![[รีวิว-เรื่องย่อ] พิชิตฝันประชันรัก | Love from 9 to 5 (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Love-from-9-to-5-2026.webp)
- Love from 9 to 5 เป็นซีรีส์รอมคอมจากเม็กซิโกที่เล่าเรื่องการแข่งขันชิงตำแหน่ง CEO ระหว่างพนักงานสาวเก่งกับลูกเจ้าของบริษัท
- การแสดงของ Ana González Bello และ Diego Klein ถ่ายทอดเคมีระหว่างตัวละครได้อย่างลงตัวและเชื่อได้
- ซีรีส์นำเสนอประเด็นเรื่อง ความสามารถ vs เส้นสาย ในที่ทำงานได้แบบเบาสมองแต่ก็คิดตาม
- เหมาะกับสายฟินที่อยากได้รอมคอมเบา ๆ ดูสบาย ไม่ต้องใช้สมองเยอะแต่ยังมีเนื้อหาให้คิด
เคยรู้สึกไหมว่าทำงานหนักขนาดไหนก็ไม่มีใครเห็น แต่ลูกเจ้านายกลับก้าวหน้าได้เร็วกว่าแค่เพราะนามสกุล? Love from 9 to 5 (พิชิตฝันประชันรัก) ซีรีส์รอมคอมเรื่องใหม่จาก Netflix หยิบเอาความจริงเจ็บ ๆ นี้มาทำเป็นเรื่องราวความรักสุดฟินที่ผสมผสานความตลกและดราม่าในออฟฟิศได้อย่างลงตัว เรื่องราวเกิดขึ้นในบริษัทชุดชั้นในชื่อดังอย่าง Sofintim ที่ทั้ง กราซิเอลา (Graciela) พนักงานสาวสุดขยันกับ มาเตโอ (Mateo) ลูกชายเจ้าของบริษัทสุดหล่อต้องมาแข่งขันกันชิงตำแหน่ง CEO แต่เมื่อสงครามออฟฟิศค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่น ทุกอย่างก็เริ่มซับซ้อนขึ้นกว่าที่คิด
รีวิวและเรื่องย่อ Love from 9 to 5 (พิชิตฝันประชันรัก)
Love from 9 to 5 หรือชื่อต้นฉบับภาษาสเปนว่า Amor de oficina เล่าเรื่องราวของ กราซิเอลา พนักงานที่อยู่กับบริษัท Sofintim มานานจนรู้ทุกซอกทุกมุม เธอเก่ง ขยัน และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่กลับไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างที่ควรจะเป็น ในขณะที่ มาเตโอ ลูกชายของดอน เอนริเก้ เจ้าของบริษัท ก้าวเข้ามาพร้อมความมั่นใจล้นเหลือ เรซูเม่สวยหรู และการเป็น “ลูกเจ้านาย” ที่ทำให้ทุกประตูเปิดรับเขาอัตโนมัติ เมื่อทั้งคู่ต้องมาแข่งขันกันเพื่อตำแหน่ง CEO คนใหม่ของบริษัท สงครามออฟฟิศจึงระเบิดขึ้นอย่างเข้มข้น
ความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้อยู่ที่การประชันกันระหว่างสองตัวละครหลักที่มาจากคนละโลก กราซิเอลาเป็นตัวแทนของคนทำงานหนักที่ต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่มาเตโอเป็นภาพสะท้อนของระบบ nepotism หรือการเลือกใช้คนตามเส้นสายที่ยังคงแพร่หลายในองค์กรทั่วโลก ซีรีส์ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิดแบบขาวดำ แต่ค่อย ๆ เปิดเผยให้เห็นว่าทั้งสองต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนในแบบของตัวเอง
Ana González Bello ในบทกราซิเอลาสร้างความประทับใจตั้งแต่ฉากแรก เธอถ่ายทอดความเป็นผู้หญิงทำงานที่เหนื่อยล้าจากการต้องพิสูจน์ตัวเองต่อผู้ชายที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้อย่างสมจริง ไม่ได้เล่นเป็นตัวละครสูตรสำเร็จแบบ “สาวแกร่ง” ที่สมบูรณ์แบบ แต่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความฉลาด ความหงุดหงิด และความต้องการได้รับการยอมรับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมหลายคนน่าจะ relate ได้ไม่ยาก
Diego Klein ในบทมาเตโอก็ไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายแบบง่าย ๆ เขาสามารถแสดงให้เห็นว่าตัวละครนี้รู้ตัวดีว่าตัวเองได้เปรียบเพราะอะไร และความขัดแย้งภายในของการพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่าเกินกว่าแค่นามสกุล ทำให้มาเตโอกลายเป็นตัวละครที่แม้จะไม่ได้ชอบตลอดเวลา แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงอยู่ในเรื่อง เคมีระหว่างนักแสดงทั้งสองทำให้ฉากปะทะคารมสนุกและดึงดูดมาก ๆ
จุดแข็งที่เห็นได้ชัดของ Love from 9 to 5 คือ บทสนทนาที่คมคายและสนุก การกัดกันระหว่างกราซิเอลากับมาเตโอไม่ได้แค่ตลก แต่ยังแฝงความเสียดสีเรื่องโครงสร้างอำนาจในออฟฟิศได้ดี ฉากประชุม ฉากนำเสนองาน และการเผชิญหน้ากันในทางเดินถูกนำมาใช้สร้างอารมณ์ขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้ทำให้ออฟฟิศกลายเป็นการ์ตูนที่ไม่น่าเชื่อ
ซีรีส์เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานในออฟฟิศเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่อง power dynamics หรือความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เกิดขึ้นเมื่อคนที่มีเส้นสายต้องมาทำงานร่วมกับคนที่ไต่เต้ามาด้วยความสามารถจริง ๆ ซีรีส์ดีที่สุดเมื่อเน้นไปที่ความไร้สาระของชีวิตการทำงานประจำวันมากกว่าการสร้างดราม่าที่ไม่จำเป็น
แม้จะมีจุดเด่นหลายอย่าง แต่ จังหวะเรื่องยังไม่สม่ำเสมอ มีบางช่วงที่รู้สึกว่าเรื่องวนอยู่กับอารมณ์เดิม ๆ โดยไม่ได้พัฒนาไปไหน การแข่งขันชิงตำแหน่ง CEO ที่ควรจะเป็นหัวใจของเรื่องกลับถูกใช้เป็นแค่ฉากหลังมากกว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง ทำให้บางครั้งรู้สึกว่าสนใจเรื่องกราซิเอลาจะได้เครดิตจากงานที่ทำมากกว่าจะสนใจว่าใครจะชนะตำแหน่ง CEO จริง ๆ
ในแง่ โรแมนซ์ ซีรีส์มีเสน่ห์แต่ก็ยังเล่นปลอดภัย เคมีระหว่างตัวละครทำได้ดีและการเปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นคนรักรู้สึกค่อนข้างธรรมชาติ แต่ซีรีส์ก็ยังพึ่งพา สูตรสำเร็จของรอมคอม อยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดที่แก้ได้ด้วยการคุยกันแค่ประโยคเดียว หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแค่เพราะต้องยืดความยาว
Love from 9 to 5 พยายามหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความสามารถ vs เส้นสาย, ความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน, และ ตัวตนทางอาชีพ แต่ปัญหาคือซีรีส์ไม่ได้ลงลึกไปกับประเด็นเหล่านี้มากนัก เป็นเหมือนการแตะ ๆ ไว้เฉย ๆ มากกว่าจะเจาะลึกอย่างจริงจัง ประเด็นเหล่านี้ปรากฏอยู่บ้าง บางทีก็ชัดเจน บางทีก็เป็นแค่เสียงรบกวนในพื้นหลัง แต่ไม่ได้ถูกสำรวจอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้รู้สึกเหมือนพลาดโอกาสมากกว่าจะเป็นข้อบกพร่อง
ซีรีส์ดูเหมือนจะสะดวกใจกับการจีบประเด็นเหล่านี้มากกว่าจะคบจริงจัง ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะมันคือรอมคอมที่ออกแบบมาให้ดูสบาย ๆ ไม่ใช่สารคดีเรื่องความไม่เท่าเทียมในที่ทำงาน แต่ก็น่าเสียดายที่ซีรีส์มีวัตถุดิบดีแต่ไม่ได้ใช้เต็มที่
ในแง่ โปรดักชัน ซีรีส์ทำได้ดีในระดับที่ต้องการ พื้นที่ออฟฟิศถูกออกแบบให้ดูมีชีวิตชีวาและทันสมัย ไม่ใช่ออฟฟิศสีเทาน่าเบื่อแบบที่เห็นในหนังหลายเรื่อง ภาพรวมดูสดใส สว่าง และมีความเป็น aspirational คือทำให้อยากเป็นส่วนหนึ่งของออฟฟิศแบบนั้น การกำกับของ Nadia Ayala Tabachnik ทำให้เรื่องลื่นไหลด้วยการตัดต่อที่สะอาดและ reaction shots ที่มาถูกจังหวะ ช่วยรักษาพลังงานของซีรีส์ได้แม้ในช่วงที่บทอ่อนลง ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ในแง่ภาพ แต่ก็ทำหน้าที่รับใช้เรื่องราวได้ดีโดยไม่ทำให้เสียสมาธิ
ตอนจบของซีรีส์พยายามจะรวบรวมทั้งโรแมนซ์ การแก้ปัญหาในที่ทำงาน และการเติบโตส่วนตัวของตัวละครเข้าด้วยกัน ซึ่งก็ทำได้ในระดับที่น่าพอใจแม้จะไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ สามารถคาดเดาจุดจบทางอารมณ์ส่วนใหญ่ได้ล่วงหน้า ซึ่งไม่ได้ทำให้ประสบการณ์การดูพัง แต่ก็ทำให้ผลกระทบลดลง การแก้ปัญหาน่าพอใจพอสมควร แม้จะเลือกเล่นปลอดภัยด้วยการเน้นความสบายใจมากกว่าการเสี่ยง
โดยรวมแล้ว Love from 9 to 5 เป็นซีรีส์รอมคอมที่ดีในระดับที่มันตั้งใจจะเป็น ตลกโดยไม่ต้องพยายามมาก โรแมนติกโดยไม่หวานเกินไป และฉลาดพอที่จะรู้สึกว่าทำมาอย่างตั้งใจแม้ในช่วงที่สะดุด ข้อบกพร่องเห็นได้ชัดแต่ไม่ถึงขั้นทำลายล้าง และจุดแข็งก็สม่ำเสมอพอที่จะพาซีรีส์ผ่านช่วงที่อ่อนแอกว่าได้ สำหรับสายฟินที่อยากได้รอมคอมออฟฟิศสุด chill ดูเพลิน ๆ ไม่ต้องคิดเยอะแต่ยังมีอะไรให้คิดบ้าง ซีรีส์เรื่องนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดี
Love from 9 to 5 อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่จะพลิกวงการรอมคอม แต่มันทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีในฐานะซีรีส์ที่ดูเพลิน ไม่หนักหัว และมีเสน่ห์ในแบบของมัน ถ้าชอบ หนังซีรีส์ Netflix Original แนวรอมคอมที่มีทั้งความฮา ความหวาน และนิดหน่อยของการวิพากษ์สังคม ซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการฆ่าเวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่าลืมมาแชร์ความเห็นกันว่าทีม “ความสามารถ” หรือทีม “เส้นสาย” ใครควรได้ตำแหน่ง CEO กันแน่! และถ้าชอบรีวิวนี้ ก็อย่าลืมแชร์ให้เพื่อน ๆ ที่ชอบซีรีส์แนวเดียวกันด้วยนะ
- ชื่อเรื่องภาษาไทย: พิชิตฝันประชันรัก
- ชื่อเรื่องต้นฉบับ: Amor de oficina
- ประเภท: โรแมนติกคอมเมดี้, ดราม่า
- วันที่ออกฉาย: 1 มกราคม 2569
- นักแสดงนำ: Ana González Bello (กราซิเอลา), Diego Klein (มาเตโอ), Martha Reyes Arias, Paola Fernández, Alexis Ayala (ดอน เอนริเก้)
- ผู้สร้าง: Carolina Rivera
- ผู้กำกับ: Nadia Ayala Tabachnik
- จำนวนตอน: 8 ตอน
- เรตติ้ง IMDb: 6.4/10
- ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix
![[รีวิว-เรื่องย่อ] หนี | Run Away (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Run-Away-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] โอปป้าของฉัน | My Korean Boyfriend (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-My-Korean-Boyfriend-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] แผ่นดินบาป | Land of Sin (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Land-of-Sin-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] เวลาติดปีก | Time Flies (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Time-Flies-2025-Netflix.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Eko (2025) หนังระทึกขวัญลึกลับจากอินเดีย](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Eko-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] อดีตรักไม่เคยเลือน | Tell Me Softly (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Tell-Me-Softly-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Evil Influencer: The Jodi Hildebrandt Story (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Evil-Influencer-The-Jodi-Hildebrandt-Story-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Panji Tengkorak (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Panji-Tengkorak-2025.webp)