- Frieren ซีซั่น 2 เริ่มต้นด้วยการผจญภัยในถ้ำที่ทำให้เวทมนตร์หายไป ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถของตัวละครในสถานการณ์วิกฤต
- Stark กลายเป็นจุดศูนย์กลางของตอนนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของเขาในฐานะนักรบหน้าแถวเพียงคนเดียว
- ความสัมพันธ์ระหว่าง Stark และ Fern ได้รับการพัฒนาอย่างละเอียดอ่อน สร้างโมเมนต์โรแมนติกที่ไม่ได้บังคับและเป็นธรรมชาติ
- แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับ แต่คุณภาพของแอนิเมชันและการเล่าเรื่องยังคงอยู่ในระดับเดียวกับซีซั่น 1
เคยรู้สึกหายใจไม่ออกรออนิเมะเรื่องโปรดกลับมาออกอากาศอีกครั้งไหม? นั่นคือสิ่งที่แฟนๆ หลายล้านคนทั่วโลกรู้สึกเมื่อ Frieren: Beyond Journey’s End ซีซั่น 2 กลับมาออกอากาศในวันที่ 16 มกราคม 2026 หลังจากที่ซีซั่น 1 จบลงไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 การรอคอยเกือบสองปีนี้คุ้มค่าหรือไม่? ตอนแรกของซีซั่นใหม่ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า ใช่ อย่างแน่นอน อนิเมะที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดใน MyAnimeList และคว้ารางวัลมากมายในปี 2023-2024 กลับมาพร้อมกับการผจญภัยที่ยังคงรักษาคุณภาพระดับสูงเอาไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทีมงานบางส่วน ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของตอนแรกที่ทำให้แฟนๆ ตกหลุมรักอีกครั้ง พร้อมวิเคราะห์ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงยังคงเป็น มาสเตอร์พีซแห่งวงการอนิเมะ ในปี 2026
Frieren: Beyond Journey’s End หรือชื่อญี่ปุ่นว่า 葬送のフリーレン (Sōsō no Frieren) เป็นอนิเมะที่สร้างจากมังงะโดย Kanehito Yamada (ผู้เขียนบท) และ Tsukasa Abe (ผู้วาดภาพ) ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ใน Weekly Shonen Sunday ตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 ซีซั่น 1 ของอนิเมะออกอากาศระหว่างเดือนกันยายน 2023 ถึงมีนาคม 2024 รวมทั้งหมด 28 ตอน โดยสตูดิโอ Madhouse เป็นผู้สร้าง และได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากทั้งแฟนๆ และนักวิจารณ์ ด้วยการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง แอนิเมชันที่สวยงาม และความสามารถในการสร้างอารมณ์ที่เข้าถึงหัวใจ แต่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในซีซั่น 2 คือ Tomoya Kitagawa เข้ามารับตำแหน่งผู้กำกับแทน Keiichirō Saitō ซึ่งออกมาอธิบายว่าเขาเชื่อมั่นในความสามารถของ Kitagawa ตั้งแต่ทำงานร่วมกันในซีซั่น 1 และรู้สึกว่า Kitagawa มีไอเดียและเทคนิคที่แข็งแกร่งพอที่จะนำซีซั่นใหม่ไปต่อได้ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในทีมออกแบบตัวละครบางส่วน และการเพิ่มนักพากย์เสียงใหม่อย่าง Kazuhiko Inoue ที่รับบท Hero of the South ซึ่งเป็นตัวละครที่แฟนมังงะรอคอยมานาน

ตอนแรกของซีซั่น 2 มีชื่อว่า “The Land Where It Rains” เริ่มต้นด้วย Frieren, Fern และ Stark กำลังเดินทางต่อไปทางเหนือหลังจากจบการสอบนักเวทระดับชั้นหนึ่ง พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเมือง Ende ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางถัดไป แต่ปัญหาคือพวกเขาขาดแคลนเงิน จึงต้องหางานที่จ่ายดีขึ้นเพื่อหาเลี้ยงชีพ ขณะที่กำลังเดินทางผ่าน Saume Marshes หรือบึงเซาเม พวกเขาค้นพบหินลึกลับที่มีคุณสมบัติพิเศษในการลบล้างเวทมนตร์ทั้งหมดในพื้นที่โดยรอบ หินชนิดนี้มีค่ามาก แต่ก็ทำให้นักเวทอย่าง Frieren และ Fern อ่อนแอลงอย่างมาก หากมีปีศาจหรือสัตว์ร้ายโจมตีในสถานการณ์นี้ พวกเขาจะต้องพึ่งพาความสามารถทางกายภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งในโลกแห่ง Frieren ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์ที่ทรงพลัง และแน่นอน สิ่งที่พวกเขากังวลก็เกิดขึ้นจริง เมื่อกลุ่มของ Frieren ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย Stark กลายเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยพวกเขาได้ ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถของเขาในฐานะนักรบหน้าแถวเพียงคนเดียวของกลุ่ม
สิ่งที่ทำให้ Frieren: Beyond Journey’s End พิเศษคือการใช้ความทรงจำเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ตอนนี้ก็ไม่ผิดหวัง เมื่อสถานการณ์วิกฤตเกิดขึ้น มันกระตุ้นให้ Frieren นึกถึงความทรงจำที่รักกับ Himmel อีกครั้ง ทำให้เราได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของวันเวลาที่เธอได้ใช้ร่วมกับ Himmel, Eisen และ Heiter อีกครั้ง เป็นที่ชัดเจนว่าช่วงเวลาที่เธอใช้กับพวกเขานั้นเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดสำหรับเธอ ทุกครั้งที่เธอประสบกับสถานการณ์ที่สนุกหรือน่าตื่นเต้น เธอมักจะนึกถึงความทรงจำที่อบอุ่นเหล่านั้นเสมอ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ Frieren จากเอลฟ์ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมายาวนานนับพันปี มาสู่การเรียนรู้ว่าความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีความหมายเพียงใด แม้ว่าเวลาที่ใช้ร่วมกันจะสั้นเมื่อเทียบกับอายุขัยของเธอก็ตาม ช่วงแฟลชแบ็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเต็มเวลาหรือการอิงอดีต แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางอารมณ์ของตัวละครหลักที่ค่อยๆ เข้าใจคุณค่าของ “ปัจจุบัน” มากขึ้นเรื่อยๆ

ครึ่งหลังของตอนนี้คือส่วนที่แฟนๆ ชื่นชอบมากที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งชัยชนะสำหรับคนที่ชอบแชร์คู่ Stark และ Fern การที่อนิเมะเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่าง Stark กับ Fern นั้นอยู่ในระดับที่แตกต่างไปจากอนิเมะทั่วไป ไม่มีอะไรที่จะเทียบได้ สิ่งที่น่าทึ่งคือการที่เราได้รับองค์ประกอบโรแมนติกโดยที่อนิเมะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักโดยตรง แต่ความรู้สึกที่ค่อยๆ เติบโตระหว่างทั้งคู่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดอ่อนและเป็นธรรมชาติ จนทำให้เรารู้สึกประทับใจ Stark ซึ่งเป็นนักรบหนุ่มที่กล้าหาญแต่ก็มีด้านที่อ่อนไหวและห่วงใย กับ Fern นักเวทสาวที่เข้มแข็งและมีวินัยแต่ก็มีความรู้สึกที่อ่อนโยน ทั้งคู่เติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว โมเมนต์ที่ Stark แสดงความกังวลต่อ Fern และพยายามปกป้องเธอนั้นดูไม่ได้บังคับหรือเกินจริง แต่รู้สึกเหมือนเป็นความรู้สึกจริงๆที่กำลังพัฒนาขึ้นระหว่างสองคนที่เดินทางไปด้วยกันมานาน
สิ่งหนึ่งที่ตอนนี้ทำได้ดีคือการทำให้ Stark เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ซึ่งแตกต่างจากหลายๆ ตอนที่ผ่านมาที่มักจะโฟกัสไปที่ Frieren เป็นหลัก แม้ว่าทั้งสองปาร์ตี้ (ปาร์ตี้ของ Himmel ในอดีตและปาร์ตี้ปัจจุบันของ Frieren) จะมีภารกิจคล้ายกันคือเดินทางไปยังปราสาทจอมมาร แต่พวกเขากลับไม่ได้เป็นการทดแทนกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ปาร์ตี้ปัจจุบันมีนักเวทสองคนและนักรบหน้าแถวคนเดียวและขาดหมอรักษา นี่หมายความว่า Stark ต้องรับบทบาทไม่เพียงแค่ของ Eisen (นักรบแคระผู้แข็งแกร่ง) แต่ยังต้องรับบทบาทบางส่วนของ Himmel (ผู้กล้าและผู้นำ) ด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือ Stark ไม่ได้เป็นเพียงการรวมบทบาทของทั้งสองคนเข้าด้วยกัน แต่เขายังรวมเอาบุคลิกภาพของทั้งสองคนไว้ด้วย ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่มีมิติและน่าสนใจในแบบของตัวเอง การที่ตอนนี้ให้พื้นที่กับ Stark ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของเขาในกลุ่มมากขึ้น และทำให้ไดนามิกของปาร์ตี้มีความสมดุลและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

แม้จะมีการเปลี่ยนผู้กำกับจาก Keiichirō Saitō เป็น Tomoya Kitagawa แต่คุณภาพของอนิเมะยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก ที่จริงแล้ว หลายคนกังวลว่าการเปลี่ยนผู้กำกับจะทำให้สไตล์หรือคุณภาพเปลี่ยนไป แต่ความกังวลเหล่านั้นหายไปหมดหลังจากดูตอนแรก Kitagawa ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการรักษาบรรยากาศที่ผ่อนคลายและความมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Frieren เอาไว้ Madhouse ยังคงสร้างสรรค์แอนิเมชันที่สวยงามและการออกแบบเสียงที่ยอดเยี่ยมเช่นเคย ทุกเฟรมดูมีความตั้งใจและใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของตัวละครไปจนถึงฉากหลังที่วาดอย่างประณีต การเปลี่ยนฉากและจังหวะการเล่าเรื่องก็ยังคงลื่นไหลและน่าติดตามเช่นเดิม สิ่งที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้โดดเด่นไม่ได้อยู่ที่แอนิเมชันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่มันสามารถสร้างอารมณ์และพาผู้ชมเข้าไปสู่โลกแห่งเวทมนตร์ของ Frieren ได้อย่างมีพลัง ทุกโมเมนต์รู้สึกมีน้ำหนักและความหมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็คชั่นหรือฉากที่เงียบสงบ
เพลงประกอบก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตอนนี้สมบูรณ์แบบ เพลงเปิดตัว “lulu” โดย Mrs. GREEN APPLE สร้างความรู้สึกที่สดใสและเต็มไปด้วยพลัง เหมาะกับการเริ่มต้นซีซั่นใหม่ที่เต็มไปด้วยการผจญภัย ส่วนเพลงปิดท้าย “The Story of Us” โดย milet กลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเพลงที่แฟนๆ คุ้นเคยและรักจากซีซั่น 1 การนำเพลงนี้กลับมาใช้อีกครั้งทำให้รู้สึกถึงความต่อเนื่องและความผูกพันกับซีซั่นก่อน นอกจากนี้ บรรยากาศเสียง (sound design) ในตอนนี้ยังคงทำให้ทุกฉากมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำไหลในบึง เสียงฝีเท้าบนพื้นหิน หรือเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ ทุกรายละเอียดถูกใส่ลงไปอย่างพิถีพิถัน ทำให้โลกของ Frieren รู้สึกเป็นจริงและสัมผัสได้ แม้เราจะรู้ว่ามันเป็นโลกแฟนตาซี

หนึ่งในเสน่ห์ที่ทำให้ Frieren: Beyond Journey’s End แตกต่างจากอนิเมะแฟนตาซีทั่วไปคือจังหวะการเล่าเรื่องที่ช้าแต่เต็มไปด้วยความหมาย ตอนนี้ไม่มีฉากแอ็คชั่นมากมาย ไม่มีการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับเต็มไปด้วยโมเมนต์เล็กๆที่สร้างความประทับใจ การที่อนิเมะกล้าที่จะใช้เวลาในการพัฒนาตัวละครและความสัมพันธ์โดยไม่รีบเร่ง ทำให้ทุกอย่างรู้สึกเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือ มันไม่ได้พยายามบังคับให้เราชอบตัวละครหรือรู้สึกในแบบใดแบบหนึ่ง แต่ปล่อยให้เราค่อยๆ เข้าใจและรู้สึกไปพร้อมกับพวกเขา สไตล์การเล่าเรื่องแบบนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบแอ็คชั่นเร็วและตื่นเต้นตลอดเวลา แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่องราวที่มีความลึกและการพัฒนาตัวละครที่ดี Frieren คืออนิเมะที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ตอนแรกของซีซั่น 2 ไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นของการผจญภัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่า Frieren ยังคงเป็นอนิเมะระดับมาสเตอร์พีซแม้จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทีมงาน มันแสดงให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ของเรื่องนั้นแข็งแกร่งพอที่จะคงอยู่ได้แม้ว่าคนที่ถือกล้องจะเปลี่ยนไป ตอนนี้ยังเป็นการตั้งโทนให้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป แสดงให้เห็นว่าซีซั่น 2 จะยังคงเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร การเติบโตทางอารมณ์ และการสำรวจความหมายของเวลาและความทรงจำ มากกว่าการมุ่งไปที่แอ็คชั่นหรือการต่อสู้เพียงอย่างเดียว สำหรับแฟนๆ ที่กังวลว่าซีซั่น 2 จะมีเพียง 10 ตอน (เทียบกับ 28 ตอนในซีซั่น 1) ตอนแรกนี้ก็ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณภาพยังคงสำคัญกว่าปริมาณเสมอ
หลังจากดูตอนแรกที่ยอดเยี่ยมนี้ เราก็ไม่อาจรอที่จะดูว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร ซีซั่น 2 จะครอบคลุม Continued Northern Travels arc และ Divine Revolte arc ตามข้อมูลที่มี เราน่าจะได้เห็นโมเมนต์ที่ Stark และ Fern มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น การพบเจอ Hero of the South ที่นักพากย์เสียงคือ Kazuhiko Inoue อันเป็นตัวละครที่แฟนมังงะรอคอยมานาน และแน่นอนคือการผจญภัยและอุปสรรคใหม่ๆที่จะทดสอบความสามารถและความสัมพันธ์ของทั้งสามคน เราอาจจะได้เห็น Frieren เผชิหน้ากับอดีตของเธอมากขึ้น และได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆ เกี่ยวกับความหมายของการอยู่ในปัจจุบันและการสร้างความทรงจำใหม่ แม้ว่าอดีตจะมีค่า แต่ปัจจุบันก็มีความหมายไม่แพ้กัน
Frieren: Beyond Journey’s End ซีซั่น 2 ตอนแรก พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความยอดเยี่ยมไม่ได้หมดไปไหน อนิเมะเรื่องนี้ยังคงเป็นหนึ่งในอนิเมะที่ดีที่สุดในยุคนี้ ด้วยการเล่าเรื่องที่ช้าแต่มีน้ำหนัก การพัฒนาตัวละครที่ละเอียดอ่อน และแอนิเมชันที่สวยงามจนหยุดหายใจไม่ออก ตอนนี้ทำให้เราได้เห็น Stark ในบทบาทที่โดดเด่นขึ้น ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Stark กับ Fern ที่พัฒนาไปอย่างสวยงาม และได้รับเตือนใจอีกครั้งว่าความทรงจำกับคนที่เรารักนั้นมีค่าเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าหรือคนที่เพิ่งจะรู้จัก Frieren นี่คืออนิเมะที่ไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน การรอคอยเกือบสองปีนั้นคุ้มค่าทุกวินาที และเราแทบรอไม่ไหวที่จะเห็นว่าการผจญภัยจะพาเราไปที่ไหนต่อ มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าทุกคนรู้สึกอย่างไรกับตอนแรกนี้ และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่รักอนิเมะแฟนตาซีที่มีคุณภาพ เพราะ Frieren คือประสบการณ์ที่ทุกคนควรได้สัมผัส!
- ชื่อในภาษาไทย: คำอธิษฐานในวันที่จากลา ฟรีเรน ซีซั่น 2
- ชื่อภาษาญี่ปุ่น: 葬送のフリーレン (Sōsō no Frieren)
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Frieren: Beyond Journey’s End
- ประเภท: แฟนตาซี, ดราม่า, ผจญภัย
- วันที่ออกอากาศซีซั่น 2: 16 มกราคม 2026
- จำนวนตอนซีซั่น 2: 10 ตอน
- ผู้กำกับซีซั่น 2: Tomoya Kitagawa
- สตูดิโอ: Madhouse
- เรตติ้ง MyAnimeList: 9.34/10
- ช่องทางการดูในไทย: Bilibili iQIYI Netflix Crunchyroll TrueID/True Visions Now Muse Thailand
ฟรีเรนกลับมาแล้ว! ตอนแรกที่ทรงพลังเกินคาด
โครงเรื่อง - 8.8
การแสดง - 9.2
โปรดักชัน - 9.5
ความบันเทิง - 9
ความคุ้มค่าในการรับชม - 9.3
9.2
ตอนแรกของ Frieren: Beyond Journey's End ซีซั่น 2 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความยิ่งใหญ่ยังคงอยู่ แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับใหม่ แต่ทุกอย่างยังคงรักษามาตรฐานที่สูงส่งเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเล่าเรื่องที่ช้าๆ แต่มีน้ำหนัก แอนิเมชันที่สวยงามจาก Madhouse และโมเมนต์อารมณ์ที่แทรกเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ตอนนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับซีซั่นใหม่ โดยเฉพาะฉากที่โฟกัสไปที่ Stark และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ พัฒนาระหว่างเขากับ Fern ซึ่งทำออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนและน่าติดตาม
![[รีวิว-เรื่องย่อ] High School! Kimengumi (2026) อนิเมะคอมเมดี้สุดบ้าสไตล์ยุค 80s](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-High-School-Kimengumi-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] ยากเล่นโหด ขอโหมดนรก | HELL MODE (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-HELL-MODE-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] เดดแอ็กเคานต์ พิฆาตบัญชีมรณะ | Dead Account (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Dead-Account-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] กระจอกอย่างแกยังไงก็แพ้จอมมาร | Roll Over and Die (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Roll-Over-and-Die-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Dark Moon: The Blood Altar (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Dark-Moon-The-Blood-Altar-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] A Misanthrope Teaches a Class for Demi-Humans (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-A-Misanthrope-Teaches-a-Class-for-Demi-Humans.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Reincarnated as a Dragon Hatchling (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Reincarnated-as-a-Dragon-Hatchling.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] ผู้กล้าสวะ | Scum of the Brave (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Scum-of-the-Brave.webp)