รีวิวหนัง-ซีรีส์

[รีวิว-เรื่องย่อ] เจาะชีวิตกอร์ดอน แรมซีย์ | Being Gordon Ramsay (2026)

  • Being Gordon Ramsay เป็นสารคดี 6 ตอนที่เจาะลึกโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของกอร์ดอนในการเปิดร้านอาหารหลายสาขาพร้อมกันที่ 22 Bishopsgate กรุงลอนดอน
  • สารคดีนำเสนอภาพกอร์ดอนในฐานะนักกลยุทธ์และหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่แค่เชฟอารมณ์ร้อนอย่างที่เห็นในรายการแข่งขัน
  • จุดอ่อนของซีรีส์อยู่ที่ช่วงกลางที่เนื้อหาเริ่มวนซ้ำ และขาดความกล้าในการเจาะเรื่องขัดแย้งจริงๆ
  • Tana Ramsay และลูกๆ โดยเฉพาะ Tilly และ Holly ช่วยเพิ่มมิติส่วนตัวให้สารคดีดูมีอุณหภูมิมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ใครที่รู้จัก กอร์ดอน แรมซีย์ ในแบบที่กรีดร้องใส่คนในครัว บอกว่าอาหารแย่เหมือนสิ่งปฏิกูล หรือทำเด็กฝึกงานน้ำตาไหลในรายการแข่งขัน อาจจะอยากรู้ว่าชีวิตจริงของเขาเป็นยังไง สารคดี Being Gordon Ramsay (2026) บน Netflix ตอบคำถามนั้นแบบครึ่งๆ มันพาเราเข้าไปใกล้ตัวกอร์ดอนมากกว่าที่รายการอื่นเคยทำ แต่ก็ยังไม่ใกล้พอที่จะเรียกว่า “เปิดเปลือย” ทั้ง 6 ตอนนำเสนอชายคนนี้ในมุมที่งดงามแต่ระมัดระวัง เหมือนเชฟที่รู้ว่าควรจะซ่อนตรงไหนก่อนเสิร์ฟ

Being Gordon Ramsay (2026) คือ สารคดีชีวิตจริง 6 ตอนที่ติดตามกอร์ดอน แรมซีย์ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่เขาวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการเปิดร้านอาหารหลายสาขาพร้อมกันภายในอาคาร 22 Bishopsgate หนึ่งในตึกที่โดดเด่นที่สุดของลอนดอน เรื่องนี้ดูได้บน Netflix เหมาะสำหรับคนที่ชอบสารคดีเชฟและสารคดีธุรกิจที่ผสมกันในเรื่องเดียว ใครที่เคยดู สารคดีคนดังจาก Netflix อย่าง Sean Combs: The Reckoning จะรู้ว่า Netflix ชอบทำสารคดีคนดังแนวเจาะชีวิตแบบนี้ แต่ Being Gordon Ramsay ออกไปทางเบาและนุ่มนวลกว่ามาก

หัวใจของสารคดีทั้งหมดอยู่ที่โปรเจกต์เปิดร้านอาหารในตึก 22 Bishopsgate ซึ่งไม่ใช่แค่การเปิดร้านธรรมดา แต่เป็นการเปิดพร้อมกันหลายสาขาภายในอาคารเดียว ดูวิดีโอประชุมวางแผน ทัวร์เข้าพื้นที่ก่อสร้าง ทดสอบเมนู และฟังกอร์ดอนพูดตรงๆ ว่าเขากังวลเรื่องชื่อเสียงและความเสี่ยงทางการเงินมากแค่ไหน มีความตึงเครียดแบบ ควบคุมได้ ที่วิ่งอยู่ตลอดทั้งซีซัน แต่ไม่ค่อยระเบิดออกมาเป็นดราม่าแบบที่แฟนๆ คาดหวัง สารคดีจงใจเฟรมกอร์ดอนให้เป็นนักกลยุทธ์ที่บริหารแบรนด์มากกว่าจะเป็นเชฟผู้สร้างสรรค์ ซึ่งมันน่าสนใจในแบบของมันเอง

Being Gordon Ramsay (2026) #1

สิ่งที่ทำให้หลายคนแปลกใจมากที่สุดน่าจะเป็นปริมาณเวลาที่กล้องใช้ไปกับ ครอบครัวของกอร์ดอน โดยเฉพาะ Tana Ramsay ภรรยาที่ปรากฏตัวบ่อยมาก และนำเสนอมุมมองที่จริงใจ บางทีก็แซวกอร์ดอนเรื่องความพยายามทุ่มเทแบบไม่มีวันหยุด ลูกๆ อย่าง Tilly และ Holly ก็ปรากฏตัวหลายครั้งและให้ภาพที่แตกต่างจากกอร์ดอนในโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง รวมถึงช่วงที่กอร์ดอนเล่าถึง วัยเด็กที่ยากจนและไม่มั่นคง ซึ่งให้บริบทว่าทำไมเขาถึงกดดันตัวเองและคนรอบข้างขนาดนี้ ฉากเหล่านี้ไม่ได้ดูเว่อร์หรือบีบน้ำตา แต่รู้สึกเหมือนความพยายามจะอธิบายว่ากอร์ดอนเป็นใครนอกจากแบรนด์

ในด้านภาพ Being Gordon Ramsay เลือกสไตล์สารคดียุคใหม่ที่สะอาดตาและเรียบร้อย มุมกว้างของ ขอบฟ้าลอนดอน และโครงสร้างกระจกของ 22 Bishopsgate ให้ feel แบบบริษัทระดับโลก ส่วนฟุตเทจมือถือที่ถ่ายที่บ้านก็ให้บรรยากาศที่ตัดกันแบบชัดเจน งานตัดต่อไหลลื่นและดูง่าย ไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่าจับจ้องหรือซีเรียสเกินไป มีฉากหนึ่งที่โดดเด่นมากคือตอนที่กล้องหยุดอยู่นิ่งๆ กับความโกลาหลของครัวที่ก่อสร้างยังไม่เสร็จ หรือมื้อค่ำเงียบๆ ของครอบครัว แทนที่จะรีบตัดไปยังซีนดราม่าถัดไป มันปล่อยให้คนดูรู้สึก น้ำหนักของเรื่องราว ด้วยตัวเอง

กอร์ดอนในสารคดีนี้สลับไปมาระหว่างความเป็น ผู้บริหารมั่นใจ และ ผู้ก่อตั้งที่วิตกกังวล และการเปลี่ยนขั้วนั้นเองที่ทำให้สารคดีมีพื้นผิวทางอารมณ์ มีฉากที่เขาแกล้งลูกหรือถามเงียบๆ ว่าโปรเจกต์นี้มันคุ้มกับความเหนื่อยหรือเปล่า และมันดูจริงเพราะไม่ได้ถูก stage เอาไว้ นักแสดงสมทบในแง่นี้ ทั้งเชฟ นักลงทุน และสมาชิกครอบครัว ต่างช่วยให้ภาพรวมไม่เน้นแค่กอร์ดอนคนเดียวตลอด บทสนทนาเรื่องอาหารก็เข้าถึงง่ายแม้จะไม่ใช่สายอาหารจริงจัง ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้สารคดีดูได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานทำอาหาร

Being Gordon Ramsay (2026) #2

แต่ถ้าพูดตรงๆ Being Gordon Ramsay ก็ยังติดกับดักที่สารคดีคนดังหลายๆ เรื่องติดกัน มันสบายใจกับ subject เกินไป ความขัดแย้งปรากฏขึ้นมาแล้วก็หายไปก่อนที่จะกลายเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น แม้แต่ช่วงที่ดูเหมือนจะมี แรงตึงเครียดในครอบครัว หรือ ปัญหาระหว่างการเปิดตัว ก็ถูกจัดการด้วยความนุ่มนวลแบบโฆษณาองค์กร ช่วงกลางของซีซันมีปัญหาเรื่อง pace ชัดมาก การประชุมและการพูดคุยเรื่องแบรนด์เริ่มวนซ้ำ ทำให้อยากเห็นโฟกัสที่ ทีมเชฟในครัว มากกว่านี้ หรือเจาะลึกชีวิตคนที่จะต้องรันร้านจริงๆ มากกว่าแค่กอร์ดอนนั่งประชุมในห้องกระจก

เมื่อสารคดีเดินมาถึงตอนสุดท้ายและร้านอาหารเปิดตัวในที่สุด มันไม่รู้สึกเหมือน ชนะ แต่รู้สึกเหมือน รอด กอร์ดอนเดินผ่านพื้นที่ที่สร้างเสร็จแล้วด้วยความโล่งใจมากกว่าความยินดีปรีดา และ emotional payoff แบบนี้กลับเหมาะกับโทนของสารคดีทั้งเรื่องพอดี มันไม่ได้แกล้งทำเป็นว่าความสำเร็จรับประกันได้ตั้งแต่ต้น แต่เน้นว่าการ บาลานซ์ระหว่างความทะเยอทะยานกับชีวิตส่วนตัว มันหนักกว่าที่คิดเสมอ สำหรับสารคดีที่นำเสนอตัวเองว่าจะ “เจาะชีวิต” ใครสักคน มันพาไปได้ไกลพอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกว่า “ลึก”

Being Gordon Ramsay (2026) ทำงานได้ดีในฐานะ สารคดีศึกษาตัวบุคคล มากกว่าจะเป็นสารคดีที่ตึงเครียดหรือท้าทาย มันนำเสนอกอร์ดอน แรมซีย์ในแบบที่น่าสนใจและหลายมิติกว่าที่เคยเห็นในรายการแข่งขัน แต่ก็ยังเล่นได้อย่างระมัดระวังเกินไปจนสูญเสียพลังบางส่วนไป ถ้าชอบสารคดีชีวิตจริงที่สมดุลระหว่างโลกธุรกิจกับชีวิตครอบครัว มันน่าดู ถ้าอยากเห็นความดราม่าเข้มข้นแบบ Hell’s Kitchen อาจผิดหวังได้ กดดูแล้วมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่ากอร์ดอนในชีวิตจริงต่างจากที่เห็นในทีวีมากแค่ไหน และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้คนที่ชอบ สารคดีเชฟและธุรกิจอาหาร ได้อ่านกันด้วย!

  • ชื่อเรื่อง: Being Gordon Ramsay
  • ประเภท: สารคดี, ชีวิตจริง, ธุรกิจอาหาร
  • จำนวนตอน: 6 ตอน
  • ปีที่ออกฉาย: 2026
  • ช่องทางรับชม: Netflix

สารคดีที่พิสูจน์ว่ากอร์ดอน แรมซีย์ ไม่ได้โกรธตลอดเวลา

โครงเรื่อง - 6.8
การแสดง - 7.2
โปรดักชัน - 7.8
ความบันเทิง - 7
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7.2

7.2

Being Gordon Ramsay เปิดมุมที่หลายคนไม่เคยเห็น ทั้งความกดดันเบื้องหลังการเปิดร้านอาหารใหม่พร้อมกันหลายสาขา และชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกว่าที่คิด แต่สารคดีก็ยังติดกับดักความสบายใจของตัวเอง ไม่กล้าเจาะลึกความขัดแย้งจริงๆ ทำให้รู้สึกเหมือนดูโบรชัวร์แบรนด์ที่เนี้ยบมากกว่าสารคดีที่ฉายความจริงแบบไม่กรอง

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button