เรื่องน่าสนใจ

โพลีแมท (Polymath) คืออะไร? มนุษย์ผู้รอบรู้ที่โลกต้องการ

  • โพลีแมท (Polymath) คือผู้ที่มีความรู้ลึกซึ้งในหลายสาขาวิชาและสามารถบูรณาการความรู้เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แตกต่างจาก “เป็ด” ที่รู้หลายอย่างแต่ไม่ลึก
  • ตัวอย่างโพลีแมทในประวัติศาสตร์ ได้แก่ เลโอนาร์โด ดา วินชี (ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร) เบนจามิน แฟรงคลิน (นักการเมือง นักประดิษฐ์) และมารี กูรี (นักฟิสิกส์และเคมี) ซึ่งล้วนสร้างผลงานสำคัญที่เปลี่ยนโลก
  • ความสำคัญในศตวรรษที่ 21 – โพลีแมทมีความจำเป็นเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัญหาที่ซับซ้อนต้องการการแก้ไขแบบสหวิทยาการ นวัตกรรมเกิดจากการผสมผสานหลายศาสตร์ และโลกต้องการคนที่ปรับตัวได้รอบด้าน
  • วิธีพัฒนาตนเองสู่โพลีแมท – ปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็น เรียนรู้แบบบูรณาการ ฝึกคิดเชิงระบบ ลงมือปฏิบัติจริง สร้างความลึกในสาขาหลัก และจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมบางคนถึงมีความสามารถหลากหลายสาขาจนน่าทึ่ง? บางคนเป็นได้ทั้งศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักประดิษฐ์ไปพร้อม ๆ กัน คนเหล่านี้มีชื่อเรียกพิเศษว่า “โพลีแมท” (Polymath) หรือในภาษาไทยเรียกว่า “พหูสูต” ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีความรู้และทักษะอย่างกว้างขวางในหลากหลายสาขาวิชา

ในยุคที่สังคมเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการรู้หลายอย่างคือการเป็น “เป็ด” แต่ความจริงแล้ว โพลีแมทกับคนที่เราเรียกว่า “เป็ด” นั้นแตกต่างกันอย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโพลีแมทอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ความหมาย ประวัติศาสตร์ ตัวอย่างบุคคลสำคัญ และเหตุผลว่าทำไมโพลีแมทจึงมีความสำคัญในศตวรรษที่ 21

โพลีแมท (Polymath) คืออะไร?

โพลีแมท (Polymath) คืออะไร?

โพลีแมท มาจากภาษากรีกว่า “poly” แปลว่า “หลากหลาย” และ “manthanein” แปลว่า “เรียนรู้” รวมกันแล้วจึงหมายถึง “ผู้ที่เรียนรู้หลากหลายสาขา” ในทางวิชาการ โพลีแมทหมายถึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถอย่างลึกซึ้งในหลายสาขาวิชาที่แตกต่างกัน และสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาบูรณาการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cambridge Dictionary ให้คำจำกัดความว่า โพลีแมทคือ “บุคคลที่มีความรู้มากมายในหลายหัวข้อที่แตกต่างกัน” ส่วนในภาษาไทย เรามักเรียกว่า “พหูสูต” ซึ่งมาจากภาษาบาลี แปลว่า ผู้ได้ฟังมามาก ผู้มีความรู้มาก หรือผู้คงแก่เรียน

สิ่งที่ทำให้โพลีแมทแตกต่างจากผู้ที่เรียนรู้หลายอย่างทั่วไปคือ ความลึก และ การบูรณาการ ของความรู้ โพลีแมทไม่ได้แค่รู้ผิวเผิน แต่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าได้ และที่สำคัญคือสามารถเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขามาใช้แก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อย่างชาญฉลาด

โพลีแมทในยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) มักได้รับการเรียกว่า “Renaissance Man” หรือ “Homo Universalis” ที่แปลว่า “มนุษย์สากล” เพราะในยุคนั้นมีค่านิยมว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์แบบควรมีความรู้ในหลากหลายศาสตร์

ประวัติและวิวัฒนาการของโพลีแมท

ประวัติและวิวัฒนาการของโพลีแมท

แนวคิดเรื่องโพลีแมทมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะในยุคกรีก-โรมัน ที่นักปราชญ์อย่าง อริสโตเติล (Aristotle) ถือเป็นโพลีแมทระดับตำนานที่มีความรู้ครอบคลุมตั้งแต่ปรัชญา ชีววิทยา ฟิสิกส์ จิตวิทยา การเมือง และวรรณกรรม

ในยุคกลางของยุโรป ความรู้ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มนักบวชและขุนนาง แต่เมื่อถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ค.ศ. 1300-1600) แนวคิดเรื่องโพลีแมทกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง สังคมในยุคนั้นเชื่อว่ามนุษย์ควรพัฒนาตนเองให้รอบด้าน ไม่จำกัดเฉพาะทางใดทางหนึ่ง ทำให้เกิดบุคคลสำคัญมากมายที่เป็นโพลีแมท เช่น เลโอนาร์โด ดา วินชี, มิเกลันเจโล, และกาลิเลโอ กาลิเลอี

ศตวรรษที่ 17-18 การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ทำให้ความรู้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีโพลีแมทสำคัญอย่าง ไอแซก นิวตัน ที่เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ และนักเล่นแร่แปรธาตุ หรือเบนจามิน แฟรงคลิน ที่เป็นทั้งนักการเมือง นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ และนักเขียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19-20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเติบโตของความรู้ทำให้สังคมเปลี่ยนไปเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) มากขึ้น ทำให้จำนวนโพลีแมทลดลง

ปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 แนวคิดเรื่องโพลีแมทกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เนื่องจากโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต้องการคนที่สามารถคิดข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Thinking) และปรับตัวได้รอบด้าน

โพลีแมท VS เป็ด ต่างกันอย่างไร?

โพลีแมท VS เป็ด ต่างกันอย่างไร?

หลายคนอาจเคยได้ยินสำนวนภาษาอังกฤษว่า “Jack of all trades, master of none” ซึ่งในภาษาไทยเรามักเรียกคนประเภทนี้ว่า “เป็ด” หมายถึงคนที่ทำได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งจริงสักอย่าง

แต่โพลีแมทแตกต่างจากเป็ดอย่างสิ้นเชิง ดังนี้:

Jack of All Trades (เป็ด):

  • มีความรู้พื้นฐานในหลายสาขา แต่ไม่ลึกซึ้ง
  • ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ถึงระดับเชี่ยวชาญ
  • ไม่มีการบูรณาการความรู้ระหว่างสาขา
  • เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นแบบเบื้องต้น

Polymath (โพลีแมท):

  • มีความรู้ลึกซึ้งในหลายสาขา ถึงระดับเชี่ยวชาญ
  • สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าในแต่ละสาขา
  • เชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงและบูรณาการความรู้
  • สามารถแก้ปัญหาซับซ้อนที่ต้องใช้ความรู้ข้ามศาสตร์

น่าสนใจว่าสำนวน “Jack of all trades” ในต้นฉบับเต็มจริง ๆ คือ “Jack of all trades, master of none, but oftentimes better than a master of one” ซึ่งให้ความหมายเชิงบวกมากกว่า คือบางครั้งคนที่รู้หลายอย่างก็ดีกว่าคนที่รู้แค่อย่างเดียว

ดังนั้น การเป็นโพลีแมทไม่ใช่การเป็น “เป็ด” แต่เป็นการยกระดับจาก “เป็ด” ไปสู่ “มนุษย์ผู้รอบรู้” ที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้านอย่างแท้จริง

ตัวอย่างโพลีแมทที่โด่งดังในประวัติศาสตร์

1. เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)

เลโอนาร์โด ดา วินชี (ค.ศ. 1452-1519) อาจเป็นโพลีแมทที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาเป็นได้ทั้ง:

  • จิตรกร: สร้างผลงานชิ้นเอกอย่างโมนาลิซา และพระกระยาหารมื้อสุดท้าย
  • ประติมากร: ออกแบบรูปปั้นและสถาปัตยกรรมมากมาย
  • นักวิทยาศาสตร์: ศึกษากายวิภาคศาสตร์ พฤกษศาสตร์ และดาราศาสตร์
  • วิศวกร: ออกแบบเครื่องบิน รถถัง และสะพานข้ามแม่น้ำ
  • นักคณิตศาสตร์: พัฒนาทฤษฎีทางเรขาคณิตและสัดส่วน

สมุดบันทึกหลายพันหน้าของดา วินชีแสดงให้เห็นถึงความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่รู้จบและความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขา เขาศึกษากายวิภาคของมนุษย์เพื่อวาดภาพให้สมจริง และใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เพื่อออกแบบสิ่งประดิษฐ์ที่ล้ำหน้ายุคสมัย

2. เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)

เบนจามิน แฟรงคลิน (ค.ศ. 1706-1790) เป็นบิดาผู้ก่อตั้งของสหรัฐอเมริกา และเป็นโพลีแมทที่มีผลงานหลากหลาย:

  • นักการเมือง นักการทูต
  • นักประดิษฐ์ (คิดค้นสายล่อฟ้า แว่นสองโฟกัส)
  • นักวิทยาศาสตร์ (ทดลองเรื่องไฟฟ้า)
  • นักเขียน นักพิมพ์
  • ผู้ก่อตั้งห้องสมุดและมหาวิทยาลัย

3. อวิเซนนา (Avicenna/Ibn Sina)

อวิเซนนา (ค.ศ. 980-1037) นักปราชญ์ชาวเปอร์เซียที่เป็นโพลีแมทระดับโลก:

  • แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ (เขียนตำราแพทย์ที่ใช้ในยุโรปนานกว่า 500 ปี)
  • นักปรัชญา
  • นักดาราศาสตร์
  • นักเคมี
  • นักคณิตศาสตร์

4. มารี กูรี (Marie Curie)

มารี กูรี (ค.ศ. 1867-1934) นักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นคนเดียวที่ได้รับ 2 สาขา:

  • นักฟิสิกส์ (รางวัลโนเบลฟิสิกส์ 1903)
  • นักเคมี (รางวัลโนเบลเคมี 1911)
  • ค้นพบธาตุโพโลเนียมและเรเดียม
  • บุกเบิกการใช้รังสีในการรักษาโรค

5. โพลีแมทไทยที่น่าสนใจ

ในสังคมไทยก็มีบุคคลที่มีลักษณะคล้ายโพลีแมท เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เป็นทั้งนักประวัติศาสตร์ นักกฎหมาย นักการเมือง และนักปกครอง หรือ ศาสตราจารย์ ดร.เชิดชัย รัชตพันธุ์ ที่มีความรู้ลึกซึ้งทั้งด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และวรรณคดี

ทำไมโพลีแมทจึงสำคัญในศตวรรษที่ 21

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและปัญหาต่าง ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น โพลีแมทมีความสำคัญเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • 1. การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ปัญหาในโลกปัจจุบันเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ต้องการการแก้ไขแบบสหวิทยาการที่ต้องอาศัยความรู้จากหลายศาสตร์มาบูรณาการ
  • 2. นวัตกรรมข้ามศาสตร์ นวัตกรรมที่สำคัญมักเกิดจากการผสมผสานความรู้จากหลายสาขา เช่น สมาร์ทโฟนที่รวมเทคโนโลยีจากวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ ดีไซน์ และจิตวิทยาผู้ใช้
  • 3. ความสามารถในการปรับตัว ในโลกที่งานหลายอาชีพจะหายไปและอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้น ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่และปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็น โพลีแมทที่มีพื้นฐานความรู้หลากหลายจะปรับตัวได้ง่ายกว่า
  • 4. ความคิดสร้างสรรค์ การมีความรู้จากหลายสาขาช่วยให้มองเห็นความเชื่อมโยงที่คนอื่นมองไม่เห็น นำไปสู่ไอเดียใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์
  • 5. ภาวะผู้นำที่ดี ผู้นำที่ดีในยุคปัจจุบันต้องเข้าใจหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ สังคม และจิตวิทยา เพื่อตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

งานวิจัยของ Michael Araki ศาสตราจารย์จาก UNSW Business School ได้พัฒนา “Developmental Model of Polymathy” ที่อธิบายว่าการเป็นโพลีแมทไม่ใช่แค่การมีความรู้หลายอย่าง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาที่ต้องอาศัย ความกว้าง (Breadth) ความลึก (Depth) และ การบูรณาการ (Integration) ของความรู้

จะเป็นโพลีแมทได้อย่างไร?

แม้ว่าการเป็นโพลีแมทจะดูท้าทาย แต่ในหนังสือ “The Polymath” ของ Waqas Ahmed นักเขียนชาวอังกฤษระบุว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นโพลีแมท เพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีความสนใจและพรสวรรค์หลายอย่าง

แนวทางในการพัฒนาตนเองสู่โพลีแมท:

  • 1. ปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัยใคร่รู้เป็นพื้นฐานสำคัญของโพลีแมททุกคน เรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม สำรวจ และทดลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  • 2. เรียนรู้แบบบูรณาการ แทนที่จะเรียนรู้แต่ละเรื่องแยกกัน ให้มองหาความเชื่อมโยงระหว่างสาขาต่าง ๆ เช่น ศิลปะกับคณิตศาสตร์ ดนตรีกับฟิสิกส์
  • 3. ฝึกการคิดเชิงระบบ เรียนรู้ที่จะมองภาพรวมและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ แทนที่จะมองแค่รายละเอียดปลีกย่อย
  • 4. ลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่อ่านหรือฟัง แต่ต้องลงมือทำจริง สร้างผลงาน และได้รับ feedback เพื่อพัฒนาทักษะ
  • 5. สร้างความลึกในสาขาหลัก เริ่มจากการเชี่ยวชาญ 2-3 สาขาที่สนใจจริง ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ ขยายวงไปสาขาอื่น ๆ
  • 6. เชื่อมต่อกับชุมชนที่หลากหลาย การได้พบปะผู้คนจากหลากหลายสาขาจะเปิดมุมมองใหม่ ๆ และโอกาสในการเรียนรู้
  • 7. จัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นโพลีแมทต้องอาศัยการจัดการเวลาที่ดี เพื่อแบ่งเวลาเรียนรู้และพัฒนาทักษะในหลายสาขาอย่างสมดุล

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการเป็นโพลีแมทเป็น กระบวนการยาวนาน ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง มันเป็นการเดินทางแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น อดทน และความหลงใหลในการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ทิ้งท้าย

โพลีแมท หรือ พหูสูต คือผู้ที่มีความรู้และทักษะอย่างลึกซึ้งในหลากหลายสาขาวิชา พร้อมทั้งสามารถบูรณาการความรู้เหล่านั้นมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นโพลีแมทแตกต่างจาก “เป็ด” หรือ “Jack of all trades, master of none” ตรงที่โพลีแมทมีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในแต่ละสาขาที่ศึกษา ไม่ใช่แค่รู้ผิวเผิน

ตลอดประวัติศาสตร์มีโพลีแมทที่ยิ่งใหญ่มากมาย ตั้งแต่เลโอนาร์โด ดา วินชี เบนจามิน แฟรงคลิน ไปจนถึงมารี กูรี ผู้ซึ่งได้ทิ้งผลงานสำคัญที่เปลี่ยนแปลงโลกในหลายมิติ ความสำเร็จของพวกเขาเกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้จากหลายศาสตร์มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ในศตวรรษที่ 21 โพลีแมทกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง เพราะโลกต้องการคนที่สามารถแก้ปัญหาซับซ้อนแบบสหวิทยาการ สร้างนวัตกรรมข้ามศาสตร์ และปรับตัวได้รอบด้าน การพัฒนาตนเองสู่โพลีแมทเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ หากมีความอยากรู้อยากเห็น ความมุ่งมั่น และวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม

หากสนใจพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ผู้รอบรู้ในยุคนี้ เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ที่อยู่นอกเหนือจากสาขาที่เชี่ยวชาญอยู่ มองหาความเชื่อมโยงระหว่างสาขาต่าง ๆ และที่สำคัญคือลงมือทำและสร้างผลงานจริง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การเป็นโพลีแมทไม่ใช่เรื่องของความฉลาดพิเศษหรือพรสวรรค์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ ทัศนคติ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และ ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ การเป็นโพลีแมทอาจเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต

NaniTalk S.

เป็นนักเขียนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ เรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอ เชื่อว่าเนื้อหาที่ดีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button