![[รีวิว-เรื่องย่อ] Jupiter Ascending (2015) หนังไซไฟที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ายุคจะรับได้](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/06/Review-Jupiter-Ascending-2015.webp)
- Jupiter Ascending เป็น หนังฝรั่ง แนวไซไฟที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาลกว่างบ 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทำรายได้เพียง 184 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวที่พูดถึงมากที่สุดแห่งทศวรรษ 2010
- หัวใจของเรื่องไม่ใช่งานภาพหรือแอ็กชัน แต่อยู่ที่การเล่าถึงตัวละครหญิงที่ถูกสังคมกำหนดบทบาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเลือกที่จะกำหนดชะตาตัวเอง
- จุดแข็งที่แท้จริงคือวิชวลและงานสร้างโลกที่อลังการ ควบคู่กับดนตรีประกอบจาก ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) ที่ถูกบันทึกเสียงก่อนการถ่ายทำด้วยซ้ำ
- แม้คะแนนนักวิจารณ์บน Rotten Tomatoes จะอยู่ที่ 27% แต่มีกลุ่มผู้ชมที่หลงรักหนังเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้ชมหญิงที่มองว่ามันเป็นไซไฟที่ตอบโจทย์ความฝันแบบเด็กสาวได้อย่างลงตัว
กลางทศวรรษ 2010 เป็นช่วงเวลาที่สตูดิโอฮอลลีวูดทุ่มทุนสร้างหนังบล็อกบัสเตอร์ไซไฟจำนวนมหาศาล และหลายเรื่องก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า หนึ่งในนั้นคือ Jupiter Ascending ผลงานจากสองพี่น้อง เดอะ วาชาวสกี (The Wachowskis) ผู้เคยสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วย The Matrix มาก่อน การที่ผู้กำกับคู่นี้เลือกจะกลับมาพร้อมกับหนังไซไฟอวกาศต้นฉบับที่ไม่ใช่ภาคต่อหรือรีเมกอะไรเลย นับเป็นความทะเยอทะยานที่หาได้ยากในยุคที่แฟรนไชส์ครอบงำตลาด
แต่เส้นทางของ Jupiter Ascending กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเข้าฉายเดือนกุมภาพันธ์ 2015 หนังถูกนักวิจารณ์สับเละด้วยข้อหาหลักคือ “บทสับสน” และ “เว่อร์เกินเหตุ” รายได้จากการฉายในสหรัฐฯ หยุดอยู่ที่ 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น กลายเป็นข่าวใหญ่ในฐานะหนังที่อาจทำให้สตูดิโอขาดทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงกระนั้น หนึ่งทศวรรษผ่านไป หนังเรื่องนี้กลับมีฐานแฟนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มองว่ามันเป็นงานที่มีหัวใจและวิสัยทัศน์เกินกว่าที่คนดูในยุคนั้นจะยอมรับ
คำถามที่น่าสนใจกว่าการถกเถียงว่า Jupiter Ascending เป็นหนังดีหรือหนังแย่ คือการทำความเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “ไม่เวิร์ก” สำหรับคนหมู่มาก แต่กลับ “ใช่” สำหรับคนบางกลุ่ม นี่คือ รีวิวหนัง-ซีรีส์ ที่จะชำแหละทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน โดยไม่ยึดติดกับกระแสวิจารณ์แรกเริ่ม และไม่ปัดตกความทะเยอทะยานที่หาได้ยากของสองพี่น้องวาชาวสกี

จูปิเตอร์ โจนส์ (Jupiter Jones) รับบทโดย มิลา คูนิส (Mila Kunis) เป็นสาวทำความสะอาดผู้ใช้ชีวิตวนลูปอยู่ในชิคาโก เธอเกลียดชีวิตตัวเอง ตื่นเช้ามาล้างห้องน้ำคนรวย กลับบ้านไปนอน แล้วเริ่มใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งมนุษย์ต่างดาวบุกมาถึงบ้านเพื่อฆ่าเธอ และ เคน ไวส์ (Caine Wise) รับบทโดย แชนนิง เททัม (Channing Tatum) อดีตทหารพันธุกรรมดัดแปลงครึ่งมนุษย์ครึ่งสุนัข ก็ปรากฏตัวเพื่อช่วยชีวิตเธอไว้
สิ่งที่จูปิเตอร์ไม่เคยรู้มาก่อนคือเธอคือรัชทายาทผู้สืบสายเลือดของราชวงศ์อวกาศที่ทรงอำนาจที่สุดในจักรวาล ตระกูล อบราซัคซ์ (Abrasax) ซึ่งมีทายาทสามพี่น้อง ได้แก่ เบเลม (Balem) รับบทโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ผู้ควบคุมอาณาจักรธุรกิจที่ผลิต “เซรุ่มอมตะ” จากสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ คาลีค (Kalique) รับบทโดย ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน (Tuppence Middleton) ผู้มีแรงจูงใจซับซ้อนกว่าการแย่งชิงอำนาจแบบตรงไปตรงมา และ ไททัส (Titus) รับบทโดย ดักลาส บูธ (Douglas Booth) ผู้มีแผนจะแต่งงานกับจูปิเตอร์แล้วฆ่าเธอเพื่อครอบครองโลก
นี่คือโครงเรื่องที่เป็นส่วนผสมระหว่างซินเดอเรลลากับสเปซโอเปร่า ผสมการเสียดสีทุนนิยมและระบบชนชั้นในคราบหนังไซไฟ จูปิเตอร์ต้องเดินทางข้ามกาแล็กซีจากเด็กสาวไร้อนาคต สู่ตำแหน่งผู้ครองโลก พร้อมกับตั้งคำถามว่าเธอจะยอมรับบทบาทที่ถูกยัดเยียดให้ หรือจะเลือกทางเดินของตัวเอง

Jupiter Ascending ไม่ใช่หนังที่ถ่ายทำด้วยกรีนสกรีนทั้งเรื่องแบบที่หลายคนคิด ผู้กำกับเลือกใช้สตันต์แมนและโลเคชันจริงทุกครั้งที่ทำได้ ฉากต่อสู้กลางอากาศของแชนนิง เททัม ใช้เทคนิค “แพนโนแคม” (Panocam) กล้อง 6 ตัวติดเฮลิคอปเตอร์ที่ถ่ายภาพครอบคลุม 180 องศา ให้อิสระผู้กำกับในการเลือกมุมกล้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งต่อมาผู้กำกับหลายคนก็นำเทคนิคนี้ไปใช้ต่อ งานออกแบบโปรดักชันได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ กระจกยุคโมเดิร์น และศิลปะกอธิก แทนที่จะลอกแบบไซไฟเรื่องอื่น ๆ ผลลัพธ์คือภาพยนตร์ที่หนึ่งทศวรรษผ่านไปก็ยังดูเหมือนเพิ่งถ่ายเมื่อวาน
ดนตรีประกอบคืออีกหมัดเด็ดที่ถูกมองข้าม ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) บันทึกเสียงดนตรีทั้งเรื่องที่แอบบีย์โร้ดสตูดิโอ ก่อนที่การถ่ายทำจะเสร็จสิ้นด้วยซ้ำ วิธีการ “แต่งเพลงก่อนถ่ายหนัง” นี้เปิดอิสระให้เขาสร้างธีมที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความยาวของซีน ดนตรีจึงไม่ใช่แค่ตัวเสริมบรรยากาศ แต่เป็นตัวกำหนดจังหวะและอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง
เหนือกว่างานภาพและเสียงคือแก่นของหนังที่กล้าพูดเรื่องเพศสภาพในหนังไซไฟ จูปิเตอร์ โจนส์คือตัวละครนำหญิงที่แตกต่างจากฮีโรไซไฟทั่วไป เธอไม่ได้ต่อยเก่ง ไม่ได้ยิงแม่น ไม่ได้มีซิกซ์แพ็ก เธอคือผู้หญิงธรรมดาที่ถูกสังคมพยายามยัดเยียดบทบาทให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ผู้เสียสละ หรือวัตถุทางเพศ แต่ในทุกจุดเปลี่ยนของเรื่อง เธอเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นคาดหวัง นี่คือความตั้งใจของพี่น้องวาชาวสกีที่อยากสร้าง “โดโรธี” หรือ “อลิซ” ในโลกไซไฟ ตัวละครหญิงที่ใช้สติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจในการรับมือกับวิกฤต แทนที่จะเป็น “อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ใส่นม” ตามที่มีผู้วิจารณ์ตั้งข้อสังเกต

ถ้าวิชวลคือจุดแข็งสูงสุดของหนังเรื่องนี้ บทภาพยนตร์ก็น่าจะเป็นรองเท้าที่กัดเท้าจนเดินไม่ถึงเส้นชัย วาชาวสกียัดแนวคิดจำนวนมหาศาลลงในหนัง 127 นาที ตั้งแต่ลำดับวงศ์ตระกูลอวกาศ ระบบเศรษฐกิจที่ผลิตเซรุ่มอมตะ การเสียดสีทุนนิยม ตำนานการสร้างโลก การเมืองระหว่างดวงดาว ไปจนถึงเส้นเรื่องรักระหว่างจูปิเตอร์กับเคน ทั้งหมดนี้ถูกเล่าด้วยโครงสร้างที่เป็นเส้นตรงสุด ๆ เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น คนดูคงหลงทางหนักกว่านี้
แต่การที่หนังพยายาม “เวิลด์บิลดิ้ง” หนักขนาดนี้ก็ทำให้มันรู้สึกเหมือนตอนแรกของไตรภาคที่ไม่มีวันได้สร้างต่อ ตัวละครหลายตัวทำหน้าที่แค่ส่งผ่านข้อมูล ไม่ได้มีพัฒนาการเป็นของตัวเอง และประเด็นทางสังคมที่หนังอยากพูดถึง ก็ถูกกลบด้วยเสียงระเบิดและแอ็กชันโชว์วิชวลจนเกือบไม่ได้ยิน
“Jupiter Ascending มันบ้า มันยุ่ง มันไม่มีใครเข้าใจ มันมีบทสนทนาที่น่าอายระดับที่จอร์จ ลูคัสยังต้องเขวี้ยงทิ้ง แต่ผมคงโกหกถ้าบอกว่าผมไม่สนุกกับมัน” มาร์ก เคอร์โมด (Mark Kermode) นักวิจารณ์หนังชาวอังกฤษ
เอ็ดดี้ เรดเมย์น ผู้คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปีเดียวกันจาก The Theory of Everything กลับได้รับคำวิจารณ์อย่างหนักสำหรับบทเบเลม อบราซัคซ์ เขาแสดงเกินเบอร์ด้วยการกระซิบเสียงแหบแบบเบน (Bane) สลับกับการกรีดร้องที่ทำเอาหลายคนหลุดขำ แม้แต่เจ้าตัวก็ยอมรับภายหลังในการสัมภาษณ์กับ GQ ว่ามันคือ “การแสดงที่แย่ในทุกมิติ” และเขายังได้รับรางวัลราซซี (Razzie) สาขานักแสดงสมทบชายยอดแย่จากบทนี้

โครงสร้างหนังถูกออกแบบให้เป็นเส้นตรงอย่างจงใจ เนื่องจากหนังต้องอธิบายจักรวาลที่ซับซ้อนให้คนดูเข้าใจไปพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนพล็อต ฉากไล่ล่า 8 นาทีรหัส “Fifty-Two Part” ในตัวเมืองชิคาโกใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 6 เดือน เป็นซีนที่รวมทุกอย่างที่หนังเรื่องนี้เป็นไว้ในที่เดียว: เร็ว บ้าพลัง ภาพสวย และเล่าเรื่องไม่ค่อยรู้เรื่อง
จังหวะโดยรวมของหนังไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความบันเทิงแบบหนังป๊อปคอร์นทั่วไป แต่มันเลือกที่จะหยุดเพื่อให้ตัวละครหายใจและให้คนดูซึมซับโลกของเรื่อง ซึ่งการตัดสินใจแบบนี้คือดาบสองคม สำหรับคนที่พร้อมจะดำดิ่งไปกับมัน นี่คือประสบการณ์ที่น่าหลงใหล แต่สำหรับคนที่คาดหวังหนังแอ็กชันไซไฟแบบตรงไปตรงมา นี่คือความเนิบนาบที่ทำให้หนังรู้สึกยาวกว่าความเป็นจริง
ทุกองค์ประกอบของงานสร้างใน Jupiter Ascending มาจากทีมงานระดับท็อปที่ร่วมงานกับวาชาวสกีมาตั้งแต่ยุค The Matrix จอห์น โทล (John Toll) ผู้กำกับภาพจาก Cloud Atlas และ Iron Man 3 ถ่ายทำด้วยกล้อง Arri Alexa แบบดิจิทัลทั้งเรื่องเป็นครั้งที่สองในชีวิต เพื่อรองรับงานเอฟเฟกต์กว่า 2,000 ช็อตที่ต้องทำในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ ซึ่งจำนวนเอฟเฟกต์ที่มากเกินไปนี้เองที่เป็นเหตุให้หนังต้องเลื่อนวันฉายจากกรกฎาคม 2014 ไปเป็นกุมภาพันธ์ 2015 และทำให้ทุนสร้างพองจาก 130 ล้าน เป็นกว่า 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดนตรีของจิอัคคิโนคืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนความทะเยอทะยานของโปรเจกต์นี้ เมื่อเพลงถูกบันทึกเสียงก่อนการถ่ายทำเสร็จ ผู้กำกับสามารถใช้ดนตรีเป็นตัวนำทางอารมณ์ของฉากได้ แทนที่จะให้ดนตรีวิ่งตามภาพ เหมือนกับการเต้นที่ดนตรีเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม ดนตรีใน Jupiter Ascending จึงมีพลังและตัวตนที่หนักแน่น ถึงขั้นที่นักออกแบบท่าเต้นคนหนึ่งนำไปใช้สร้างบัลเลต์ชื่อ “A Dark and Lonely Space” ให้กับ Pacific Northwest Ballet ในปี 2018

Jupiter Ascending ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วรู้สึกกลาง ๆ มันคือหนังที่จะทำให้คนดูรักหรือเกลียดไปเลย สำหรับแฟน ไซไฟอวกาศ ที่คิดถึงยุคที่ฮอลลีวูดกล้าทุ่มเงินสร้างจักรวาลใหม่โดยไม่อิงแฟรนไชส์ นี่คือหนึ่งในผลงานไม่กี่เรื่องที่ควรค่าแก่การลองเปิดใจ งานภาพ งานสร้างโลก และดนตรีประกอบคือเหตุผลเพียงพอที่จะหยิบมันขึ้นมาดูสักครั้ง
สำหรับผู้ชมที่กำลังมองหาหนังไซไฟสนุก ๆ ไว้ตัดสินใจ ดูอะไรดี ในวันหยุด Jupiter Ascending อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจหากชอบงานภาพสวยและพร้อมรับความ “โอเวอร์” ของนักแสดงบางคน แต่ถ้าต้องการหนังไซไฟที่บทแน่นและกระชับ ควรข้ามไปหาเรื่องอื่นจะดีกว่า
การผลิต Jupiter Ascending เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่เกินตัว ทีมงานใช้สตันต์จริงแทน CGI ทุกครั้งที่เป็นไปได้ สร้างเทคนิคถ่ายทำใหม่เอี่ยมอย่าง Panocam เพื่อให้ฉากแอ็กชันกลางอากาศของแชนนิง เททัมดูสมจริงที่สุด งานออกแบบวิชวลไม่ได้รับอิทธิพลจากหนังไซไฟเรื่องอื่น แต่อ้างอิงสถาปัตยกรรมยุโรปทั้งเรอเนซองส์ โมเดิร์น และกอธิก ผลลัพธ์คือโลกที่ดูมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และยังคงดูดีแม้ผ่านไปกว่าทศวรรษ
ดนตรีประกอบโดย ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) ถูกบันทึกเสียงที่ Abbey Road Studios ในลอนดอนก่อนที่การถ่ายทำจะแล้วเสร็จ เป็นการทำงานแบบ “แต่งเพลงก่อนถ่ายหนัง” ที่เปิดอิสระให้คีตกวีสร้างธีมดนตรีโดยไม่ถูกจำกัดด้วยความยาวของซีน ดนตรีจึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบ แต่เป็นกระดูกสันหลังทางอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง
การแสดงใน Jupiter Ascending แบ่งผู้ชมออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน มิลา คูนิส (Mila Kunis) ในบทจูปิเตอร์ โจนส์ถ่ายทอดความสับสนของสาวธรรมดาที่ถูกโยนเข้าสู่โลกที่ใหญ่เกินจินตนาการได้อย่างเป็นธรรมชาติ และนี่คือบทบาทที่แตกต่างจากงานตลกที่เธอคุ้นเคย แชนนิง เททัม ในบทเคน ไวส์ต้องสวมอุปกรณ์ดัดแปลงขากรรไกรตลอดการถ่ายทำ ทำให้พูดได้ยากขึ้น แต่เขากลับสร้างคาแรกเตอร์ที่ดูซื่อ เท่ และอบอุ่นไปพร้อมกัน
ในทางตรงกันข้าม เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ผู้เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์จาก The Theory of Everything ในปีเดียวกัน กลับเลือกที่จะแสดงแบบจัดเต็มเกินเหตุในบทเบเลม อบราซัคซ์ ด้วยเสียงกระซิบแผ่วสลับกรีดร้องแหลมที่นักวิจารณ์หลายสำนักเรียกว่า “แคมป์” และ “ไม่น่ากลัวแม้แต่น้อย” จนเขาคว้ารางวัลราซซี (Golden Raspberry) สาขานักแสดงสมทบชายยอดแย่มาครอง ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับในภายหลังว่า “มันคือการแสดงที่แย่ในทุกมิติ”

ภายใต้เปลือกนอกที่เป็นหนังไซไฟแอ็กชันฟอร์มยักษ์ Jupiter Ascending ซ่อนหัวใจที่เป็นเฟมินิสต์ไว้อย่างแนบเนียน จูปิเตอร์ โจนส์คือตัวละครนำหญิงที่แตกต่างจากไซไฟร่วมสมัยทั้งหมด เธอไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่นักรบ ไม่ใช่ “ผู้ถูกเลือก” ที่มีพลังพิเศษ เธอคือเด็กสาวทำงานใช้แรงงานที่ถูกสังคมกำหนดบทบาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า: การเป็นคนใช้ การเป็นแม่ การเป็นวัตถุให้ผู้ชายแย่งชิง การเสียสละตัวเองเพื่อครอบครัว
แต่ในทุกครั้งที่จูปิเตอร์เจอทางแยก เธอเลือกที่จะทำตามความต้องการของตัวเองอย่างแน่วแน่ นี่คือการออกแบบตัวละครที่ตั้งใจของพี่น้องวาชาวสกี ที่ต้องการสร้างตัวละครนำหญิงแบบโดโรธีหรืออลิซในโลกไซไฟ ตัวละครที่ใช้สติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจในการแก้ปัญหา แทนที่จะใช้พลังทำลายล้างหรือความแข็งแกร่งทางร่างกาย
การวิเคราะห์ทุนนิยมก็เป็นอีกประเด็นที่หนังสอดแทรกเข้ามาอย่างถึงแก่น ระบบเศรษฐกิจของจักรวาลในเรื่องหมุนรอบ “เซรุ่มชีวิต” ที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งเปรียบได้กับการเปรียบเปรยถึงระบบทุนนิยมที่ดูดกลืนทรัพยากรจากโลกที่สามเพื่อหล่อเลี้ยงชนชั้นนำ มนุษย์โลกในเรื่องไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองคือ “พืชผล” ที่กำลังรอวันเก็บเกี่ยว นี่คือการวิพากษ์ทุนนิยมที่จัดจ้านและตรงไปตรงมาในคราบหนังป๊อปคอร์น
Jupiter Ascending ไม่ใช่หนังที่จะถูกจดจำในฐานะมาสเตอร์พีซ และก็ไม่ใช่หนังที่ควรถูกฝังกลบในฐานะขยะ มันคือผลงานของสองผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสร้างโลกที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในฮอลลีวูด ผู้ยัดเยียดทุกความคิดสร้างสรรค์ลงในหนังเรื่องเดียวจนรับไม่ไหว แต่นั่นก็คือเสน่ห์ของมันเช่นกัน ในยุคที่หนังบล็อกบัสเตอร์ส่วนใหญ่ถูกผลิตด้วยสูตรสำเร็จและความปลอดภัย Jupiter Ascending กลับเลือกที่จะ “บ้า” และ “กล้า” อย่างไม่มีการขอโทษใคร หากเทียบกับไซไฟสตรีมมิ่งที่หาได้บน Netflix หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้วยความจัดจ้านที่หาไม่ได้จากอัลกอริทึมคอนเทนต์สำเร็จรูป ดังนั้นถ้าใครกำลังหาหนังไซไฟที่แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ใน แนะนำหนัง ฝั่งไซไฟ หรือต้องการอ่าน รีวิวหนังฝรั่ง เพิ่มเติม เรื่องนี้อาจเป็นทางเลือกที่ควรค่าแก่การลองสักครั้งในชีวิต แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจจะ “ไม่เวิร์ก” ก็ตาม แต่อย่างน้อย มันก็จะเป็นการเดินทางในอวกาศที่ไม่มีวันลืม
- ชื่อเรื่อง: Jupiter Ascending
- ชื่อไทย: ศึกดวงดาวพิฆาตสะท้านจักรวาล
- ประเภท: ไซไฟ, แอ็กชัน, ผจญภัย
- วันที่ออกฉาย: 6 กุมภาพันธ์ 2558 (สหรัฐอเมริกา)
- นักแสดงนำ: แชนนิง เททัม (Channing Tatum), มิลา คูนิส (Mila Kunis), เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne), ฌอน บีน (Sean Bean), ดักลาส บูธ (Douglas Booth), ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน (Tuppence Middleton)
- ผู้กำกับ: เดอะ วาชาวสกี (The Wachowskis)
- ความยาว: 2 ชั่วโมง 7 นาที
- เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 27%
- เรตติ้ง Metacritic: 40/100
- ทุนสร้าง: 176-210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- รายได้ทั่วโลก: 184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไซไฟอวกาศที่ล้ำยุคเกินไปจนโลกลืม แต่หัวใจยังคงเต้นแรง
โครงเรื่อง - 6
การแสดง - 5.5
โปรดักชัน - 9.2
ความบันเทิง - 6.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6.5
6.8
Jupiter Ascending คือหนังไซไฟที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานระดับมหากาพย์จากสองพี่น้องวาชาวสกี งานภาพสวยตระการตาด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุโรปแทนการลอกแบบหนังไซไฟทั่วไป ดนตรีประกอบของไมเคิล จิอัคคิโนถูกบันทึกก่อนถ่ายทำและกลายเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง อย่างไรก็ตาม บทที่ยัดเยียดประเด็นจำนวนมากเกินไปและการแสดงที่เกินเบอร์ของนักแสดงบางคน ทำให้หนังกลายเป็นงานที่แบ่งผู้ชมออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน หากมองข้ามข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างได้ นี่คือประสบการณ์ไซไฟที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและหากลิ่นอายแบบนี้ในหนังร่วมสมัยได้ยาก








![[รีวิว-เรื่องย่อ] The Devil's Mouth (2026) หนังเอาชีวิตรอดในถ้ำมรณะ Prime Video](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/07/review-the-devils-mouth-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] The Truthers (2026) หนังดราม่าทริลเลอร์สเปน เมื่อทฤษฎีสมคบคิดกลืนกินครอบครัว](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/07/review-the-truthers-2026.webp)