
- Outer Banks ซีซั่น 5 คือซีซั่นสุดท้ายที่เดินเรื่องต่อจากความตายของเจเจ (JJ) ในตอนจบซีซั่น 4
- แกนหลักของเรื่องคือความเศร้าโศก การล้างแค้น และการตามหา Blue Crown มงกุฎในตำนานที่เคียราหวังว่าจะทำให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม
- จุดแข็งอยู่ที่การแสดงของทีมนักแสดงและเคมีของเหล่า Pogues ส่วนจุดอ่อนอยู่ที่พล็อตที่เติมองค์ประกอบเยอะเกินควร
- ตอนจบเลือกปิดบทด้วยการให้ตัวละครได้หยุดวิ่ง หยุดไล่ล่าขุมทรัพย์ แล้วหันมาสนใจความสัมพันธ์ของกันและกัน
ซีรีส์ที่ไล่ล่าขุมทรัพย์มาตลอดห้าฤดูกาลจะปิดฉากลงได้อย่างไร เมื่อหนึ่งในทีมตายไปแล้ว และคำตอบสุดท้ายของเรื่องไม่ได้ซ่อนอยู่ในแผนที่ทองคำอีกต่อไป แต่ซ่อนอยู่ในคำถามที่ว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้หรือไม่หลังผ่านความสูญเสียที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต นี่คือโจทย์ที่ Outer Banks ซีซั่น 5 ฤดูกาลสุดท้ายของเรื่องต้องตอบให้ได้
ตามข้อมูล ซีซั่นนี้เดินเรื่องต่อจากตอนจบซีซั่น 4 ที่ เจเจ (JJ) เสียชีวิต เหล่า Pogues ที่เหลือ ทั้งจอห์น บี, ซาราห์, เคียรา, โป๊ป, คลีโอ และราฟ ถูกดึงเข้าไปในภารกิจล่าสมบัติข้ามประเทศครั้งสุดท้าย นั่นคือการตามหา Blue Crown มงกุฎสีน้ำเงินในตำนานที่ซุกซ่อนพลังเหนือธรรมชาติ เชื่อมโยงกับความหวังสุดโต่งที่ว่า ความตายอาจย้อนกลับได้ ซีซั่นนี้ฉายบน Netflix ในฐานะบทสรุปของเรื่องราวห้าส่วน
จากประสบการณ์การดู ซีซั่นนี้ทำงานได้ดีที่สุดตอนที่มันเลิกพยายามทำให้ทุกอย่างใหญ่โต แล้วหันมาโฟกัสที่ความรู้สึกของตัวละครแทน โลกของเรื่องเดินทางจากแนวล่าขุมทรัพย์ที่เคยสมจริงในตอนแรก มาถึงจุดที่เต็มไปด้วยตำนานการฟื้นคืนชีพจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่เพราะทีมเขียนบทใช้ความเชื่อเหล่านั้นเป็นเครื่องมือพูดถึงความเศร้า ซีซั่นสุดท้ายจึงมีน้ำหนักเกินกว่าที่เรื่องย่อจะสื่อออกมา

ความตายของเจเจเปลี่ยนโทนของซีรีส์ทันที จากเรื่องของการวิ่งตามทองคำ ซีซั่น 5 กลายเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปอย่างไรหลังสูญเสียคนสำคัญ ครั้งแรกในหลายซีซั่นที่ตัวละครมีเหตุผลให้ต้องก้าวต่อไป ไม่ใช่เพียงเพราะมีสมบัติรออยู่ข้างหน้า ตรงนี้เองที่ทำให้ ซีรีส์ฝรั่ง แนวผจญภัยวัยรุ่นเรื่องนี้ต่างจากการล่าขุมทรัพย์เรื่องอื่น ๆ ตรงที่มันยอมให้ความเจ็บปวดเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ไม่ใช่ความโลภ
เคียรากลายเป็นตัวละครที่แบกอารมณ์ของซีซั่นไว้มากที่สุด ความมุ่งมั่นของเธอที่จะตามหา Blue Crown ไม่ได้มาจากความอยากได้ของมีค่า แต่มาจากความหวังอันสุดโต่งว่า หากสิ่งประดิษฐ์นี้มีพลังจริง เธออาจได้เจเจกลับมา เมดิสัน เบลีย์ (Madison Bailey) ได้บทที่เปิดโอกาสให้เธอแสดงความเปราะบางและความดื้อรั้นปนกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ทำได้ดีที่สุดของซีซั่น
Blue Crown กลายเป็นแกนกลางของภารกิจสุดท้าย ซีรีส์ค่อย ๆ ไต่ระดับความเป็นแฟนตาซีขึ้นทีละซีซั่น และซีซั่น 5 ก็เลือกโอบรับจุดนั้นเต็มตัว ที่สำคัญ พลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อความตื่นเต้นล้วน ๆ แต่ถูกใช้เพื่อพูดถึงความเศร้าและความไม่ยอมรับความจริง ซึ่งไปไกลกว่าการเป็นเพียงของวิเศษอีกชิ้นในคอลเลกชัน
ธีมครอบครัวที่เลือกเองยังเป็นหัวใจของเรื่องต่อเนื่องมาถึงซีซั่นสุดท้าย เพื่อนที่กลายเป็นครอบครัวแบบนี้เป็นสูตรที่โดนใจผู้ชมทั่วโลก ทั้งซีรีส์เกาหลีหรืออนิเมะหลายเรื่องก็เคยถ่ายทอดจนประสบความสำเร็จมาแล้ว และ Outer Banks ก็มีเสน่ห์ตรงที่มันไม่เคยเมินความอบอุ่นข้อนี้ แม้เรื่องจะเดินทางไกลแค่ไหน

ข้อเสียหลักของซีซั่น 5 คือเรื่องความพอดี ซีซั่นนี้ขยับสเกลการเล่าเรื่องขึ้นทั้งจำนวนสถานที่และความซับซ้อนของตำนาน จนบางช่วงรู้สึกเหมือนทีมเขียนบทถามกันเองว่า จะเพิ่มอะไรเข้าไปอีกสักอย่างดี แล้วก็เพิ่มจริง ๆ ผลลัพธ์คือช่วงที่เนื้อเรื่องหนาแน่นเกินไป บดบังเคมีอารมณ์เรียบง่ายที่เคยทำให้ซีซั่นแรก ๆ ติดหู
ตัวละครโตขึ้น แต่พฤติกรรมยังวนเวียนอยู่กับความหุนหันพลันแล่นแบบวัยรุ่นตอนต้นเรื่อง ส่วนหนึ่งทำให้หงุดหงิด แต่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องยังสนุก ซีรีส์เรื่องนี้ไม่เคยตั้งใจจะเป็นดราม่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่จริงจัง มันต้องการเป็นเรื่องผจญภัยที่ตัวละครวิ่งอยู่ในโลเคชันสวยงาม เพื่อตามหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเถียงกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทาง และในจุดนั้นมันยังทำได้ดี
ขุมทรัพย์ที่แท้จริงของ Outer Banks ไม่เคยเป็นทองคำหรือมงกุฎในตำนาน แต่เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนยอมหยุดวิ่ง แล้วหันมามองหน้ากันว่า หลังจากนี้จะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างไร
เชส โทกส์ (Chase Stokes) ยังเป็นศูนย์กลางที่แข็งแรงของทีมในบทจอห์น บี ส่วน เมดลิน ไคลน์ (Madelyn Cline) ให้ซาราห์มีอารมณ์ร่วมที่ทำให้ตัวละครไม่จมหายไปใต้พล็อตที่บ้าบิ่น โจนาธาน เดวิส (Jonathan Daviss), คาร์ลาเซีย แกรนต์ (Carlacia Grant) และเมดิสัน เบลีย์ ยังรักษาความเป็นเพื่อนที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่แข็งแกร่งที่สุดของซีรีส์มาโดยตลอด

โปรดักชันของซีซั่นสุดท้ายขยับสเกลการถ่ายทำขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับ หนังฝรั่ง แอ็กชันฟอร์มยักษ์ ภารกิจครั้งนี้พาตัวละครออกไปนอกเกาะเอาต์เตอร์แบงก์ส ทะลุไปหลายประเทศ ฉากไล่ล่าและปริศนายังคงทำหน้าที่ให้ความบันเทิงได้ตรงสเปก แต่ความใหญ่โตของโปรดักชันบางครั้งก็กลบความละเอียดอ่อนของบทลง เหมือนเลือกความยิ่งใหญ่ก่อนความเข้มข้น
ซีซั่น 5 ไม่ใช่ซีซั่นที่มีระเบียบที่สุดของเรื่อง แต่เป็นซีซั่นที่รู้ตัวดีว่าต้องจบอย่างไร ใครที่ตามดูมาถึงซีซั่น 4 แล้วพลาดซีซั่นนี้ เท่ากับพลาดบทสรุปของทุกปมที่สั่งสมมา และสำหรับคนที่ยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ควรเริ่มจากซีซั่นแรกก่อน เพราะซีซั่นสุดท้ายอาศัยความผูกพันกับตัวละครที่สั่งสมมาห้าปีเป็นฐานอารมณ์ทั้งหมด
โดยสรุป Outer Banks ซีซั่น 5 คือบทส่งท้ายที่เข้าใจตัวเองดีเกินคาด แม้ตำนานจะพัวพันและพล็อตจะยัดเยียดเกินควร แต่เพราะซีรีส์เลือกปิดฉากด้วยการให้ตัวละครได้หยุดไล่ล่า แล้วหันมาประคองความสัมพันธ์ของกันและกัน ซีซั่นสุดท้ายจึงจบลงอย่างอบอุ่นและสมเหตุสมผล เหมาะกับแฟนที่ติดตามมาตั้งแต่ซีซั่นแรก และคนที่ชอบซีรีส์แนวผจญภัยมิตรภาพ แต่ไม่เหมาะกับคนที่คาดหวังความสมเหตุสมผล หรือผู้ชมที่ยังไม่เคยดูซีซั่นก่อนหน้า เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละคร ซีซั่นนี้อาจดูยืดเยื้อเกินจำเป็น หลังจบเรื่องนี้ ใครที่กำลังมองหาว่าจะดูเรื่องไหนต่อ ซีรีส์ฝรั่งที่ต้องดูให้ได้ก่อนตายของ NaniTalk น่าจะเป็นไกด์เริ่มต้นที่ดี และถ้าชื่นชอบบทสรุปของเรื่องนี้ ก็ลองแชร์บทความให้เพื่อนที่ติดตามเรื่องเดียวกัน หรือคอมเมนต์ความรู้สึกที่มีต่อตอนจบใต้โพสต์ได้เต็มที่
- ชื่อเรื่อง: Outer Banks
- ประเภท: แอ็กชัน, ผจญภัย, ดราม่า, ระทึกขวัญ, สืบสวน
- ซีซั่น: 5 (ซีซั่นสุดท้าย)
- วันที่เริ่มฉายซีซั่นแรก: 15 เมษายน 2020
- ผู้สร้าง: จอช เพต (Josh Pate), โจนัส เพต (Jonas Pate), แชนนอน เบิร์ก (Shannon Burke)
- นักแสดงนำ: เชส โทกส์ (Chase Stokes), เมดลิน ไคลน์ (Madelyn Cline), เมดิสัน เบลีย์ (Madison Bailey), โจนาธาน เดวิส (Jonathan Daviss), คาร์ลาเซีย แกรนต์ (Carlacia Grant)
- ช่องทางการรับชมในประเทศไทย: Netflix
ซีซั่นปิดตำนานที่ใช้ความสูญเสียของเจเจสร้างน้ำหนักให้บทสรุป
โครงเรื่อง - 7.6
การแสดง - 8.4
โปรดักชัน - 8
ความบันเทิง - 7.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7.7
7.9
Outer Banks ซีซั่น 5 เป็นบทส่งท้ายของเรื่องราวที่ไล่ล่าขุมทรัพย์มาห้าปี โดยใช้ความตายของเจเจเป็นแรงขับเคลื่อนให้เหล่า Pogues ออกตามหา Blue Crown ข้ามประเทศครั้งสุดท้าย จุดแข็งของซีซั่นอยู่ที่การแสดงของเมดิสัน เบลีย์และเคมีของทีมนักแสดง ส่วนจุดอ่อนคือพล็อตที่ยัดเยียดองค์ประกอบเยอะเกินควร กระนั้น ตอนจบที่เลือกปิดด้วยการให้ตัวละครได้หยุดวิ่ง และหันมาสนใจความสัมพันธ์ของกันและกัน ก็ทำให้ซีซั่นสุดท้ายนี้มีน้ำหนักและคุ้มค่ากับการรอคอยของแฟนซีรีส์








