รีวิวซีรีส์ฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] The Last Thing He Told Me ซีซั่น 2 (2026)

  • The Last Thing He Told Me ซีซั่น 2 กระโดดข้ามมา 5 ปี และเปลี่ยนโทนจาก mystery ไปเป็นแนว family drama ระทึกขวัญเต็มตัว
  • เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ฟอร์มร้อนสุดในซีรีส์นี้ รับบทฮันนาห์ที่เข้มแข็งและตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องง้อใคร
  • แองกูรี ไรซ์ในบทเบลีย์โตขึ้นชัดเจน ตั้งคำถามกับทุกคนในเรื่องได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • จังหวะซีรีส์บางตอนยังไม่สม่ำเสมอ แต่โดยรวมยังถือว่าดูสนุกกว่าที่หลายคนคาด

ถ้าซีรีส์ระทึกขวัญซีซั่นแรกทำให้ติดเรื่องราวของฮันนาห์ ฮอลล์ที่ต้องไขความลึกลับสามีตัวเอง ซีซั่น 2 ของ The Last Thing He Told Me ก็กลับมาพร้อมคำถามใหม่ที่เจ็บปวดกว่าเดิม: แล้วชีวิตจะเดินหน้าต่อยังไงหลังจากรู้ความจริงทั้งหมด? ซีรีส์จาก Apple TV+ ที่ออกฉายตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ พิสูจน์ว่าความเงียบที่ยาวนาน 5 ปีมันฝังความตึงเครียดไว้ลึกกว่าที่คิด

ซีซั่น 2 ดัดแปลงจาก The First Time I Saw Him นวนิยายภาคต่อของ ลอร่า เดฟ (Laura Dave) ที่ตีพิมพ์ต้นปี 2569 เรื่องราวกระโดดข้ามมา 5 ปีหลังซีซั่นแรก ฮันนาห์กับเบลีย์พยายามใช้ชีวิตปกติ แต่มีบางอย่างยังค้างอยู่ในใจทั้งคู่ พอโอเว่น ไมเคิลส์โผล่กลับมา ทุกอย่างก็พลิกกลับหัวอีกครั้ง และคราวนี้ภัยไม่ได้แค่กลับมา มันมาพร้อมตระกูลอาชญากร คัมปาโน่ ที่มีเหตุผลใหม่อยากเคลียร์ทุกคนในเรื่องนี้ให้สิ้นซาก

เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ (Jennifer Garner) แบกซีรีส์เรื่องนี้ไว้เต็ม ๆ และยังทำได้ดีเกินคาด ฮันนาห์ซีซั่นนี้ไม่ได้วิ่งตามใครอีกแล้ว เธอตัดสินใจเอง รับผลเอง และยอมแลกทุกอย่างเพื่อคนที่รัก ฉากที่มือสังหารบุกบ้านในตอนแรกเป็นสัญญาณชัดว่าซีรีส์นี้อัพระดับแอ็คชั่นขึ้นมาจริง ๆ และการ์เนอร์ก็เล่นได้เหมือนเธอรอโมเมนต์นี้มาตลอด ไม่ใช่แค่สาวอ่อนหวานที่ต้องพึ่งคนอื่น แต่เป็นผู้หญิงที่อยู่กับความกลัวมา 5 ปีจนกลายเป็นพลัง

The Last Thing He Told Me ซีซั่น 2 (2026)

นิโคไล คอสเตอร์-วาลเดาร์ (Nikolaj Coster-Waldau) ในบทโอเว่นได้รับพื้นที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และก็ใช้พื้นที่นั้นได้คุ้มค่า ซีซั่นแรกโอเว่นเป็นแค่ปริศนา แต่ซีซั่นนี้เขาเป็นมนุษย์จริง ๆ ที่มีรอยแผลและเหตุผลของตัวเอง ฉากที่เขาเจอฮันนาห์หลังจากหายไปนาน ทั้งสองไม่ตะโกนใส่กันเลย แต่กลับใช้ความเงียบและความลังเลบอกทุกอย่างแทน ซึ่งเป็นการแสดงที่ดูดิบและจริงมาก

แองกูรี ไรซ์ (Angourie Rice) รับบทเบลีย์ได้ดีขึ้นมากในซีซั่นนี้ เธอไม่ได้เป็นแค่เด็กวัยรุ่นที่ต้องได้รับการปกป้องอีกต่อไป เบลีย์ตั้งคำถามกับทั้งฮันนาห์และโอเว่น เธอขุดเรื่องแม่ผู้ล่วงลับ และบทเขียนก็ไว้วางใจมุมมองของเธอมากขึ้นชัดเจน ไรซ์เล่นความขัดแย้งระหว่างความต้องการความจริงกับความกลัวที่จะสูญเสียอีกครั้งได้แยบยลมาก ไม่มีใครโอเวอร์ ทุกอย่างอยู่ใต้ผิวหน้า

จูดี กรีร์ (Judy Greer) ในบทควินน์ คัมปาโน่เป็นไฮไลต์หนึ่งของซีซั่นนี้ เธอเล่นได้คมและมีพลังงานที่แตกต่างจากทุกคนในเรื่อง ฉากระหว่างกรีร์กับการ์เนอร์มีทั้งไฟและความไม่ไว้วางใจที่ไม่ต้องพูดอธิบาย ส่วน ริต้า วิลสัน (Rita Wilson) ในบทแม่ของฮันนาห์ก็เพิ่มมิติดราม่าครอบครัวที่ซีรีส์ต้องการพอดี ดึงฮันนาห์ออกจาก comfort zone ทางอารมณ์ที่เธอสร้างมาตลอด 5 ปี

The Last Thing He Told Me ซีซั่น 2 (2026)

งานกำกับภาพของซีรีส์นี้ยังคงสไตล์ framing แบบใกล้ชิดที่ปล่อยให้นักแสดงเป็นตัวกำหนดอารมณ์ฉาก สีของซีรีส์เป็นโทนกลาง ๆ หม่น ๆ สื่อถึงชีวิตที่พยายามจะปกติแต่มีอะไรบางอย่างค้างอยู่เสมอ Apple TV+ ใส่งบโปรดักชันมาไม่น้อย ฉากไปถึงปารีสในช่วงท้ายซีซั่น ซึ่งเป็นการบอกว่าซีรีส์นี้ไม่ได้อยากอยู่แค่ในกรอบเดิมอีกต่อไปแล้ว

ข้อเสียหลักที่ต้องพูดถึงตรง ๆ คือจังหวะของซีรีส์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ โดยเฉพาะตอนกลาง ซึ่งบางตอนเร่งสร้างแรงตึงแล้วคลายไวเกินจนรู้สึกเสียพลังงานเปล่า ๆ ตัวละครรองบางตัวเปิดตัวน่าสนใจแล้วก็หายไปเฉย ๆ เหมือนนักเขียนลืมไปว่าวางไว้ตรงไหน และบางตอนก็วนอยู่กับ emotional beats เดิมโดยไม่ได้ต่อยอดไปไหน ถ้าโครงเรื่องถูก tighten ขึ้นอีกนิด ซีซั่นนี้น่าจะเฉียบกว่านี้ได้มาก สำหรับใครที่อยากเทียบกับซีรีส์แนวระทึกขวัญอื่น ๆ ที่น่าดูในแนวเดียวกัน ลองเช็กที่นี่

สิ่งที่ทำให้ The Last Thing He Told Me ยังมีคุณค่าในซีซั่นนี้คือมันไม่ได้แค่เล่าเรื่องคนหนีมาเฟีย แต่เล่าเรื่องความไว้วางใจ ความจงรักภักดี และการตัดสินใจว่าจะปกป้องคนที่รักในแบบไหนที่ยังเรียกว่า “ถูก” อยู่ ซีรีส์ถามคำถามที่ไม่ง่ายเลยว่าถ้าความลับนั้นเพื่อปกป้องคนที่เรารัก มันยังคือการโกหกอยู่ไหม? และนั่นคือแก่นของซีรีส์ที่ยังแข็งแกร่งอยู่แม้จังหวะเรื่องจะสะดุดบ้าง

ถ้าชอบซีรีส์ระทึกขวัญฝรั่งที่มีดราม่าครอบครัวหนัก ๆ The Last Thing He Told Me ซีซั่น 2 เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าที่คิดไว้มาก มันไม่ใช่ซีรีส์สมบูรณ์แบบ แต่เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์คนเดียวก็ดึงให้ดูจนจบได้ แชร์รีวิวนี้ให้คนที่ยังลังเลว่าจะดูหรือเปล่า แล้วมาคุยกันในคอมเมนต์ว่าซีซั่นนี้ดีกว่าหรือด้อยกว่าซีซั่นแรกในมุมมองของแต่ละคน

  • ประเภท: ดราม่า, ระทึกขวัญ, ลึกลับ
  • วันที่ออกฉาย: 20 กุมภาพันธ์ 2569
  • นักแสดงนำ: เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ (Jennifer Garner), นิโคไล คอสเตอร์-วาลเดาร์ (Nikolaj Coster-Waldau), แองกูรี ไรซ์ (Angourie Rice), จูดี กรีร์ (Judy Greer), ริต้า วิลสัน (Rita Wilson)
  • ผู้สร้าง: ลอร่า เดฟ (Laura Dave) และ จอช ซิงเงอร์ (Josh Singer)
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Apple TV+

ซีรีส์ระทึกใจที่โตขึ้นกว่าเดิมในซีซั่น 2

โครงเรื่อง - 7.4
การแสดง - 8.8
โปรดักชัน - 8.2
ความบันเทิง - 7.9
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8

8.1

The Last Thing He Told Me ซีซั่น 2 กลับมาพร้อมพลังงานใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม เบนเข็มจาก mystery ล้วน ๆ ไปเป็นดราม่าครอบครัวที่ผสมระทึกขวัญได้อย่างลงตัวพอสมควร เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์แบกซีรีส์ได้เต็ม ๆ ส่วนนิโคไล คอสเตอร์-วาลเดาร์ก็ให้มิติตัวละครโอเว่นได้ลึกขึ้นกว่าซีซั่นแรก จุดอ่อนหลักคือจังหวะที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในบางตอนกลางเรื่อง แต่พอเข้าโค้งสุดท้ายแล้ว ซีรีส์ก็หอบเราไปได้ครบ

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button