกับคนที่คาดหวังหนังแอ็กชันไซไฟที่ดุเดือดและเดินเรื่องเร็ว ใครที่รู้สึกว่าหนังควรเล่าเรื่องอย่างกระชับและไม่เยิ่นเย้อ มีโอกาสสูงที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับช่วงเว้นวรรคที่ยืดยาว หากชื่นชอบ หนังฝรั่ง แนวไซไฟที่เดินเรื่องกระชับอย่าง Mad Max: Fury Road หนังเรื่องนี้คงให้ประสบการณ์ที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

สำหรับผู้ที่ติดตามผลงาน หนังเกาหลี ของบงจุนโฮมาโดยตลอด Snowpiercer อาจมองได้ว่าเป็นบันไดก้าวสำคัญสู่เวทีโลกของเขา หนังอาจไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดในทำเนียบ แต่เป็นหลักฐานว่าผู้กำกับคนนี้มีวิสัยทัศน์ใหญ่เกินกว่าอุตสาหกรรมบ้านเกิดจะรองรับเพียงลำพัง

ไซไฟดิสโทเปียโปรดักชันอลังการแต่กำกับอารมณ์ไม่ถึง

โครงเรื่อง - 5.5
การแสดง - 6.2
โปรดักชัน - 7.8
ความบันเทิง - 5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 5.5

6

Snowpiercer หนังไซไฟดิสโทเปียว่าด้วยการต่อสู้ทางชนชั้นบนรถไฟที่วิ่งวนรอบโลก ในวันที่โลกถูกแช่แข็งจากความล้มเหลวของวิศวกรรมภูมิอากาศ คริส อีแวนส์นำทีมผู้โดยสารตู้ท้ายก่อการปฏิวัติทะลวงสู่หัวขบวน จุดแข็งของหนังอยู่ที่งานสร้างตู้รถไฟอันตระการตาและการแสดงของทีมสมทบ โดยเฉพาะทิลดา สวินตัน ในบทรัฐมนตรีผู้วิปริต แต่น้ำหนักของหนังกลับถ่วงด้วยจังหวะที่เนิบนาบและแก่นเรื่องที่ถูกกลั่นออกมาตรงตัวเกินไปจนขาดความลุ่มลึกทางอารมณ์

User Rating: Be the first one !
Released
2013-08-01
Runtime
127 min
Status
Released
Movie บู๊ นิยายวิทยาศาสตร์ หนังชีวิต Released
IMDb Rating 7.1 /10
Metascore 84 /100
MYDRAMALIST 7.7 /10

ภาพยนตร์แอ็คชั่น-ไซไฟเรื่องยิ่งใหญ่ ของรถไฟแห่งอนาคต ที่ชื่อว่า “สโนว์เพียซเซอร์” ซึ่งออกเดินทางรอบโลกอย่างไร้จุดหมาย โดยใช้พลังงาน “เครื่องจักรนิรันดร์” ขับเคลื่อนไปท่ามกลางสภาพอากาศที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง จนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ข้างนอกได้ อย่างไรก็ตามภายในขบวนรถไฟก็เกิดเป็นสังคมใหม่ ที่มีการแบ่งแยกชนชั้นและริดรอนสิทธิของมนุษย์ และนั่นเองก็ทำให้การปฏิวัติจากชนชั้นล่างกำลังจะอุบัติขึ้น


นักแสดงนำ

คริส อีแวนส์ คริส อีแวนส์ Curtis
ซง คังโฮ ซง คังโฮ Namgoong Minsu
Ed Harris Ed Harris Wilford
John Hurt John Hurt Gilliam
ทิลด้า สวินตัน ทิลด้า สวินตัน Mason
Jamie Bell Jamie Bell Edgar
ออคตาเวีย สเปนเซอร์ ออคตาเวีย สเปนเซอร์ Tanya
Ewen Bremner Ewen Bremner Andrew

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button