จากยุครถบัสสู่ Haramball: เจาะลึกวิวัฒนาการ “ผู้ก่อการร้ายทางฟุตบอล”

ในโลกทวิตเตอร์ (หรือ X) สายฟุตบอลในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ถ้าคุณเห็นรูปกุนซือหน้าเข้มๆ พร้อมแคปชั่นว่า “Haramball” หรือคำด่าที่ดูรุนแรงแต่แฝงความนับถืออย่าง “Football Terrorist” (ผู้ก่อการร้ายทางฟุตบอล) อย่าเพิ่งตกใจไปครับ เพราะนี่คือศัพท์แสงของเหล่า “คนเล่นเน็ต” ที่มีไว้ใช้เรียกบรรดากุนซือสายรับแล้วโต้ สายเน้นผลจนน่าเกลียด หรือสายที่ทำให้แฟนบอลฝั่งตรงข้าม (และบางทีก็ฝั่งตัวเอง) ต้องกุมขมับกับสไตล์การเล่นที่ “ทำลายความสวยงามของฟุตบอล” อย่างสิ้นเชิง

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบเจาะลึก แต่เน้นฮาและ ironic ตามสไตล์คนเน็ตขยันออนไลน์ ว่าจากยุค “Park the Bus” ของ Jose Mourinho มันกลายพันธุ์มาเป็นลัทธิกวนฝ่าเท้า (S**thousery) ในปัจจุบันได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของลัทธิ “รถบัส” และความงามในความน่าเบื่อของ Mourinho

ถ้าจะหา “บิดาแห่งการรับแล้วโต้” ในยุคโมเดิร์น คงไม่มีใครเกินหน้าไปกว่า Jose Mourinho ชายผู้ทำให้คำว่า “จอดรถบัส” หรือ “Park the Bus” กลายเป็นคำศัพท์สากล นึกภาพตอน Inter Milan บุกไปเยือน Camp Nou ในปี 2010 สิครับ ด้วยการครองบอลเพียง 24% แต่สามารถยันพายุเกมบุกของ Barca ยุคไร้เทียมทานไว้ได้ นั่นแหละคือ Masterclass ของการเป็น “Terrorist” รุ่นบุกเบิก

Mourinho ไม่ได้แค่เน้นรับธรรมดา แต่เขาใช้ “จิตวิทยา” และ “วินัย” ขั้นสูงสุดในการปิดตายทุกช่องว่างจนคู่แข่งถอดใจ สไตล์ของน้าจูในยุคนั้นคือรากฐานที่บอกโลกวา “ฟุตบอลไม่ได้วัดกันที่ใครต่อบอลสวยกว่า แต่วัดกันที่ใครผิดพลาดน้อยกว่า” และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสวยงามของฟุตบอลเริ่มถูกสั่นคลอนด้วยกำแพงเหล็ก

“Cholismo” และ Bordalás: เมื่อการทำฟาวล์กลายเป็นศิลปะการแสดง

จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ความเข้มข้นเริ่มทวีคูณขึ้นเมื่อ Diego Simeone นำลัทธิ “Cholismo” มาใช้กับ Atlético Madrid เฮียแกไม่ได้แค่เอารถบัสมาขวาง แต่แกเอา “รถถัง” มาวางไว้เลย! ฟุตบอลของ Simeone คือส่วนผสมของความเกรี้ยวกราด การกดดันผู้ตัดสิน และการปิดพื้นที่แบบทุกตารางนิ้วจนแทบหายใจไม่ออก

แต่ถ้าคุณคิดว่า Simeone หนักแล้ว ลองมาเจอ José Bordalás กุนซือของ Getafe (และอดีต Valencia) ดูครับ รายนี้คือเจ้าของฉายา “Haramball” ขนานแท้ เพราะสไตล์ของ Bordalás คือการทำลายจังหวะเกม (Disruption) แบบถาวร ทั้งการล้มถ่วงเวลา การทำฟาวล์เชิงยุทธวิธีทุกๆ 2 นาที และการเข้าปะทะที่รุนแรงจนน่าหวาดเสียว ใครที่ต้องมาเจอกับ Getafe ของ Bordalás มักจะกลับออกไปด้วยอาการหัวร้อนและรอยช้ำทั่วตัว จนแฟนบอลยกย่อง (แบบประชด) ให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อการร้ายระดับแถวหน้าของวงการ

สถาบัน “Terrorist” ในอิตาลีและอังกฤษ: จาก Allegriball ถึงลุง Dyche

ข้ามฝั่งมาที่อิตาลี ดินแดนแห่งคาเตนัชโช เรามี Massimiliano Allegri เจ้าของปรัชญา “Corto Muso” (ชนะแค่จมูกเดียวหรือชนะ 1-0 ก็พอ) Allegri กลายเป็นมีมเดินได้ในกลุ่มแฟนบอล Juve เพราะพี่แกสามารถทำให้ทีมที่มีสตาร์เต็มทีมเล่นเหมือนทีมหนีตกชั้นได้ในบางนัด เน้นความอดทนและการยืนตำแหน่งจนแฟนบอลหลับไปตามๆ กัน ส่วน Antonio Conte แม้จะดูดุดันกว่า แต่ระบบ 3-5-2 ของเขาก็คือ “เครื่องจักรทำลายเกม” ที่เน้นระเบียบวินัยจนคู่แข่งเจาะไม่เข้า

ในพรีเมียร์ลีก เราก็มี “Brexitball” หรือฟุตบอลสายถึกจาก Sean Dyche ที่พา Burnley (และตอนนี้คือ Everton) เล่นระบบ 4-4-2 แบบคลาสสิก เน้นโยนยาว เน้นลูกตั้งเตะ และเน้นความแข็งแกร่งทางร่างกาย นี่คือฟุตบอลที่ดูแล้ว “ปวดคอ” ที่สุดเพราะบอลอยู่บนฟ้ามากกว่าบนพื้นดิน แต่มันก็ได้ผลอย่างประหลาดจนกลายเป็นเสน่ห์ (มั้ง?) อีกแบบหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษ

สำหรับใครที่อยากจะเกาะติดขอบสนาม หรือตามหาความตื่นเต้นในเกมที่สูสีและชวนลุ้นระทึกแบบนี้ การเลือกช่องทางที่เชื่อถือได้อย่าง we88 ทางเข้า ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้คุณไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญของเกมที่เต็มไปด้วยแทคติกอันล้ำลึกเหล่านี้

“Dark Arts” แห่งยุคใหม่: เมื่อน้าต้ายุคอาร์เซนอลเริ่มเข้าสู่สายมืด

ความตลกที่สุดของเทรนด์ Football Terrorist ในปี 2024-2025 คือการที่ Mikel Arteta กุนซือหนุ่มที่เติบโตมากับปรัชญาฟุตบอลสวยงามของ Pep Guardiola กลับถูกกล่าวหาว่าใช้ “Dark Arts” หรือศาสตร์มืดเสียเอง ในเกมใหญ่ๆ ที่ต้องเจอกับ Man City หรือ Liverpool เราเริ่มเห็น Arsenal ในเวอร์ชันที่เน้นเกมรับลึก การดึงเช็ง และการเน้นลูกนิ่งแบบสุดทาง

นอกจากนี้ยังมี Thomas Tuchel ที่เคยใช้แทคติก “Suffocation” หรือการบีบคั้นพื้นที่จนคู่แข่งไปไม่เป็นตอนคุม Chelsea ชุดแชมป์ UCL สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่กุนซือรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย ก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะหยิบเอา “คู่มือผู้ก่อการร้าย” ขึ้นมาใช้ในวันที่ต้องการผลการแข่งขันที่แน่นอน

ฟุตบอลสายรับไม่มีวันตาย แค่เปลี่ยนชื่อเรียก

ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่า Anti-football, Park the Bus, Shithousery หรือ Haramball ความเป็นจริงที่เจ็บปวดคือ “ชัยชนะที่น่าเกลียด ดีกว่าความพ่ายแพ้ที่สวยงาม” เสมอในโลกของฟุตบอลอาชีพ กุนซือเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ไม่มีกึ๋น แต่พวกเขาคืออัจฉริยะที่รู้วิธีจัดการกับความเสี่ยงได้ดีที่สุด

การได้เห็นกุนซืออย่าง Simeone ดีใจท่ามกลางความหงุดหงิดของคู่แข่ง หรือเห็น Bordalás ยิ้มมุมปากเมื่อทีมคู่แข่งโดนใบแดงจากการหัวร้อน คือสีสันที่ทำให้โลกฟุตบอลมีชีวิตชีวา (ในแง่ของคอนเทนต์) เพราะถ้าฟุตบอลมีแต่ทีมที่บุกเข้าใส่กันอย่างเดียว เราคงไม่มีเรื่องมาให้นั่งถกเถียงหรือทำมีมสนุกๆ แบบทุกวันนี้จริงไหมครับ? สุดยอดไปเลย Haramball!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button