รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] Jupiter Ascending (2015) หนังไซไฟที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ายุคจะรับได้

  • Jupiter Ascending เป็น หนังฝรั่ง แนวไซไฟที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาลกว่างบ 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทำรายได้เพียง 184 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวที่พูดถึงมากที่สุดแห่งทศวรรษ 2010
  • หัวใจของเรื่องไม่ใช่งานภาพหรือแอ็กชัน แต่อยู่ที่การเล่าถึงตัวละครหญิงที่ถูกสังคมกำหนดบทบาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเลือกที่จะกำหนดชะตาตัวเอง
  • จุดแข็งที่แท้จริงคือวิชวลและงานสร้างโลกที่อลังการ ควบคู่กับดนตรีประกอบจาก ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) ที่ถูกบันทึกเสียงก่อนการถ่ายทำด้วยซ้ำ
  • แม้คะแนนนักวิจารณ์บน Rotten Tomatoes จะอยู่ที่ 27% แต่มีกลุ่มผู้ชมที่หลงรักหนังเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้ชมหญิงที่มองว่ามันเป็นไซไฟที่ตอบโจทย์ความฝันแบบเด็กสาวได้อย่างลงตัว

กลางทศวรรษ 2010 เป็นช่วงเวลาที่สตูดิโอฮอลลีวูดทุ่มทุนสร้างหนังบล็อกบัสเตอร์ไซไฟจำนวนมหาศาล และหลายเรื่องก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า หนึ่งในนั้นคือ Jupiter Ascending ผลงานจากสองพี่น้อง เดอะ วาชาวสกี (The Wachowskis) ผู้เคยสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วย The Matrix มาก่อน การที่ผู้กำกับคู่นี้เลือกจะกลับมาพร้อมกับหนังไซไฟอวกาศต้นฉบับที่ไม่ใช่ภาคต่อหรือรีเมกอะไรเลย นับเป็นความทะเยอทะยานที่หาได้ยากในยุคที่แฟรนไชส์ครอบงำตลาด

แต่เส้นทางของ Jupiter Ascending กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเข้าฉายเดือนกุมภาพันธ์ 2015 หนังถูกนักวิจารณ์สับเละด้วยข้อหาหลักคือ “บทสับสน” และ “เว่อร์เกินเหตุ” รายได้จากการฉายในสหรัฐฯ หยุดอยู่ที่ 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น กลายเป็นข่าวใหญ่ในฐานะหนังที่อาจทำให้สตูดิโอขาดทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงกระนั้น หนึ่งทศวรรษผ่านไป หนังเรื่องนี้กลับมีฐานแฟนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มองว่ามันเป็นงานที่มีหัวใจและวิสัยทัศน์เกินกว่าที่คนดูในยุคนั้นจะยอมรับ

คำถามที่น่าสนใจกว่าการถกเถียงว่า Jupiter Ascending เป็นหนังดีหรือหนังแย่ คือการทำความเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “ไม่เวิร์ก” สำหรับคนหมู่มาก แต่กลับ “ใช่” สำหรับคนบางกลุ่ม นี่คือ รีวิวหนัง-ซีรีส์ ที่จะชำแหละทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน โดยไม่ยึดติดกับกระแสวิจารณ์แรกเริ่ม และไม่ปัดตกความทะเยอทะยานที่หาได้ยากของสองพี่น้องวาชาวสกี

Jupiter Ascending (2015) #1

จูปิเตอร์ โจนส์ (Jupiter Jones) รับบทโดย มิลา คูนิส (Mila Kunis) เป็นสาวทำความสะอาดผู้ใช้ชีวิตวนลูปอยู่ในชิคาโก เธอเกลียดชีวิตตัวเอง ตื่นเช้ามาล้างห้องน้ำคนรวย กลับบ้านไปนอน แล้วเริ่มใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งมนุษย์ต่างดาวบุกมาถึงบ้านเพื่อฆ่าเธอ และ เคน ไวส์ (Caine Wise) รับบทโดย แชนนิง เททัม (Channing Tatum) อดีตทหารพันธุกรรมดัดแปลงครึ่งมนุษย์ครึ่งสุนัข ก็ปรากฏตัวเพื่อช่วยชีวิตเธอไว้

สิ่งที่จูปิเตอร์ไม่เคยรู้มาก่อนคือเธอคือรัชทายาทผู้สืบสายเลือดของราชวงศ์อวกาศที่ทรงอำนาจที่สุดในจักรวาล ตระกูล อบราซัคซ์ (Abrasax) ซึ่งมีทายาทสามพี่น้อง ได้แก่ เบเลม (Balem) รับบทโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ผู้ควบคุมอาณาจักรธุรกิจที่ผลิต “เซรุ่มอมตะ” จากสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ คาลีค (Kalique) รับบทโดย ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน (Tuppence Middleton) ผู้มีแรงจูงใจซับซ้อนกว่าการแย่งชิงอำนาจแบบตรงไปตรงมา และ ไททัส (Titus) รับบทโดย ดักลาส บูธ (Douglas Booth) ผู้มีแผนจะแต่งงานกับจูปิเตอร์แล้วฆ่าเธอเพื่อครอบครองโลก

นี่คือโครงเรื่องที่เป็นส่วนผสมระหว่างซินเดอเรลลากับสเปซโอเปร่า ผสมการเสียดสีทุนนิยมและระบบชนชั้นในคราบหนังไซไฟ จูปิเตอร์ต้องเดินทางข้ามกาแล็กซีจากเด็กสาวไร้อนาคต สู่ตำแหน่งผู้ครองโลก พร้อมกับตั้งคำถามว่าเธอจะยอมรับบทบาทที่ถูกยัดเยียดให้ หรือจะเลือกทางเดินของตัวเอง

Jupiter Ascending (2015) #2

Jupiter Ascending ไม่ใช่หนังที่ถ่ายทำด้วยกรีนสกรีนทั้งเรื่องแบบที่หลายคนคิด ผู้กำกับเลือกใช้สตันต์แมนและโลเคชันจริงทุกครั้งที่ทำได้ ฉากต่อสู้กลางอากาศของแชนนิง เททัม ใช้เทคนิค “แพนโนแคม” (Panocam) กล้อง 6 ตัวติดเฮลิคอปเตอร์ที่ถ่ายภาพครอบคลุม 180 องศา ให้อิสระผู้กำกับในการเลือกมุมกล้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งต่อมาผู้กำกับหลายคนก็นำเทคนิคนี้ไปใช้ต่อ งานออกแบบโปรดักชันได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ กระจกยุคโมเดิร์น และศิลปะกอธิก แทนที่จะลอกแบบไซไฟเรื่องอื่น ๆ ผลลัพธ์คือภาพยนตร์ที่หนึ่งทศวรรษผ่านไปก็ยังดูเหมือนเพิ่งถ่ายเมื่อวาน

ดนตรีประกอบคืออีกหมัดเด็ดที่ถูกมองข้าม ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) บันทึกเสียงดนตรีทั้งเรื่องที่แอบบีย์โร้ดสตูดิโอ ก่อนที่การถ่ายทำจะเสร็จสิ้นด้วยซ้ำ วิธีการ “แต่งเพลงก่อนถ่ายหนัง” นี้เปิดอิสระให้เขาสร้างธีมที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความยาวของซีน ดนตรีจึงไม่ใช่แค่ตัวเสริมบรรยากาศ แต่เป็นตัวกำหนดจังหวะและอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง

เหนือกว่างานภาพและเสียงคือแก่นของหนังที่กล้าพูดเรื่องเพศสภาพในหนังไซไฟ จูปิเตอร์ โจนส์คือตัวละครนำหญิงที่แตกต่างจากฮีโรไซไฟทั่วไป เธอไม่ได้ต่อยเก่ง ไม่ได้ยิงแม่น ไม่ได้มีซิกซ์แพ็ก เธอคือผู้หญิงธรรมดาที่ถูกสังคมพยายามยัดเยียดบทบาทให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ผู้เสียสละ หรือวัตถุทางเพศ แต่ในทุกจุดเปลี่ยนของเรื่อง เธอเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นคาดหวัง นี่คือความตั้งใจของพี่น้องวาชาวสกีที่อยากสร้าง “โดโรธี” หรือ “อลิซ” ในโลกไซไฟ ตัวละครหญิงที่ใช้สติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจในการรับมือกับวิกฤต แทนที่จะเป็น “อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ใส่นม” ตามที่มีผู้วิจารณ์ตั้งข้อสังเกต

Jupiter Ascending (2015) #3

ถ้าวิชวลคือจุดแข็งสูงสุดของหนังเรื่องนี้ บทภาพยนตร์ก็น่าจะเป็นรองเท้าที่กัดเท้าจนเดินไม่ถึงเส้นชัย วาชาวสกียัดแนวคิดจำนวนมหาศาลลงในหนัง 127 นาที ตั้งแต่ลำดับวงศ์ตระกูลอวกาศ ระบบเศรษฐกิจที่ผลิตเซรุ่มอมตะ การเสียดสีทุนนิยม ตำนานการสร้างโลก การเมืองระหว่างดวงดาว ไปจนถึงเส้นเรื่องรักระหว่างจูปิเตอร์กับเคน ทั้งหมดนี้ถูกเล่าด้วยโครงสร้างที่เป็นเส้นตรงสุด ๆ เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น คนดูคงหลงทางหนักกว่านี้

แต่การที่หนังพยายาม “เวิลด์บิลดิ้ง” หนักขนาดนี้ก็ทำให้มันรู้สึกเหมือนตอนแรกของไตรภาคที่ไม่มีวันได้สร้างต่อ ตัวละครหลายตัวทำหน้าที่แค่ส่งผ่านข้อมูล ไม่ได้มีพัฒนาการเป็นของตัวเอง และประเด็นทางสังคมที่หนังอยากพูดถึง ก็ถูกกลบด้วยเสียงระเบิดและแอ็กชันโชว์วิชวลจนเกือบไม่ได้ยิน

“Jupiter Ascending มันบ้า มันยุ่ง มันไม่มีใครเข้าใจ มันมีบทสนทนาที่น่าอายระดับที่จอร์จ ลูคัสยังต้องเขวี้ยงทิ้ง แต่ผมคงโกหกถ้าบอกว่าผมไม่สนุกกับมัน” มาร์ก เคอร์โมด (Mark Kermode) นักวิจารณ์หนังชาวอังกฤษ

เอ็ดดี้ เรดเมย์น ผู้คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปีเดียวกันจาก The Theory of Everything กลับได้รับคำวิจารณ์อย่างหนักสำหรับบทเบเลม อบราซัคซ์ เขาแสดงเกินเบอร์ด้วยการกระซิบเสียงแหบแบบเบน (Bane) สลับกับการกรีดร้องที่ทำเอาหลายคนหลุดขำ แม้แต่เจ้าตัวก็ยอมรับภายหลังในการสัมภาษณ์กับ GQ ว่ามันคือ “การแสดงที่แย่ในทุกมิติ” และเขายังได้รับรางวัลราซซี (Razzie) สาขานักแสดงสมทบชายยอดแย่จากบทนี้

Jupiter Ascending (2015) #4

โครงสร้างหนังถูกออกแบบให้เป็นเส้นตรงอย่างจงใจ เนื่องจากหนังต้องอธิบายจักรวาลที่ซับซ้อนให้คนดูเข้าใจไปพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนพล็อต ฉากไล่ล่า 8 นาทีรหัส “Fifty-Two Part” ในตัวเมืองชิคาโกใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 6 เดือน เป็นซีนที่รวมทุกอย่างที่หนังเรื่องนี้เป็นไว้ในที่เดียว: เร็ว บ้าพลัง ภาพสวย และเล่าเรื่องไม่ค่อยรู้เรื่อง

จังหวะโดยรวมของหนังไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความบันเทิงแบบหนังป๊อปคอร์นทั่วไป แต่มันเลือกที่จะหยุดเพื่อให้ตัวละครหายใจและให้คนดูซึมซับโลกของเรื่อง ซึ่งการตัดสินใจแบบนี้คือดาบสองคม สำหรับคนที่พร้อมจะดำดิ่งไปกับมัน นี่คือประสบการณ์ที่น่าหลงใหล แต่สำหรับคนที่คาดหวังหนังแอ็กชันไซไฟแบบตรงไปตรงมา นี่คือความเนิบนาบที่ทำให้หนังรู้สึกยาวกว่าความเป็นจริง

ทุกองค์ประกอบของงานสร้างใน Jupiter Ascending มาจากทีมงานระดับท็อปที่ร่วมงานกับวาชาวสกีมาตั้งแต่ยุค The Matrix จอห์น โทล (John Toll) ผู้กำกับภาพจาก Cloud Atlas และ Iron Man 3 ถ่ายทำด้วยกล้อง Arri Alexa แบบดิจิทัลทั้งเรื่องเป็นครั้งที่สองในชีวิต เพื่อรองรับงานเอฟเฟกต์กว่า 2,000 ช็อตที่ต้องทำในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ ซึ่งจำนวนเอฟเฟกต์ที่มากเกินไปนี้เองที่เป็นเหตุให้หนังต้องเลื่อนวันฉายจากกรกฎาคม 2014 ไปเป็นกุมภาพันธ์ 2015 และทำให้ทุนสร้างพองจาก 130 ล้าน เป็นกว่า 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดนตรีของจิอัคคิโนคืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนความทะเยอทะยานของโปรเจกต์นี้ เมื่อเพลงถูกบันทึกเสียงก่อนการถ่ายทำเสร็จ ผู้กำกับสามารถใช้ดนตรีเป็นตัวนำทางอารมณ์ของฉากได้ แทนที่จะให้ดนตรีวิ่งตามภาพ เหมือนกับการเต้นที่ดนตรีเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม ดนตรีใน Jupiter Ascending จึงมีพลังและตัวตนที่หนักแน่น ถึงขั้นที่นักออกแบบท่าเต้นคนหนึ่งนำไปใช้สร้างบัลเลต์ชื่อ “A Dark and Lonely Space” ให้กับ Pacific Northwest Ballet ในปี 2018

Jupiter Ascending (2015) #5

Jupiter Ascending ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วรู้สึกกลาง ๆ มันคือหนังที่จะทำให้คนดูรักหรือเกลียดไปเลย สำหรับแฟน ไซไฟอวกาศ ที่คิดถึงยุคที่ฮอลลีวูดกล้าทุ่มเงินสร้างจักรวาลใหม่โดยไม่อิงแฟรนไชส์ นี่คือหนึ่งในผลงานไม่กี่เรื่องที่ควรค่าแก่การลองเปิดใจ งานภาพ งานสร้างโลก และดนตรีประกอบคือเหตุผลเพียงพอที่จะหยิบมันขึ้นมาดูสักครั้ง

สำหรับผู้ชมที่กำลังมองหาหนังไซไฟสนุก ๆ ไว้ตัดสินใจ ดูอะไรดี ในวันหยุด Jupiter Ascending อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจหากชอบงานภาพสวยและพร้อมรับความ “โอเวอร์” ของนักแสดงบางคน แต่ถ้าต้องการหนังไซไฟที่บทแน่นและกระชับ ควรข้ามไปหาเรื่องอื่นจะดีกว่า

การผลิต Jupiter Ascending เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่เกินตัว ทีมงานใช้สตันต์จริงแทน CGI ทุกครั้งที่เป็นไปได้ สร้างเทคนิคถ่ายทำใหม่เอี่ยมอย่าง Panocam เพื่อให้ฉากแอ็กชันกลางอากาศของแชนนิง เททัมดูสมจริงที่สุด งานออกแบบวิชวลไม่ได้รับอิทธิพลจากหนังไซไฟเรื่องอื่น แต่อ้างอิงสถาปัตยกรรมยุโรปทั้งเรอเนซองส์ โมเดิร์น และกอธิก ผลลัพธ์คือโลกที่ดูมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และยังคงดูดีแม้ผ่านไปกว่าทศวรรษ

ดนตรีประกอบโดย ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) ถูกบันทึกเสียงที่ Abbey Road Studios ในลอนดอนก่อนที่การถ่ายทำจะแล้วเสร็จ เป็นการทำงานแบบ “แต่งเพลงก่อนถ่ายหนัง” ที่เปิดอิสระให้คีตกวีสร้างธีมดนตรีโดยไม่ถูกจำกัดด้วยความยาวของซีน ดนตรีจึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบ แต่เป็นกระดูกสันหลังทางอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง

การแสดงใน Jupiter Ascending แบ่งผู้ชมออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน มิลา คูนิส (Mila Kunis) ในบทจูปิเตอร์ โจนส์ถ่ายทอดความสับสนของสาวธรรมดาที่ถูกโยนเข้าสู่โลกที่ใหญ่เกินจินตนาการได้อย่างเป็นธรรมชาติ และนี่คือบทบาทที่แตกต่างจากงานตลกที่เธอคุ้นเคย แชนนิง เททัม ในบทเคน ไวส์ต้องสวมอุปกรณ์ดัดแปลงขากรรไกรตลอดการถ่ายทำ ทำให้พูดได้ยากขึ้น แต่เขากลับสร้างคาแรกเตอร์ที่ดูซื่อ เท่ และอบอุ่นไปพร้อมกัน

ในทางตรงกันข้าม เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ผู้เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์จาก The Theory of Everything ในปีเดียวกัน กลับเลือกที่จะแสดงแบบจัดเต็มเกินเหตุในบทเบเลม อบราซัคซ์ ด้วยเสียงกระซิบแผ่วสลับกรีดร้องแหลมที่นักวิจารณ์หลายสำนักเรียกว่า “แคมป์” และ “ไม่น่ากลัวแม้แต่น้อย” จนเขาคว้ารางวัลราซซี (Golden Raspberry) สาขานักแสดงสมทบชายยอดแย่มาครอง ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับในภายหลังว่า “มันคือการแสดงที่แย่ในทุกมิติ”

Jupiter Ascending (2015) #6

ภายใต้เปลือกนอกที่เป็นหนังไซไฟแอ็กชันฟอร์มยักษ์ Jupiter Ascending ซ่อนหัวใจที่เป็นเฟมินิสต์ไว้อย่างแนบเนียน จูปิเตอร์ โจนส์คือตัวละครนำหญิงที่แตกต่างจากไซไฟร่วมสมัยทั้งหมด เธอไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่นักรบ ไม่ใช่ “ผู้ถูกเลือก” ที่มีพลังพิเศษ เธอคือเด็กสาวทำงานใช้แรงงานที่ถูกสังคมกำหนดบทบาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า: การเป็นคนใช้ การเป็นแม่ การเป็นวัตถุให้ผู้ชายแย่งชิง การเสียสละตัวเองเพื่อครอบครัว

แต่ในทุกครั้งที่จูปิเตอร์เจอทางแยก เธอเลือกที่จะทำตามความต้องการของตัวเองอย่างแน่วแน่ นี่คือการออกแบบตัวละครที่ตั้งใจของพี่น้องวาชาวสกี ที่ต้องการสร้างตัวละครนำหญิงแบบโดโรธีหรืออลิซในโลกไซไฟ ตัวละครที่ใช้สติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจในการแก้ปัญหา แทนที่จะใช้พลังทำลายล้างหรือความแข็งแกร่งทางร่างกาย

การวิเคราะห์ทุนนิยมก็เป็นอีกประเด็นที่หนังสอดแทรกเข้ามาอย่างถึงแก่น ระบบเศรษฐกิจของจักรวาลในเรื่องหมุนรอบ “เซรุ่มชีวิต” ที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งเปรียบได้กับการเปรียบเปรยถึงระบบทุนนิยมที่ดูดกลืนทรัพยากรจากโลกที่สามเพื่อหล่อเลี้ยงชนชั้นนำ มนุษย์โลกในเรื่องไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองคือ “พืชผล” ที่กำลังรอวันเก็บเกี่ยว นี่คือการวิพากษ์ทุนนิยมที่จัดจ้านและตรงไปตรงมาในคราบหนังป๊อปคอร์น

Jupiter Ascending ไม่ใช่หนังที่จะถูกจดจำในฐานะมาสเตอร์พีซ และก็ไม่ใช่หนังที่ควรถูกฝังกลบในฐานะขยะ มันคือผลงานของสองผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสร้างโลกที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในฮอลลีวูด ผู้ยัดเยียดทุกความคิดสร้างสรรค์ลงในหนังเรื่องเดียวจนรับไม่ไหว แต่นั่นก็คือเสน่ห์ของมันเช่นกัน ในยุคที่หนังบล็อกบัสเตอร์ส่วนใหญ่ถูกผลิตด้วยสูตรสำเร็จและความปลอดภัย Jupiter Ascending กลับเลือกที่จะ “บ้า” และ “กล้า” อย่างไม่มีการขอโทษใคร หากเทียบกับไซไฟสตรีมมิ่งที่หาได้บน Netflix หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้วยความจัดจ้านที่หาไม่ได้จากอัลกอริทึมคอนเทนต์สำเร็จรูป ดังนั้นถ้าใครกำลังหาหนังไซไฟที่แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ใน แนะนำหนัง ฝั่งไซไฟ หรือต้องการอ่าน รีวิวหนังฝรั่ง เพิ่มเติม เรื่องนี้อาจเป็นทางเลือกที่ควรค่าแก่การลองสักครั้งในชีวิต แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจจะ “ไม่เวิร์ก” ก็ตาม แต่อย่างน้อย มันก็จะเป็นการเดินทางในอวกาศที่ไม่มีวันลืม

  • ชื่อเรื่อง: Jupiter Ascending
  • ชื่อไทย: ศึกดวงดาวพิฆาตสะท้านจักรวาล
  • ประเภท: ไซไฟ, แอ็กชัน, ผจญภัย
  • วันที่ออกฉาย: 6 กุมภาพันธ์ 2558 (สหรัฐอเมริกา)
  • นักแสดงนำ: แชนนิง เททัม (Channing Tatum), มิลา คูนิส (Mila Kunis), เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne), ฌอน บีน (Sean Bean), ดักลาส บูธ (Douglas Booth), ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน (Tuppence Middleton)
  • ผู้กำกับ: เดอะ วาชาวสกี (The Wachowskis)
  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 7 นาที
  • เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 27%
  • เรตติ้ง Metacritic: 40/100
  • ทุนสร้าง: 176-210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • รายได้ทั่วโลก: 184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไซไฟอวกาศที่ล้ำยุคเกินไปจนโลกลืม แต่หัวใจยังคงเต้นแรง

โครงเรื่อง - 6
การแสดง - 5.5
โปรดักชัน - 9.2
ความบันเทิง - 6.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6.5

6.8

Jupiter Ascending คือหนังไซไฟที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานระดับมหากาพย์จากสองพี่น้องวาชาวสกี งานภาพสวยตระการตาด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุโรปแทนการลอกแบบหนังไซไฟทั่วไป ดนตรีประกอบของไมเคิล จิอัคคิโนถูกบันทึกก่อนถ่ายทำและกลายเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง อย่างไรก็ตาม บทที่ยัดเยียดประเด็นจำนวนมากเกินไปและการแสดงที่เกินเบอร์ของนักแสดงบางคน ทำให้หนังกลายเป็นงานที่แบ่งผู้ชมออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน หากมองข้ามข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างได้ นี่คือประสบการณ์ไซไฟที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและหากลิ่นอายแบบนี้ในหนังร่วมสมัยได้ยาก

User Rating: Be the first one !
Released
2015-02-04
Runtime
113 min
Status
Released
Movie นิยายวิทยาศาสตร์ จินตนาการ บู๊ Released
IMDb Rating 5.3 /10
Metascore 40 /100
Tomatometer 28 %

เรื่องราวในยุคที่มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ด้อยที่สุดในวงจรวิวัฒนาการของจักรวาล “จูปิเตอร์ โจนส์ (Mila Kunis)” หญิงสาวผู้เกิดมาภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่สวยงาม และมีลางพยากรณ์บางอย่างบ่งบอกว่าเธอ คือ ผู้ถูกลิขิตให้เพื่อทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ แต่แล้วเมื่อเติบโตขึ้นมา เธอกลับพบว่าตนเองเป็นได้เพียงหญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง ซึ่งแม้เธอจะฝันอยากจะเป็นดาราที่มีชื่อเสียง แต่ชีวิตที่เติบโตขึ้นมาก็ทำให้เธอเป็นได้เพียงพนักกงานล้างห้องน้ำคนหนึ่งเท่านั้น

Stream on


นักแสดงนำ

แชนนิง เททัม แชนนิง เททัม Caine Wise
Mila Kunis Mila Kunis Jupiter Jones
Sean Bean Sean Bean Stinger Apini
เอดดี เรดเมน เอดดี เรดเมน Balem Abrasax
Douglas Booth Douglas Booth Titus Abrasax
Tuppence Middleton Tuppence Middleton Kalique Abrasax
Nikki Amuka-Bird Nikki Amuka-Bird Diomika Tsing
Christina Cole Christina Cole Gemma Chatterjee

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button