ถ้าให้พูดถึงวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงนึกถึงชื่อ อเล็กซ์ อัลบอน เป็นอันดับแรก แต่ปี 2026 นี้ถือเป็นปีที่พิเศษจริง ๆ เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีนักแข่งเลือดไทยลงแข่งพร้อมกันครบทั้งสามระดับของสายเฟอร์มูล่า นั่นคือ Formula 1, Formula 2 และ Formula 3 ในซีซั่นเดียวกัน ถือเป็นภาพรวมที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตไทยไม่เคยได้เห็นมาก่อน และเป็นสัญญาณว่าสายพัฒนานักแข่งของไทยกำลังเดินมาถูกทาง
อเล็กซ์ อัลบอน กับซีซั่นที่หนักหน่วงใน F1
อเล็กซ์ อัลบอน ยังคงเป็นตัวแทนเลือดไทยเพียงคนเดียวที่ลงแข่งแบบฟูลไทม์ในระดับสูงสุดของมอเตอร์สปอร์ตโลกกับทีมวิลเลียมส์ และยังเป็นนักแข่งเชื้อสายเอเชียเพียงคนเดียวที่ลงแข่งครบทุกสนามในปีนี้ด้วย แม้ผลงานปี 2026 จะไม่หวานหูเท่าที่แฟน ๆ อยากเห็น เพราะจนถึงตอนนี้อัลบอนทำได้เพียง 5 คะแนนจาก 13 สนามที่ผ่านมา ต่างจากซีซั่นก่อน ๆ ที่เขาเคยพารถวิลเลียมส์ขึ้นไปลุ้นคะแนนได้บ่อยกว่านี้ โดยผลงานที่ดีที่สุดของปีนี้คือการจบอันดับที่ 8 ในโมนาโก ซึ่งเป็นสนามที่ต้องอาศัยความแม่นยำและประสบการณ์สูง อีกทั้งยังมีสนามที่ต้องออกจากการแข่งขันกลางทางถึงสามครั้ง สะท้อนว่าปีนี้เป็นปีที่ยากสำหรับทั้งตัวเขาและทีม แต่สิ่งที่ทำให้แฟน ๆ ยังเชื่อมั่นในตัวเขาคือการที่วิลเลียมส์เพิ่งต่อสัญญากับอัลบอนยาวไปถึงปี 2027 สะท้อนว่าทีมยังมองเห็นคุณค่าของเขาในระยะยาว ไม่ใช่แค่ในฐานะนักแข่งที่เก็บคะแนนได้ แต่ในฐานะผู้นำทีมที่ช่วยพัฒนารถและดึงทีมงานให้เดินหน้าต่อไปได้ในซีซั่นที่ท้าทาย และยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักแข่งไทยรุ่นน้องที่กำลังไต่เต้าตามหลังเขามาติด ๆ
"เติ้น" ทศนพล ก้าวสู่ F2 แบบฟูลไทม์
อีกหนึ่งชื่อที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตไทยต้องจับตาคือ ทศนพล อินทรภูวศักดิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่น "เติ้น" ลูกชายของนักแข่งรถ GT ชาวไทย วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ เส้นทางของเติ้นเริ่มมาจากการแข่งโกคาร์ทตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนจะไต่เต้าผ่านสังเวียน Formula 4 ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ และสเปน จนมาถึง Formula Regional และ Formula 3 ปี 2026 นี้เติ้นก้าวขึ้นมาลงแข่ง Formula 2 แบบฟูลไทม์เป็นครั้งแรกกับทีม ART Grand Prix ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่มีประวัติความสำเร็จมากที่สุดในซีรีส์นี้ ก่อนหน้านี้เติ้นสร้างชื่อไว้แล้วในปี 2025 ด้วยการเป็นนักแข่งไทยคนแรกที่คว้าชัยชนะในการแข่งขัน FIA Formula 3 ที่สนามซิลเวอร์สโตน และยังช่วยให้ทีม Campos Racing คว้าแชมป์ทีมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของซีรีส์ F3 อีกด้วย การก้าวขึ้นสู่ F2 ในปีนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเขาพร้อมสำหรับเส้นทางสู่ F1 ในอนาคตหรือไม่ และหากทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง เขาก็อาจกลายเป็นนักแข่งไทยคนต่อไปที่ได้ลุ้นที่นั่งในระดับสูงสุดของมอเตอร์สปอร์ตโลก
นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี กับภารกิจใน Formula 3
ในขณะที่เติ้นขยับขึ้นไป F2 ตำแหน่งใน Formula 3 ก็มีนักแข่งไทยอีกคนมารับไม้ต่อ นั่นคือ นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี จากตระกูลที่ก่อตั้งบุญรอดบริวเวอรี่ เขาเริ่มแข่งโกคาร์ทตั้งแต่อายุ 12 ปี และคว้าแชมป์ระดับประเทศมาแล้วหลายรายการทั้งในคลาส Mini ROK, Junior Open และ Senior Open ก่อนจะไต่เต้าผ่าน Formula 4 ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี อิตาลี และยุโรปตะวันออก ตามด้วย Formula Regional European Championship ในปี 2024 และ 2025 มาจนถึงปีนี้ที่ได้ลงแข่ง Formula 3 เต็มซีซั่นกับทีม DAMS Lucas Oil ซึ่งเป็นทีมที่มีชื่อเสียงในการปั้นนักแข่งดาวรุ่งให้ก้าวต่อไปสู่ระดับที่สูงขึ้น การที่ไทยมีนักแข่งใน F3 ต่อเนื่องจากรุ่นก่อนแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนในเยาวชนนักแข่งอย่างเป็นระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ทำไมปีนี้ถึงสำคัญกับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย
การมีนักแข่งไทยครบสามระดับพร้อมกันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะแต่ละระดับต้องใช้ทั้งเงินทุนสนับสนุน ทีมที่ไว้วางใจได้ และการพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็ก การที่บริษัทไทยอย่างสิงห์เข้ามาสนับสนุนนักแข่งดาวรุ่งใน F2 และ F3 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้เส้นทางของนักแข่งไทยไม่สะดุดกลางทาง และทำให้วงจรการพัฒนานักแข่งจากโกคาร์ทไปจนถึงระดับโลกมีความต่อเนื่องมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา แฟนมอเตอร์สปอร์ตไทยที่อยากติดตามทุกสนามแข่งของทั้งสามซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นผลการแข่งหรือแนวโน้มราคาต่อรองในแต่ละสัปดาห์ ก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน w88 ทางเข้า ซึ่งอัปเดตตารางแข่งและตลาดเดิมพันมอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่องตลอดซีซั่น
สิ่งที่ต้องรอดูต่อไป
ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2026 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของนักแข่งไทยทั้งสามคน อัลบอนต้องหาทางเก็บคะแนนเพิ่มในสนามที่เหลือเพื่อปิดซีซั่นให้สมศักดิ์ศรี เติ้นต้องพิสูจน์ตัวเองใน F2 ให้ทีมและสปอนเซอร์เห็นว่าเขาพร้อมสำหรับสเต็ปต่อไปสู่ F1 ส่วนนันทวุฒิก็ต้องอาศัยประสบการณ์ในซีซั่นแรกกับ F3 เพื่อสร้างผลงานที่จะช่วยต่อยอดไปสู่ Formula 2 ในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสามคนอยู่ในเส้นทางเดียวกันแบบต่อเนื่องกันเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปสู่ระดับสูงสุด ซึ่งเป็นโครงสร้างที่หลายประเทศในเอเชียยังไม่มี ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรในช่วงที่เหลือของปี ปี 2026 ก็จะถูกจดจำในฐานะปีที่วงการมอเตอร์สปอร์ตไทยก้าวไปอีกขั้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยรุ่นใหม่อยากจับพวงมาลัยแข่งรถในระดับโลกต่อไป