เรื่องน่าสนใจ

ทำความรู้จัก Slow Cinema ศิลปะภาพยนตร์แห่งความเนิบช้าที่เปลี่ยนวิธีดูหนัง

ในยุคที่ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ภาพยนตร์ฮอลลีวูดส่วนใหญ่วัดความสำเร็จด้วยความเร็วในการตัดต่อ: ฉากบู๊ของ Jason Bourne มีความยาวเฉลี่ยเพียง 2 วินาทีต่อช็อต ในขณะที่ Armageddon (1998) ตัดเฉลี่ยทุก 2.07 วินาที โลกของ ภาพยนตร์กระแสหลัก ถูกออกแบบให้เร่งเร้าอารมณ์แบบไม่หยุดพัก แต่ในมุมตรงข้ามของสเปกตรัม มีภาพยนตร์อีกประเภทหนึ่งที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าจนแทบจะหยุดนิ่ง ช็อตหนึ่งอาจยาวนานหลายนาที บทสนทนาถูกลดทอนจนเกือบเป็นความเงียบ และเนื้อเรื่องดูเหมือนจะ “ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย” นี่คืออาณาจักรของ Slow Cinema

Slow Cinema หรือ ภาพยนตร์เนิบช้า (บางครั้งเรียกว่า Contemplative Cinema หรือ ภาพยนตร์เชิงพินิจ) เป็นแนวทางภาพยนตร์ที่ท้าทายขนบการเล่าเรื่องทุกรูปแบบ มันไม่ใช่แค่หนังที่เดินเรื่องช้า แต่คือปรัชญาการสร้างภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามกับความหมายของเวลา การรับชม และความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ ลองเทค ที่ยาวนานหลายนาที ไปจนถึงตัวละครที่ใช้ความเงียบมากกว่าคำพูด ภาพยนตร์แนวนี้เรียกร้องให้ผู้ชมเปลี่ยนบทบาทจากผู้เสพเป็นผู้ร่วมสร้างความหมาย

กระแสนี้ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 รากฐานของมันหยั่งลึกลงในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านขบวนการ Italian Neorealism ของอิตาลี ผ่านผลงานของ Andrei Tarkovsky และ Michelangelo Antonioni ก่อนจะผลิบานเต็มที่ในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ในวันที่โลกภาพยนตร์ถูกครอบงำด้วยความรวดเร็วและนาฏกรรมแบบสำเร็จรูป การทำความรู้จักกับ Slow Cinema จึงไม่ใช่แค่การเปิดโลกทัศน์การดูหนัง แต่คือการค้นพบวิธีใหม่ในการสัมผัสกับเวลาและความหมายที่สูญหายไปในชีวิตประจำวัน

Slow Cinema คือนิยามและองค์ประกอบสำคัญ

Slow Cinema คือนิยามและองค์ประกอบสำคัญ

Slow Cinema เป็นแนวทางภาพยนตร์ศิลปะ (Art Cinema) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการใช้ ลองเทค (Long Take) ที่ยาวนาน กล้องนิ่งหรือเคลื่อนที่น้อยมาก บทสนทนาที่ถูกจำกัดให้เหลือน้อยที่สุด และโครงเรื่องที่ไม่ยึดติดกับขนบการเล่าเรื่องแบบสามองค์ (Three-Act Structure) ตามปกติ นาดิน ไม (Nadin Mai) นักวิจารณ์จากสถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (BFI) อธิบายว่า Slow Cinema ไม่ใช่ปฏิกิริยาต่อความเร็วของโลกสมัยใหม่เท่านั้น หากแต่เป็นการตอบสนองต่อ “ความรู้สึกแปลกแยกที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางผู้คนทั่วโลก”

ในขณะที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดทั่วไปใช้มุมกล้องและการตัดต่อเพื่อชี้นำสายตาผู้ชมอย่างเข้มงวด Slow Cinema เปิดพื้นที่ให้สายตาท่องไปในเฟรมภาพได้อย่างอิสระ หนึ่งช็อตในผลงานของเบ-ลอ ตารร์ (Béla Tarr) อาจยาว 10 ถึง 11 นาที และในภาพยนตร์ Sátántangó ความยาว 7 ชั่วโมงของเขามีเพียงประมาณ 150 ช็อตเท่านั้น เฉลี่ยแล้วเกือบ 3 นาทีต่อช็อต ขณะที่ภาพยนตร์แอ็กชันร่วมสมัยอาจมีช็อตเฉลี่ยไม่ถึง 3 วินาที

บทความที่เกี่ยวข้อง

องค์ประกอบที่พบได้บ่อยในภาพยนตร์แนวนี้ประกอบด้วย ลองเทคที่ยืดยาวเกินความจำเป็นในการเล่าเรื่อง การใช้กล้องนิ่งหรือเคลื่อนที่น้อยที่สุด การลดทอนบทสนทนาและใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร การใช้นักแสดงสมัครเล่นหรือนักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพ การบันทึกเสียงสิ่งแวดล้อมแทนดนตรีประกอบแบบจัดเต็ม และการให้ความสำคัญกับ “ช่วงเวลาที่ว่างเปล่า” (Dead Time) หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน รับประทานอาหาร หรือการรอคอย โดยไม่เกิดเหตุการณ์นาฏกรรมใดๆ เลย

นักวิชาการ Tiago De Luca และ Nuno Barradas Jorge บรรณาธิการของหนังสือวิชาการชื่อ Slow Cinema (Edinburgh University Press, 2016) ชี้ว่าคำว่า Slow Cinema ไม่ควรถูกมองเป็นเอกพจน์ แต่ควรถูกเรียกว่า “Slow Cinemas” ในรูปพหูพจน์ เพราะภาพยนตร์ที่ถูกจัดกลุ่มภายใต้ร่มนี้มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ภาพขาวดำสุดเข้มข้นของเบ-ลอ ตารร์ ไปจนถึงภาพสีสดเหนือจริงของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (Apichatpong Weerasethakul) ไปจนถึงความตลกร้ายแนวนิ่งของ Roy Andersson

สิ่งที่เชื่อมโยงภาพยนตร์เหล่านี้เข้าด้วยกันไม่ใช่ความช้าในตัวเอง แต่เป็นการปฏิเสธตรรกะของทุนนิยมในระบบภาพยนตร์กระแสหลัก ภาพยนตร์เหล่านี้ไม่เสนอ “สินค้า” ความบันเทิงสำเร็จรูป หากแต่เรียกร้องให้ผู้ชมถอยหลังหนึ่งก้าว ตั้งสติ และมีส่วนร่วมในการสร้างความหมายด้วยตนเอง มันคือ “ปฏิบัติการต่อต้านอย่างเป็นระบบ” ดังที่นักวิชาการ Eivind Røssaak อธิบายไว้ โดยเปรียบเทียบกับขบวนการ Slow Food ที่เกิดขึ้นในอิตาลีเพื่อต่อต้านวัฒนธรรมอาหารจานด่วน

การรับชม Slow Cinema จึงไม่ใช่กิจกรรมเพื่อความบันเทิงในความหมายดั้งเดิม หากแต่เป็นประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการทำสมาธิ หรือการนั่งมองภาพวาดในแกลเลอรีศิลปะ ซึ่งผู้ชมแต่ละคนอาจใช้เวลากับภาพนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และนี่คือสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์แนวนี้เป็นที่รักของคนกลุ่มหนึ่ง และเป็นที่สับสนหรือรำคาญใจของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของภาพยนตร์เนิบช้า

รากเหง้าของ Slow Cinema สามารถย้อนกลับไปถึงขบวนการ Italian Neorealism ในอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีผู้กำกับอย่าง Roberto Rossellini และ Vittorio De Sica เป็นผู้นำทาง พวกเขาเลือกใช้สถานที่จริงแทนสตูดิโอ ใช้นักแสดงสมัครเล่น และให้ความสำคัญกับการสังเกตชีวิตมนุษย์สามัญมากกว่าการสร้างนาฏกรรมเกินจริง แนวทางนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อมาถึงผู้กำกับในยุคต่อๆ มา

อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปรมาจารย์คนแรก” ของแนวทางเนิบช้าคือ Michelangelo Antonioni ผู้กำกับชาวอิตาลี ผู้สร้างผลงานชุด “Alienation Tetralogy” อันประกอบด้วย L’Avventura (1960), La Notte (1961), L’Eclisse (1962) และ Red Desert (1964) ภาพยนตร์เหล่านี้พาผู้ชมท่องไปในโลกของชนชั้นกลางที่แปลกแยกในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยใช้ลองเทคที่ยืดยาวเกินความจำเป็นในการเล่าเรื่อง และปล่อยให้ตัวละครล่องลอยไปในพื้นที่ว่างของจิตใจ

ในฝั่งรัสเซีย Andrei Tarkovsky คือเสาหลักอีกต้นหนึ่งที่นิยามความเป็นภาพยนตร์เนิบช้า ด้วยผลงานชิ้นเอกอย่าง Andrei Rublev (1966), Solaris (1972), Mirror (1975) และ Stalker (1979) ตารคอฟสกี้เรียกแนวทางของเขาว่า “การแกะสลักกาลเวลา” (Sculpting in Time) เขาเชื่อว่าหน้าที่ของผู้กำกับไม่ใช่การเล่าเรื่อง แต่คือการสร้างประสบการณ์ของเวลาให้ผู้ชมได้สัมผัสโดยตรง งานของเขามีอิทธิพลมหาศาลต่อผู้กำกับ Slow Cinema รุ่นหลัง และนักเขียนบทและผู้กำกับ Paul Schrader ได้จัดให้เขาอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของ “Tarkovsky Ring” ในหนังสือ Transcendental Style in Film ฉบับปรับปรุงปี 2018

ในช่วงทศวรรษ 1990 หลังสิ้นสุดสงครามเย็น กระแส Slow Cinema ทวีความเข้มข้นและขยายตัวไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบกล้องดิจิทัลที่ทำให้ผู้กำกับสามารถทดลองกับระยะเวลาการถ่ายทำที่ยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนฟิล์ม และยังเป็นยุคที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเริ่มเปิดรับภาพยนตร์แนวนอกขนบมากขึ้น

ในบรรดาผลงานที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคนี้ Sátántangó (1994) ของเบ-ลอ ตารร์ ภาพยนตร์ขาวดำความยาว 7 ชั่วโมงที่เล่าเรื่องราวของหมู่บ้านชาวนาในฮังการีที่ล่มสลาย คือภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวแทนของขบวนการนี้ ซูซาน ซอนแทก (Susan Sontag) นักวิจารณ์คนสำคัญเคยกล่าวว่าอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้ “ปีละครั้งตลอดชีวิตที่เหลือ” และในบทความ “The Decay of Cinema” ปี 1996 เธอวิจารณ์ว่าฮอลลีวูดได้ผลิต “ภาพยนตร์ที่ไร้น้ำหนัก ไร้ร่างกาย” และงานของตารร์คือการเติมเต็ม “raison d’être ของภาพยนตร์ นั่นคือประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบ”

การเข้าสู่ทศวรรษ 2000 ถึง 2010 คือช่วงที่ Slow Cinema ได้รับการยอมรับในระดับสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก และเริ่มขยายฐานผู้ชมออกจากวงจำกัดของคนดูหนังอาร์ตไปสู่ผู้ชมในวงกว้างขึ้นผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและการฉายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ

ผู้กำกับและผลงานระดับตำนานแห่งโลก Slow Cinema

หากจะกล่าวถึงรายชื่อผู้กำกับที่เป็นหัวใจของขบวนการ Slow Cinema ชื่อแรกที่เปลี่ยนโฉมหน้าการประกวดระดับโลกอย่างไม่อาจมองข้ามคือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (Apichatpong Weerasethakul) ผู้กำกับชาวไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives (2010) หรือ ลุงบุญมีระลึกชาติ ผลงานของอภิชาติพงศ์เชื่อมโยงโลกแห่งจิตวิญญาณ ความทรงจำ และธรรมชาติเข้าด้วยกันด้วยจังหวะที่เนิบช้าและภาพที่ตรึงตาตรึงใจ ตามด้วยผลงานระดับนานาชาติอย่าง Cemetery of Splendour (2015) หรือ รักที่ขอนแก่น และ Memoria (2021) ที่นำแสดงโดยทิลดา สวินตัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ตั้งใจไม่ฉายผ่านสตรีมมิ่ง แต่เดินสายฉายตามโรงภาพยนตร์และพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกเพื่อรักษาประสบการณ์การรับชมในโรงไว้

ฟากฝั่งไต้หวัน Tsai Ming-liang (ไช่ หมิงเลี่ยง) คือบุคคลที่ทำให้คำว่า Slow Cinema บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ Jonathan Romney ในบทวิจารณ์ภาพยนตร์ Goodbye, Dragon Inn (2003) หรือ ลาก่อน โรงหนังหลงเหมิน ผลงานของไช่สร้างภาษาภาพยนตร์เฉพาะตัวที่ลดทอนบทสนทนาและใช้ช็อตที่ยาวนานถึงขีดสุด ใน Stray Dogs (2013) หรือ สุนัขจรจัด ภาพยนตร์ที่ได้รางวัล Grand Jury Prize จากเทศกาลเวนิส มีช็อตหนึ่งที่ยาวเกือบ 14 นาทีโดยแทบไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เป็นการท้าทายขนบการดูหนังอย่างถึงที่สุด

ในฟิลิปปินส์ Lav Diaz (ลาฟ ดิแอซ) คือผู้กำกับที่ผลักดันขอบเขตของระยะเวลาไปไกลกว่าผู้กำกับคนอื่นๆ ด้วยภาพยนตร์ที่มีความยาวตั้งแต่ 4 ถึง 11 ชั่วโมง เช่น Evolution of a Filipino Family (2004), Norte, the End of History (2013) และ The Woman Who Left (2016) ที่คว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลเวนิส เขาใช้ ลองเทค ขาวดำที่หนักแน่นและนิ่งสนิทเพื่อเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ความอยุติธรรม และความทุกข์ทรมานของชาวฟิลิปปินส์

ทางฝั่งโปรตุเกส Pedro Costa (เปโดร กอชตา) สร้างโลกภาพยนตร์จากชุมชนผู้อพยพชาวเคปเวิร์ดในลิสบอน ด้วยผลงานอย่าง In Vanda’s Room (2000), Colossal Youth (2006) และ Vitalina Varela (2019) ซึ่งใช้แสงเงาจัดจ้านและจังหวะเนิบช้าเพื่อถ่ายทอดความโศกเศร้าและการสูญเสียของผู้คนที่ถูกมองข้าม

ผู้กำกับอีกหลายคนที่ร่วมสร้างภูมิทัศน์ของ Slow Cinema ประกอบด้วย Kelly Reichardt จากอเมริกากับผลงานอย่าง Old Joy (2006) และ Wendy and Lucy (2008), Nuri Bilge Ceylan จากตุรกีกับ Once Upon a Time in Anatolia (2011) และ Winter Sleep (2014) ที่คว้า Palme d’Or, Jia Zhangke จากจีนกับ Still Life (2006) ที่ได้ Golden Lion, และ Roy Andersson จากสวีเดนกับไตรภาค “The Living Trilogy” ที่ใช้ภาพนิ่งแบบ Tableau Vivant และอารมณ์ขันแบบหน้าตายในการตั้งคำถามกับสภาพมนุษย์

ที่น่าสะเทือนใจไม่แพ้กันคือ An Elephant Sitting Still (2018) หรือ ช้างนั่งนิ่ง ผลงานเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายของ Hu Bo (หู ปั๋ว) ผู้กำกับชาวจีนที่จบชีวิตตัวเองหลังถ่ายทำเสร็จด้วยวัยเพียง 29 ปี ภาพยนตร์ความยาว 4 ชั่วโมงเรื่องนี้กลายเป็นพินัยกรรมทางศิลปะที่สะท้อนความอ่อนล้าและสิ้นหวังของคนรุ่นใหม่ภายใต้สังคมร่วมสมัย

Slow Cinema กับการประกาศรางวัลและเทศกาลภาพยนตร์

Slow Cinema กับการประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2010 ที่กลายเป็นเหมือน “ยุคทอง” ของแนวทางนี้บนเวทีระดับนานาชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2010 ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ Slow Cinema เรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดนี้อย่างเต็มตัว และเป็นการเปิดประตูให้คณะกรรมการตัดสินเริ่มมองเห็นคุณค่าของภาพยนตร์แนวนี้นอกเหนือจากกรอบความบันเทิงแบบเดิม

ในปีเดียวกันนั้นเอง Honey หรือ Bal ของ Semih Kaplanoglu คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ตอกย้ำว่าภาพยนตร์เนิบช้ากำลังได้พื้นที่บนเวทีสูงสุดของโลก และในปี 2011 The Tree of Life ของ Terrence Malick คว้า Palme d’Or จากคานส์ ก่อนจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 3 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ชมชาวอเมริกันในวงกว้างได้สัมผัสกับสุนทรียศาสตร์ของ Slow Cinema เป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านั้น Taste of Cherry ของ Abbas Kiarostami เคยคว้า Palme d’Or จากคานส์ในปี 1997, Vive l’Amour ของ Tsai Ming-liang คว้า Golden Lion จากเวนิสในปี 1994, และ Still Life ของ Jia Zhangke คว้า Golden Lion ในปี 2006 แต่รางวัลเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็นข้อยกเว้นมากกว่ากฎ จนกระทั่งคลื่นลูกใหญ่ในทศวรรษ 2010 ได้เปลี่ยนสมการนี้อย่างถาวร

กระนั้น Paul Schrader ผู้เขียน Transcendental Style in Film กลับให้สัมภาษณ์ในปี 2019 ว่า “ความใหม่ของมันเริ่มหมดลงแล้ว” และมองว่า Slow Cinema “กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ห้องแสดงศิลปะและพิพิธภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์และ Tsai Ming-liang ได้เริ่มจัดแสดงผลงานในรูปแบบ Installation Art ในพิพิธภัณฑ์ควบคู่ไปกับการทำภาพยนตร์

เสียงวิจารณ์และข้อถกเถียงรอบทิศ

Slow Cinema ไม่เคยเป็นแนวทางที่ได้รับเสียงชื่นชมเป็นเอกฉันท์ และข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นรอบตัวมันนั้นเข้มข้นไม่แพ้งานของมันเอง ในปี 2010 Nick James บรรณาธิการนิตยสาร Sight & Sound ของ BFI เขียนบทบรรณาธิการชื่อ “Passive-Aggressive” จุดชนวนสงครามน้ำลายในหมู่คนดูหนัง โดยเขาแย้งว่า ลองเทคในยุคแรกๆ เป็น “การยั่วยุที่กล้าหาญของพวกหัวรุนแรง” แต่ปัจจุบันมันกลายเป็น “สำนวนศิลปะสำเร็จรูปที่เป็นที่ยอมรับโดยปริยาย” ที่ทำให้ชีวิตของนักวิจารณ์และโปรแกรมเมอร์เทศกาล “ง่ายเกินไป”

“The length of a shot, on which much of the debate revolves, is a quite abstract measure if divorced from what takes place within it.”
— Sight & Sound

ในฝั่งของนักวิจารณ์อเมริกัน Dan Kois เขียนบทความลง New York Times Magazine อย่างตรงไปตรงมาว่าหนังของ Kelly Reichardt น่าเบื่อ และการดู Tarkovsky ก็เหมือน “การกินผักทางวัฒนธรรม” ซึ่งทำให้ Manohla Dargis และ A.O. Scott สองนักวิจารณ์ใหญ่ของ New York Times ต้องออกมาเขียนแถลงการณ์ร่วมชื่อ “In Defense of the Slow and Boring” เพื่อปกป้องคุณค่าของภาพยนตร์แนวนี้

กระนั้นก็ใช่ว่าการวิจารณ์จะมาจากฝั่งที่ต่อต้านเท่านั้น นักวิชาการ Katherine Fusco และ Nicole Seymour ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า ทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านต่างเข้าใจ Slow Cinema ผิดไปจากความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มองว่ามันคือ “พื้นที่หลบภัยจากโลกที่อิ่มตัวด้วยเทคโนโลยี” แต่ในความเป็นจริง ภาพยนตร์เหล่านี้มักนำเสนอชีวิตของแรงงานและผู้คนชายขอบ และชี้ให้เห็นว่าสำหรับคนเหล่านี้แล้ว “ความทันสมัยถูกสัมผัสในรูปของความเชื่องช้า และมักจะเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อพวกเขา”

ขณะที่ Dan Fox จากนิตยสาร Frieze วิจารณ์การแบ่งค่ายแบบ “คนหยาบคาย” กับ “คนเสแสร้ง” ว่าลดทอนความซับซ้อนของการถกเถียง และคำว่า Slow Cinema เองก็เป็นคำที่มีปัญหาเพราะรวมภาพยนตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไว้ภายใต้ร่มเดียวกัน ซึ่งอดไม่ได้ที่จะเป็นการลดทอนคุณค่าทางศิลปะของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

Slow Cinema ในบริบทไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในเวที Slow Cinema ระดับโลกผ่านผลงานของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับคนสำคัญที่สุดของภาพยนตร์เนิบช้าร่วมสมัย ภาพยนตร์ของเขาไม่เพียงนำเสนอเรื่องราวที่หยั่งรากในวัฒนธรรมและภูมิภาคอีสาน แต่ยังสร้างสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัวที่แตกต่างจาก Slow Cinema ฝั่งยุโรปอย่างชัดเจน ด้วยการใช้สีสันที่สดใส (ต่างจากขาวดำของตารร์หรือดิแอซ) การผสมผสานความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ และการกลับชาติมาเกิด เข้ากับบริบทร่วมสมัยของสังคมไทย

นอกจากอภิชาติพงศ์ ประเทศไทยยังมีผู้กำกับหญิงที่โดดเด่นในแนวทางนี้คือ อโนชา สุวิชากรพงศ์ (Anocha Suwichakornpong) เจ้าของผลงานอย่าง Mundane History (2009) หรือ เจ้านกกระจอก และ By the Time It Gets Dark (2016) หรือ ดาวคะนอง ซึ่งใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรงและจังหวะที่เนิบช้าเพื่อสำรวจประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านชีวิตของตัวละครสามัญ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์คืออีกหนึ่งศูนย์กลางสำคัญของ Slow Cinema โดยมี Lav Diaz เป็นผู้นำทางคนสำคัญ ผลงานของเขามักสะท้อนประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม ความรุนแรงของรัฐ และความทุกข์ยากของประชาชน ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานหลายชั่วโมงและภาพขาวดำที่นิ่งสนิท เขาเป็นผู้กำกับที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โทลสตอยแห่งวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์”

การมีอยู่ของทั้งอภิชาติพงศ์และ Lav Diaz ในภูมิภาคเดียวกันสะท้อนให้เห็นว่า Slow Cinema ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงการ “นำเข้า” สไตล์จากยุโรป หากแต่เป็นการปรับใช้อย่างมีรากเหง้าทางวัฒนธรรม โดยใช้จังหวะเนิบช้าเพื่อตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์หลังอาณานิคม ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความหมายเฉพาะสำหรับภูมิภาคนี้

อนาคตของ Slow Cinema ในยุคดิจิทัล

ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคาดการณ์ว่า Slow Cinema จะตายหรืออยู่รอดเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงอย่างกว้างขวาง Paul Schrader กล่าวในปี 2019 ว่า “มันอาจกำลังดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดของมัน” และชี้ว่ารูปแบบนี้กำลังย้ายจากโรงภาพยนตร์ไปสู่พื้นที่ของแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์และ Tsai Ming-liang เริ่มผลิตผลงานในรูปแบบ Video Installation และ Virtual Reality มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมาถึงของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เช่น MUBI และ The Criterion Channel ที่มีพันธกิจในการนำเสนอภาพยนตร์ศิลปะและภาพยนตร์โลก ได้เปิดช่องทางให้ผู้ชมเข้าถึงภาพยนตร์ Slow Cinema ได้ง่ายกว่ายุคที่ต้องพึ่งพาการฉายตามเทศกาลหรือโรงภาพยนตร์อาร์ตเท่านั้น นี่คือดาบสองคม: ในด้านหนึ่งมันทำให้ฐานผู้ชมขยายกว้างขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งมันเปลี่ยนบริบทการรับชมที่ผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ยืนกรานว่าควรเกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์

ในมิติของผู้สร้าง การเกิดขึ้นของ Generative AI และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีภาพทำให้เกิดคำถามว่า Slow Cinema จะยังคงมีความหมายหรือไม่ในโลกที่ภาพสามารถถูกผลิตขึ้นได้โดยปราศจากมนุษย์ แต่นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่าแก่นแท้ของภาพยนตร์เนิบช้าอยู่ที่ “ความเป็นมนุษย์” ในทุกเฟรมภาพ ความอดทนของผู้กำกับที่ยอมใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีเพื่อตามจับภาพหนึ่งภาพ และการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งของผู้ชม คือสิ่งที่ AI ไม่อาจทดแทนได้

สัญญาณบวกจากช่วงปี 2021 ถึง 2024 คือภาพยนตร์อย่าง Memoria (2021) ที่แม้จะตั้งใจไม่ฉายทางสตรีมมิ่ง แต่ก็ประสบความสำเร็จในการเดินสายฉายทั่วโลก, Days (2020) ของ Tsai Ming-liang ที่ยังคงได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี, และ The Zone of Interest (2023) ของ Jonathan Glazer ที่ซึมซับเทคนิคหลายอย่างจาก Slow Cinema ไปใช้และคว้าทั้งรางวัลออสการ์และเขตผู้ชมจำนวนมาก สะท้อนว่าเมื่อโลกภาพยนตร์ค้นพบหนทางในการผสมผสานที่สุดขั้วทั้งสองเข้าด้วยกัน Slow Cinema อาจกำลังเข้าสู่ “ยุคที่สาม” ซึ่งไม่ใช่การต่อต้านกระแสหลัก แต่คือการค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่กระแสหลักอย่างแยบยล

สรุป

Slow Cinema ไม่ใช่แค่แนวทางภาพยนตร์ทางเลือกสำหรับคนดูหนังอาร์ตกลุ่มเล็กๆ หากแต่คือพื้นที่แห่งการหยุดพักและตั้งคำถามในโลกที่ทุกสิ่งเร่งเร้าให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าความหมายไม่ได้เกิดขึ้นจากการอัดแน่นข้อมูลในทุกวินาที แต่เกิดจากพื้นที่ว่างระหว่างภาพ เสียงเงียบระหว่างบทสนทนา และเวลาที่เหลือเฟือให้เราได้คิด ได้รู้สึก และได้อยู่กับตัวเอง

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับ Slow Cinema คือการมองว่ามัน “น่าเบื่อ” หรือ “เป็นศัตรูกับผู้ชม” ในความเป็นจริง ผู้กำกับแนวนี้ต่างเรียกร้องการมีส่วนร่วมจากผู้ชมมากกว่าภาพยนตร์ทั่วไป เพราะทุกช็อตที่ยาวนานเปิดโอกาสให้ผู้ชมสแกนภาพ ค้นพบรายละเอียด และตีความด้วยตนเอง โดยไม่ถูกชี้นำด้วยการตัดต่อหรือดนตรีประกอบ นี่คือภาพยนตร์ที่ปฏิบัติต่อผู้ชมในฐานะผู้ใหญ่ที่มีวิจารณญาณ ไม่ใช่ผู้บริโภคที่รอการป้อนข้อมูล

ในวันที่ แนะนำหนัง และ รีวิวหนัง-ซีรีส์ ส่วนใหญ่ถูกครอบงำด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่ออัลกอริทึม การเปิดใจให้กับภาพยนตร์เนิบช้าคือการทวงคืนเวลา สมาธิ และความเป็นมนุษย์ที่เราสูญเสียไปทีละน้อย มันคือโอกาสที่จะตั้งคำถามว่า ในเมื่อทุกวันนี้เราดูสารพัดคอนเทนต์ด้วยความเร็ว x1.5 และข้ามฉากที่ “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เราได้สูญเสียทักษะในการ “อยู่กับปัจจุบันขณะ” ไปแล้วหรือไม่ และ ดูอะไรดี ในวันที่โลกอิ่มตัวด้วยตัวเลือกมากมาย คำตอบอาจไม่ใช่การเสาะหาเนื้อหาใหม่เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การดูให้น้อยลงแต่ลึกขึ้น ดูให้ช้าลงแต่มีความหมายมากขึ้น Slow Cinema อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน แต่มันคือประตูบานหนึ่งที่นำไปสู่วิธีใหม่ในการสัมผัสโลกผ่านเลนส์ของภาพยนตร์

กดเพื่ออ่านต่อ

NaniTalk S.

เป็นนักเขียนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ เรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอ เชื่อว่าเนื้อหาที่ดีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
เปิดสารบัญ