รีวิวอนิเมะ

[รีวิว-เรื่องย่อ] ผู้กล้าสวะ | Scum of the Brave (2026)

  • Scum of the Brave นำเสนอแนวคิดใหม่ที่ ผู้กล้า เป็นนักฆ่ารับจ้างที่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่ฮีโร่ในอุดมคติ
  • ตัวละครหลักมีความตัดกันอย่างน่าสนใจ ระหว่างยาชิโระผู้เหนื่อยหน่ายกับชีวิต กับอากิที่เต็มไปด้วยอุดมคติ
  • Worldbuilding ที่ผสมผสาน โลกใต้ดินของมาเฟีย กับพลังเวทมนตร์ในโตเกียวอนาคตได้อย่างน่าสนใจ
  • คุณภาพแอนิเมชันมีปัญหาเรื่องความลื่นไหลของการเคลื่อนไหว แต่เนื้อเรื่องยังดึงดูดได้

เคยสงสัยไหมว่าถ้าผู้กล้าในโลกไม่ใช่ฮีโร่ที่เสียสละ แต่เป็นนักฆ่ารับจ้างที่ทำงานเพื่อเงิน ชีวิตจะเป็นอย่างไร? อนิเมะ Scum of the Brave (ผู้กล้าสวะ) ซีซั่นใหม่ของปี 2026 พาเราไปสัมผัสกับโลกที่ ความเป็นฮีโร่ ถูกตีความใหม่อย่างสิ้นเชิง ในโตเกียวกลางศตวรรษที่ 21 ที่หัวหน้ามาเฟียสามารถกลายเป็น “ราชาปีศาจ” ด้วยการผ่าตัดเสริมพลัง ether และมี “ผู้กล้า” ที่เป็นนักล่าเงินรางวัลได้รับอนุญาตจากรัฐให้ฆ่าพวกเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อนิเมะเรื่องนี้สร้างจากไลท์โนเวลของ Rocket Shokai ที่ได้รับรางวัล Grand Prize ในหมวด Modern Action จาก Kakuyomu Web Novel Contest ปี 2016 และถูกดัดแปลงเป็นมังงะโดย Nakashima723 ก่อนจะมาเป็นอนิเมะโดยสตูดิโอ OLM ภายใต้การกำกับของ ชินจิ อุชิโระ ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกมิติของอนิเมะที่ท้าทายแนวคิดเรื่องความเป็นฮีโร่แบบดั้งเดิม ตั้งแต่ตัวละครที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึง worldbuilding ที่แปลกใหม่ และข้อจำกัดด้านโปรดักชันที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ

Scum of the Brave เริ่มต้นด้วยการแนะนำโลกที่ การค้นพบสาร ether ทำให้มนุษย์สามารถเสริมพลังเวทมนตร์ได้ สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างของสังคมโตเกียว สมาชิกมาเฟียที่มีเงินสามารถทำศัลยกรรม Demon King Transformation เพื่อกลายเป็น “ราชาปีศาจ” ที่มีพลังมหาศาลและครองโลกใต้ดิน ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามมี “ผู้กล้า” (Braves) ซึ่งเป็นนักล่าเงินรางวัลที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลให้ตามล่าและกำจัดราชาปีศาจเหล่านี้ แต่สิ่งที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้แตกต่างคือมันไม่ได้วาดภาพผู้กล้าให้เป็นฮีโร่ที่บริสุทธิ์ แต่แสดงให้เห็นว่านี่เป็นเพียง อาชีพที่ถูกกฎหมายในการฆ่าคน เท่านั้น ทำให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมที่น่าสนใจว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้กล้ากับราชาปีศาจกันแน่

ตัวละครหลักคือ ยาชิโระ (Yashiro) แสดงเสียงโดย โรตะ ซูซูกิ (Ryōta Suzuki) ผู้กล้าอิสระที่มีฉายาว่า “ยมทูต” (Shinigami/Grim Reaper) เพราะความโหดเหี้ยมในการทำงาน แต่ความจริงแล้วเขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาที่อยากใช้ชีวิตเรียบง่าย กินพิซซ่า ดื่มเบียร์ และเล่นเกมการ์ดกับเพื่อนๆ ในบาร์ยุบๆ เขาเหนื่อยหน่ายกับความเป็นผู้กล้า รู้ดีว่าอาชีพนี้ไม่มีอะไรสูงส่ง เป็นแค่การฆ่าคนเพื่อเงินที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ยาชิโระเป็นตัวแทนของความเป็นจริงในโลกที่ จริยธรรมเลือนราง ที่ความดีกับความชั่วไม่ใช่สีขาวดำ แต่เป็นเฉดสีเทาที่ยากจะแยกแยะ การแสดงของซูซูกิสื่อถึงความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่ายของคนที่เห็นความชั่วร้ายมากจนชินชา แต่ยังคงมีหัวใจที่ดีอยู่ลึกๆ

Scum of the Brave #3

อีกฝั่งหนึ่งคือ อากิ โจกามิเนะ (Aki Jogamine) แสดงเสียงโดย อาการิ คิโตะ (Akari Kitō) นักเรียนมัธยมที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนฝึกผู้กล้าชั้นนำในชิบูยะ เธอเป็นคนที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในความถูกต้องของการเป็นผู้กล้า มองว่าตัวเองกำลังทำหน้าที่ปกป้องผู้คนจาก อาชญากรที่มีพลังเหนือมนุษย์ อากิตัดกันอย่างชัดเจนกับยาชิโระ เธอเชื่อในอุดมคติ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และพยายามรักษาความเป็นฮีโร่ไว้ ในขณะที่ยาชิโระรู้ดีว่าทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตา ความตัดกันนี้สร้าง ไดนามิกแบบ buddy cop ที่น่าสนใจ เหมือนกับการจับคู่ระหว่างผู้ชายที่เหนื่อยหน่ายกับโลกกับเด็กสาวที่ยังมีความหวัง และนี่คือจุดแข็งหลักของเรื่อง

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่ออากิถูกโจมตีโดยนักฆ่าในตอนกลางคืน และบังเอิญได้รับความช่วยเหลือจากยาชิโระ หลังจากนั้นเธอก็ติดตามมาที่บาร์ที่ยาชิโระมักไปเล่นการ์ดกับเพื่อนๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะกลุ่มของเธอไปท้าทายราชาปีศาจแต่ประมาทและทำให้เพื่อนถูกจับไป เธอต้องการให้ยาชิโระช่วยกู้เพื่อนกลับมา แม้ยาชิโระจะไม่อยากยุ่ง แต่ด้วยความดื้อรั้นของอากิและเพื่อนอีกคนของเธอชื่อ ยูกิเนะ อินโดะ (Yukine Indo) แสดงเสียงโดย โมโมะ ฮารุมิ (Momo Harumi) ที่เข้ามาช่วยกดดัน ท้ายที่สุดเขาก็ยอมรับงาน และนี่คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์แบบ อาจารย์-ลูกศิษย์ ที่ยาชิโระไม่เคยต้องการ แต่กลับถูกดึงเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ระบบพลัง ในอนิเมะเรื่องนี้น่าสนใจมาก ผู้กล้าเป็นคนธรรมดาที่ใช้ เครื่องฉีด E3 ซึ่งเป็นสารที่เสริมพลัง ether เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ได้พลังเวทมนตร์ชั่วคราวในการต่อสู้ เมื่อฉีดสารนี้เข้าไป จะมีเครื่องหมายปรากฏบนใบหน้าของผู้กล้า ซึ่งแต่ละคนมีเครื่องหมายที่ไม่เหมือนกันและสัมพันธ์กับธาตุต่างๆ เช่น ยาชิโระมีพลังไฟ ยูกิเนะมีพลังลมที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย สิ่งที่น่าสนใจคือในตอนแรก เราจะเห็นว่าลูกน้องของราชาปีศาจก็มีเครื่องหมายเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งบ่งบอกว่าความแตกต่างระหว่างผู้กล้ากับฝั่งอาชญากรไม่ได้อยู่ที่พลัง แต่อยู่ที่ว่าฝั่งไหนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ผู้กล้าใช้สารฉีด ส่วนราชาปีศาจทำศัลยกรรม แต่ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ใช้ความรุนแรงเหมือนกัน

Scum of the Brave #1

Worldbuilding ของอนิเมะเรื่องนี้เป็นจุดแข็งที่สำคัญ มันผสมผสานบรรยากาศของหนังอาชญากรรมสไตล์ noir กับแฟนตาซีได้อย่างลงตัว โตเกียวในอนาคตของเรื่องนี้มีบาร์ยุบๆ ป้าย “ตามหา” ที่ติดอยู่ตามท้องถนน การใช้ทั้งดาบและปืนในการต่อสู้ และราชาปีศาจที่ดูน่ากลัวและมีพลังมหาศาล แต่อนิเมะไม่ได้ทิ้งก้อนข้อมูลยาวๆ มาให้ มันปล่อยให้เรื่องราวค่อยๆ เปิดเผยผ่าน การโต้ตอบและการเลือกของตัวละคร อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวละครรอง เช่น Salt Joe และเพื่อนๆ ของยาชิโระที่บาร์ก็มีเคมีที่ดีกัน แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของผู้ชายไม่กี่คนที่รู้จักกันมานานและสบายใจกัน

แต่อนิเมะเรื่องนี้ก็มีปัญหาที่ชัดเจน นั่นคือ คุณภาพแอนิเมชัน ตอนที่ 1 มีความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวที่ไม่ดี ตัวละครมักจะพูดและเคลื่อนไหวไม่พร้อมกัน ทำให้ดูแข็งทื่อและไม่เป็นธรรมชาติ มีฉากที่ตู้ขายของอัตโนมัติเปลี่ยนทิศทางแบบวิเศษ และการเคลื่อนไหวของตัวละครบางช่วงดูเหมือนสตูดิโอตัดทอนค่าใช้จ่ายไป ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดเวลาในการทำให้ละเอียดก่อนออกอากาศ ฉาก แอ็คชั่น ที่มีในตอนแรกก็มีไม่มากและดูโอเคเท่านั้น ไม่ได้โดดเด่นพอที่จะดึงดูดผู้ชมที่มองหาซีรีส์แอ็คชั่นที่เข้มข้น เพลงเปิดที่มีจังหวะแจ๊สก็สัญญาว่าจะมี มอนสเตอร์ 3DCG ที่ถูกใส่เข้ามาอย่างไม่ลงตัวมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัญหาในอนาคต

นักพากย์ โรตะ ซูซูกิ ในบทยาชิโระนำประสบการณ์ของตัวเองมาใส่ในตัวละครหลักที่มีปัญหาด้านจริยธรรมได้ดี เขาถ่ายทอดความเหนื่อยล้า ความเบื่อหน่าย และความขี้เกียจของยาชิโระออกมาได้น่าเชื่อถือ ในขณะที่ อาการิ คิโตะ ในบทอากิให้พลังงานที่ตรงข้ามอย่างสมบูรณ์ เธอสื่อความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น และความจริงใจของเด็กสาวที่เชื่อในความถูกต้องได้อย่างน่ารัก โมโมะ ฮารุมิ ในบทยูกิเนะก็เพิ่มมิติให้กับทีมด้วยบุคลิกที่แตกต่างออกไปอีก นักพากย์ทั้งสามสร้างไดนามิกที่น่าสนใจและทำให้ การโต้ตอบระหว่างตัวละคร เป็นจุดเด่นของอนิเมะ

Scum of the Brave #2

บท ของ โยอิจิ คาโตะ (Yōichi Katō) เลือกที่จะเน้นการวางรากฐานและ dialogue มากกว่าแอ็คชั่นในตอนแรก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้เราเข้าใจโลกและตัวละครได้ดีขึ้น ข้อเสียคือผู้ชมที่คาดหวังแอ็คชั่นเข้มข้นอาจรู้สึกผิดหวัง ตอนแรกส่วนใหญ่เป็น วัยรุ่นสองคนกับผู้ชายที่เหนื่อยหน่ายนั่งคุยกันในบาร์ มากกว่าฉากต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ แม้แนวคิดจะเป็นการผสมผสานแนวแฟนตาซีกับเรื่องราวอาชญากรรมสมัยใหม่ แต่การดำเนินเรื่องยังขาดความโดดเด่นและความแปลกใหม่ที่น่าจะมีได้จากการผสมเวทมนตร์กับโลกมาเฟีย

เพลงประกอบ ของ เคนอิจิโระ ซูเอฮิโระ (Kenichiro Suehiro) ช่วยสร้างบรรยากาศที่มืดมนและดิบเถื่อนให้กับอนิเมะได้ดี เพลงเปิด “Gun Powder” โดย Tooboe มีจังหวะแจ๊สที่สนุกสนานแต่ก็มีความเข้มข้น ส่วนเพลงปิด “Mental Rental” โดย Mulasaki Ima สะท้อนถึงความกดดันทางจิตใจ ของตัวละครในโลกที่ต้องเลือกระหว่างการเอาตัวรอดกับความถูกต้อง ดนตรีทั้งสองเพลงเข้ากับโทนสีเทาของเรื่องราวได้อย่างลงตัว

ธีมหลักของอนิเมะเรื่องนี้คือการตั้งคำถามกับ ความหมายของการเป็นฮีโร่ ในโลกที่ความดีและความชั่วไม่ชัดเจน ยาชิโระบอกว่าผู้กล้าเป็น “พวกที่แย่ที่สุด” เพราะพวกเขาทำงานเดียวกับอาชญากร คือฆ่าคน แค่ต่างกันที่มีใบอนุญาตจากรัฐ อนิเมะแสดงให้เห็นว่าทั้งผู้กล้าและราชาปีศาจต่างก็ใช้ความรุนแรง ต่างก็มีพลังเหนือมนุษย์ ความแตกต่างอยู่แค่ว่าใครได้รับ การสนับสนุนจากระบบ เท่านั้น ซึ่งเป็นการวิจารณ์สังคมที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความยากจนและความไม่เป็นธรรมในสังคมทุนนิยม

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การใช้ยาเสพติดเป็นสัญลักษณ์ ผู้กล้าเป็นคนธรรมดา แต่ต้องพึ่งพาการฉีดสารเวทมนตร์เพื่อให้ได้พลังในการต่อสู้ เหมือนกับ stimpack ในวิดีโอเกม การฉีดทำให้พวกเขาแข็งแกร่งพอที่จะรอดจากการถูกยิงและตกจากตึก แต่มันก็ทำให้เกิดคำถามว่าการใช้สารเหล่านี้เป็นประจำจะมีผลข้างเคียงไหม ใครเป็นผู้ผลิต และมีการควบคุมอย่างไร ซึ่งอนิเมะยังไม่ได้ตอบและอาจเป็น จุดที่จะค่อยๆ เปิดเผยในตอนต่อไป

Scum of the Brave (ผู้กล้าสวะ) เป็นอนิเมะที่มีแนวคิดแปลกใหม่และกล้าท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเรื่องความเป็นฮีโร่ มันแสดงให้เห็นว่าในโลกที่ความดีและความชั่วเลือนราง การเป็นผู้กล้าอาจเป็นแค่อาชีพหนึ่ง ที่คนทำเพื่อเงินเท่านั้น ไม่ใช่เพราะความเสียสละหรือความกล้าหาญ ตัวละครหลักที่มีความตัดกันอย่างชัดเจนสร้างไดนามิกที่น่าติดตาม worldbuilding ที่ผสมผสานโลกอาชญากรรมกับแฟนตาซีก็ทำได้น่าสนใจ แม้ คุณภาพแอนิเมชัน จะยังไม่ถึงมาตรฐานและตอนแรกจะเน้นการวางรากฐานมากกว่าแอ็คชั่น แต่ศักยภาพของเรื่องราวยังคงอยู่ สำหรับใครที่ชอบอนิเมะแนว urban fantasy ที่มีมุมมองแปลกใหม่และไม่กลัวที่จะสำรวจเฉดสีเทาของจริยธรรม Scum of the Brave น่าจะเป็นอนิเมะที่คุ้มค่ากับการติดตาม มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าอนิเมะเรื่องนี้ทำให้คิดอย่างไรเกี่ยวกับความหมายของการเป็นฮีโร่ และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชอบอนิเมะแนวแอ็คชั่นที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: ผู้กล้าสวะ
  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Scum of the Brave
  • ชื่อเรื่องภาษาญี่ปุ่น: 勇者のクズ (Yūsha no Kuzu)
  • ประเภท: แอ็คชั่น, คอมเมดี้, แฟนตาซี, ดราม่า, ไซไฟ
  • วันที่ออกอากาศ: 10 มกราคม 2026
  • จำนวนตอน: 24 ตอน
  • นักพากย์หลัก: โรตะ ซูซูกิ (Ryōta Suzuki), อาการิ คิโตะ (Akari Kitō), โมโมะ ฮารุมิ (Momo Harumi), ยูมิริ ฮานาโมริ (Yumiri Hanamori)
  • ผู้กำกับ: ชินจิ อุชิโระ (Shinji Ushiro)
  • สตูดิโอ: OLM
  • เรตติ้ง IMDb: 6.7/10
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Muse Thailand

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button