![[รีวิว-เรื่องย่อ] Supergirl (2026) มิลลี่ อัลค็อกเจิดจรัส กู้วิกฤตหนัง DCU](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/06/Review-Supergirl-2026.webp)
- มิลลี่ อัลค็อกถ่ายทอดคาร่า ซอร์-เอล ในแบบแอนตี้ฮีโร่ที่แตกต่างจากซูเปอร์เกิร์ลทุกเวอร์ชันก่อนหน้าได้อย่างมีเสน่ห์และน่าจดจำ
- เจสัน โมโมอาเกิดมาเพื่อบทโลโบ สร้างสีสันให้หนังมีชีวิตชีวาทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนจอ
- บทหนังและงานตัดต่อคือจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้จังหวะการเล่าเรื่องขาดความต่อเนื่องและลดทอนพลังทางอารมณ์จากต้นฉบับคอมมิค
- หนังกล้าใช้โทนที่แตกต่างจากซูเปอร์แมนอย่างสิ้นเชิง เหมาะกับคนที่อยากเห็น DCU ฉีกจากสูตรสำเร็จ แต่ยังไม่เหมาะกับผู้ชมที่คาดหวังความสมบูรณ์แบบทุกองค์ประกอบ
แฟน DC Comics ที่เฝ้ารอจักรวาลใหม่ภายใต้การนำของเจมส์ กันน์ คงผ่านความรู้สึกหลากหลายมาแล้วจาก หนัง ซูเปอร์แมน (2025) ที่เปิดตัว DCU ได้อย่างอบอุ่นและเปี่ยมความหวัง พอมาถึงคิวของซูเปอร์เกิร์ล คำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คือ หนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงเดี่ยวเรื่องนี้จะรักษามาตรฐานต่อจากรุ่นพี่ลูกผู้ชายได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อหยิบเอามินิซีรีส์ในตำนานอย่าง Supergirl: Woman of Tomorrow ของทอม คิง และบิลคิส เอเวลี มาดัดแปลง
คำตอบสั้น ๆ คือ มิลลี่ อัลค็อก (Milly Alcock) แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อยู่หมัด แต่บทหนังของ อานา โนเกรา (Ana Nogueira) และการกำกับของ เคร็ก กิสเลสปี้ (Craig Gillespie) กลับส่งเธอขึ้นเวทีโดยที่โครงเรื่องยังสร้างไม่เสร็จดี หนังมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม มีฉากแอ็คชันที่สร้างสรรค์ และมีตัวละครใหม่อย่าง รูธี (Ruthye) กับ โลโบ (Lobo) ที่ช่วยเพิ่มสีสัน แต่จังหวะและโทนโดยรวมกลับแกว่งไปมาจนน่าเสียดาย
ถึงกระนั้น Supergirl ก็ยังเป็นประสบการณ์การดูที่คุ้มค่าสำหรับแฟน ซูเปอร์ฮีโร่ และถือเป็นก้าวที่กล้าหาญของ DCU ในการฉีกหนีจากสูตรสำเร็จซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป มันไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นหนังที่กล้าแตกต่าง และในยุคที่หนังซูเปอร์ฮีโร่เริ่มอิ่มตัว นั่นอาจเป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องการมากที่สุด

หัวใจที่แท้จริงของ Supergirl คือการแสดงของ มิลลี่ อัลค็อก ในบท คาร่า ซอร์-เอล ซูเปอร์เกิร์ลเวอร์ชันที่แตกต่างจากทุกเวอร์ชันก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ใช่เด็กสาวผู้เปี่ยมความหวังแบบที่เมลิสซา เบนอยส์ เคยถ่ายทอดในซีรีส์ แต่เป็นหญิงสาวผู้เต็มไปด้วยบาดแผลจากการเฝ้ามองทุกคนที่รักตายไปทีละคนบนอาร์โกซิตี ชิ้นส่วนที่เหลือรอดของดาวคริปตัน
อัลค็อกถ่ายทอดคาร่าออกมาได้ราวกับปีเตอร์ โอทูล ในร่างผู้หญิง ตลก มีเสน่ห์ เจ้าเล่ห์ และเป็นนักปาร์ตี้ตัวยงที่พร้อมจะวางมวยกับใครก็ตามที่ขวางทาง
นี่คือคำนิยามจากนักวิจารณ์ Courtney Howard แห่ง Fresh Fiction ที่อธิบายตัวละครของเธอได้อย่างแม่นยำ
เคมีระหว่างคาร่ากับ รูธี แมรี โนล (Ruthye Marye Knoll) รับบทโดย อีฟ ริดลีย์ (Eve Ridley) เด็กสาวผู้สูญเสียครอบครัวจากฝีมือของกลุ่มบริกันด์ ถือเป็นแกนกลางทางอารมณ์ที่แข็งแรงที่สุดของเรื่อง ริดลีย์ไม่ใช่แค่sidekick ธรรมดา แต่คือตัวถ่วงดุลทางศีลธรรมให้คาร่า ในขณะที่คาร่าจมปลักอยู่กับความเกลียดชัง รูธีกลับเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า การล้างแค้นไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลเสมอไป
อีกหนึ่งตัวละครที่ขโมยซีนแทบทุกฉากที่ปรากฏตัวคือ เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ในบท โลโบ นักล่าค่าหัวต่างดาวสุดเพี้ยน โมโมอาหลุดจากกรอบอควาแมนผู้สูงส่งใน DCEU มาสู่บทที่บ้าระห่ำและเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง นักวิจารณ์หลายคนลงความเห็นตรงกันว่า “นี่คือบทที่โมโมอาเกิดมาเพื่อเล่น” และช่วงเวลาที่เขาอยู่บนจอคือช่วงที่หนังมีชีวิตชีวามากที่สุด

หากการแสดงคือหัวใจที่เต้นแรง ปัญหาใหญ่ของ Supergirl อยู่ที่โครงสร้างและจังหวะการเล่าเรื่อง บทของอานา โนเกรา พยายามดัดแปลงมินิซีรีส์ 8 เล่มจบให้เป็นหนัง ไซไฟ 3 องก์ แต่กลับสูญเสียชั้นเชิงทางอารมณ์ที่ต้นฉบับทำได้ลึกซึ้งกว่า
จังหวะของหนังถูกตัดต่อในลักษณะที่ขาดช่วง เดวิด รูนีย์ (David Rooney) จาก The Hollywood Reporter ตั้งข้อสังเกตว่า “หนังราวกับถูกเฉือนชิ้นส่วนเชื่อมต่อบางอย่างออกไปในห้องตัดต่อ” ส่งผลให้เส้นเรื่องหลักที่ควรจะพาผู้ชมไต่ระดับอารมณ์ขึ้นเรื่อย ๆ กลับให้ความรู้สึกกระโดดไปมาและขาดแรงส่งในหลายจังหวะ
ตัวร้ายอย่าง เครม ออฟ เดอะ เยลโลว์ ฮิลส์ (Krem of the Yellow Hills) รับบทโดย มาธิอัส โชนาร์ท (Matthias Schoenaerts) ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เสียงวิจารณ์แตกออกเป็นสองทาง ด้านหนึ่งมีผู้ชมที่มองว่าเครมคือวายร้ายที่ชั่วร้ายแบบไม่ต้องมีปมซับซ้อนให้เสียเวลา ซึ่งก็ใช้ได้ผลในบริบทของเรื่อง แต่อีกด้านหนึ่งกลับรู้สึกว่าเขาเป็นวายร้ายที่มิติเดียวเกินไปจนน่าผิดหวัง เมื่อเทียบกับศักยภาพของโชนาร์ทที่เคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วในหนังดรามาหนัก ๆ หลายเรื่อง
นอกจากนี้ การตัดสินใจให้ คริปโต (Krypto) สุนัขซูเปอร์พาวเวอร์ที่เคยขโมยหัวใจคนดูในหนังซูเปอร์แมน หายไปจากจอเป็นส่วนใหญ่ของเรื่อง ก็เป็นอะไรที่แฟน ๆ หลายคนบ่นถึงอย่างกว้างขวาง พล็อตที่ให้คริปโตถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษตั้งแต่ต้นเรื่อง กลายเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ค่อยขึ้นในการดันตัวละครสุดน่ารักนี้ออกไปอยู่ข้างสนาม

Supergirl เดินเรื่องด้วยโทนที่ดำกว่าซูเปอร์แมนอย่างเห็นได้ชัด กิสเลสปี้เลือกเล่าเรื่องแบบ “road movie” ในอวกาศที่คาร่าต้องเดินทางผ่านดาวเคราะห์กว่า 9 ดวง แต่ละแห่งมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง แรงบันดาลใจจาก The Fifth Element (1997) และ True Grit (1968) ถูกถักทอเข้ากับดีเอ็นเอของหนังอย่างจงใจ
สิ่งที่หนังทำได้ดีคือการไม่พยายามเลียนแบบซูเปอร์แมน ในขณะที่คลาร์ก เค้นท์ เป็นฮีโร่ผู้มองโลกในแง่ดีราวกับแสงอาทิตย์ คาร่า ซอร์-เอล กลับเป็นแอนตี้ฮีโร่ที่ใช้ชีวิตหนีความเจ็บปวดด้วยการปาร์ตี้บนดาวเคราะห์ที่มีแสงอาทิตย์สีแดง ที่ซึ่งชาวคริปตันสามารถเมาได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป
ซูเปอร์เกิร์ลคือการประกาศตัวอย่างมั่นใจว่า DC Studios ตั้งใจจะให้ฮีโร่แต่ละตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ – ปีเตอร์ เกรย์ จาก The AU Review กล่าวไว้
แต่โทนที่จัดจ้านนี้ก็กลายเป็นดาบสองคม เพราะความพยายามจะจริงจังและห่ามในเวลาเดียวกัน ทำให้หนังขาดสมดุลในหลายช่วง ฉากตลกบางมุกใช้ได้ผล แต่อีกหลายมุกกลับหล่นพื้นโดยเฉพาะมุกที่พยายามจะเลียนแบบ Guardians of the Galaxy มากเกินไป การเปรียบเทียบกับหนังของเจมส์ กันน์ เกิดขึ้นถี่มากในหมู่นักวิจารณ์ ตั้งแต่เสื้อคลุมหนังสีน้ำตาลของคาร่าที่เหมือนปีเตอร์ ควิลล์ ไปจนถึงยานอวกาศที่ดูราวกับขโมยมาจากร็อคเก็ต แรคคูน

ด้วยทุนสร้างราว 170 ล้านดอลลาร์ Supergirl ลงทุนกับการสร้างโลกอวกาศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้กำกับภาพ ร็อบ ฮาร์ดี (Rob Hardy) ใช้กล้อง IMAX ถ่ายทำแอ็คชันซีเควนซ์ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับอารมณ์ของคาร่า เมื่อเธอโกรธ ภาพจะสั่นไหวรุนแรงแบบถือกล้อง แต่เมื่อเธอสงบและมั่นใจ กล้องจะไหลลื่นอย่างสง่างาม
แอ็คชันไฮไลต์ของเรื่องคือฉากต่อสู้บน “รถบัสอวกาศ” ที่คาร่าต้องรับมือกับโจรสลัดเทเลพอร์ต ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบคิวบู๊ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในเรื่องได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งซีเควนซ์ที่ถูกพูดถึงบ่อยคือฉากสโลว์โมชันช่วงท้ายเรื่องที่ใช้เพลงคัฟเวอร์ “The Middle” ประกอบ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่หนังปล่อยให้ตัวเองสนุกเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับโทนดาร์ก
จุดอ่อนด้านภาพที่นักวิจารณ์หลายคนเห็นตรงกันคือพาเลตสีที่ออกไปทางน้ำตาลขุ่นมัวตลอดทั้งเรื่อง เอียน แซนด์เวล จาก Digital Spy ให้ความเห็นว่า “ไม่นานนักก็จะเบื่อหน่ายกับสีสันที่หม่นหมอง มันทำให้นึกถึง Thor: The Dark World” ซึ่งเป็นหนึ่งในหนัง Marvel ที่ถูกวิจารณ์เรื่องโทนสีหนักที่สุด

Supergirl คือหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ครึ่งหนึ่งทะยานสูง อีกครึ่งหนึ่งยังบินไม่พ้นแรงโน้มถ่วง มิลลี่ อัลค็อกพิสูจน์แล้วว่าเธอคือตัวเลือกที่ใช่สำหรับคาร่า ซอร์-เอล เวอร์ชันนี้ และเจสัน โมโมอาในบทโลโบคือสิ่งที่แฟนการ์ตูนรอคอยมานาน ปัญหาคือทั้งคู่ถูกขังอยู่ในหนังที่บทและงานตัดต่อยังต้องการความคมกว่านี้
หนังเรื่องนี้เหมาะกับแฟน DC ที่อยากเห็นจักรวาลใหม่เดินหน้าไปในทิศทางที่แตกต่าง และเหมาะกับคนที่ชื่นชอบการแสดงระดับสูงของนักแสดงนำ แต่ไม่เหมาะกับคนที่คาดหวังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ที่สมบูรณ์แบบทุกองค์ประกอบ หรือแฟนหนังสือการ์ตูนต้นฉบับที่ยึดติดกับขนบเดิมของเรื่อง สำหรับผู้ที่ยังลังเลว่าควรเสียค่าตั๋วหรือไม่ ลองอ่าน รีวิวหนัง-ซีรีส์ อื่น ๆ เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจก็ได้
ในฐานะหนังลำดับที่ 2 ของ DCU Supergirl บอกเราว่าจักรวาลนี้อาจมีหลุมบ่อระหว่างทางอยู่บ้าง แต่เมื่อมีบุคลากรที่ใช่ มันก็ยังมีสิทธิ์ไปต่อได้อีกไกล หลังจากนี้คาร่าจะกลับมาใน Man of Tomorrow และถ้าหนังเรื่องนั้นให้พื้นที่เธอมากพอ มันอาจเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่า “Supergirl” สมควรมีที่ยืนในจักรวาลนี้อย่างเต็มภาคภูมิ
- ชื่อเรื่องภาษาไทย: ซูเปอร์เกิร์ล
- ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Supergirl (2026)
- ประเภท: แอ็คชัน, ผจญภัย, แฟนตาซี, วิทยาศาสตร์
- วันที่เข้าฉายในไทย: 24 มิถุนายน 2569
- นักแสดงนำ: มิลลี่ อัลค็อก (Milly Alcock), เจสัน โมโมอา (Jason Momoa), มาธิอัส โชนาร์ท (Matthias Schoenaerts), อีฟ ริดลีย์ (Eve Ridley), เดวิด ครัมฮอลต์ซ (David Krumholtz), เอมิลี่ บีชาม (Emily Beecham), เดวิด คอเรนสเว็ต (David Corenswet)
- ผู้กำกับ: เคร็ก กิสเลสปี้ (Craig Gillespie)
- บทภาพยนตร์: อานา โนเกรา (Ana Nogueira)
- สร้างจาก: Supergirl: Woman of Tomorrow โดย ทอม คิง (Tom King) และ บิลคิส เอเวลี (Bilquis Evely)
- อำนวยการสร้าง: เจมส์ กันน์ (James Gunn), ปีเตอร์ ซาฟราน (Peter Safran)
- ความยาว: 1 ชั่วโมง 48 นาที
- เรตติ้ง IMDb: 6.1/10
- คะแนน Rotten Tomatoes: 58%
- ช่องทางการดูในประเทศไทย: โรงภาพยนตร์
มิลลี่ อัลค็อกแบกหนังทั้งเรื่อง แต่บทและงานตัดยังเป็นรอง
โครงเรื่อง - 6.6
การแสดง - 8.4
โปรดักชัน - 7.4
ความบันเทิง - 7.2
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6.8
7.3
Supergirl (2026) คือหนังลำดับที่ 2 ในจักรวาล DCU ที่ดัดแปลงจากมินิซีรีส์ระดับรางวัล Eisner อย่าง Supergirl: Woman of Tomorrow เล่าเรื่องของคาร่า ซอร์-เอล ในวันเกิดปีที่ 23 ขณะท่องอวกาศและได้พบกับรูธี เด็กสาวผู้ตามล่าล้างแค้นให้ครอบครัว หนังได้ มิลลี่ อัลค็อก ถ่ายทอดซูเปอร์เกิร์ลในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เธอคือแอนตี้ฮีโร่ที่เต็มไปด้วยบาดแผลและความกร้าวแกร่ง การแสดงของเธอคือจุดแข็งที่สุดของเรื่อง ร่วมกับเจสัน โมโมอาที่เกิดมาเพื่อเป็นโลโบ อย่างไรก็ตามบทหนังของอานา โนเกราที่แม้จะทะเยอทะยานในการรักษาหัวใจของต้นฉบับแต่กลับสะดุดในจังหวะเล่าและการพัฒนาตัวละคร ส่งผลให้เป็น [หนังฝรั่ง](https://www.nanitalk.com/tag/western-movies/) ซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูสนุกแต่ไม่ถึงที่สุด เหมาะสำหรับผู้ชมที่อยากเห็น DCU แตกต่าง และแฟน ๆ ของมิลลี่ อัลค็อก แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่คาดหวังความสมบูรณ์แบบหรือยึดติดกับต้นฉบับคอมมิค

![[รีวิว-เรื่องย่อ] Dust Bunny (2025) หนังแฟนตาซีสยองที่ทะเยอทะยานเกินตัว](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/06/Review-Dust-Bunny-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Voicemails For Isabelle (2026) หนัง Netflix ที่ถักทอรักจากความโศกเศร้า](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/06/Review-Voicemails-For-Isabelle-2026.webp)


![[รีวิว-เรื่องย่อ] Your Fault London (2026) หนังรัก Prime Video เคมีดีแต่บทพัง](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/06/Review-Your-Fault-London-2026.webp)

![[รีวิว-เรื่องย่อ] The Death of Robin Hood (2026) จุดจบตำนานวีรบุรุษผู้หมดแรงจะสู้](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/06/Review-The-Death-of-Robin-Hood-2026.webp)
