รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] ใต้เงาสวีเดน | The Swedish Connection (2026)

  • The Swedish Connection สร้างจากเรื่องจริงของ เยิสตา เองเซล ข้าราชการสวีเดนผู้ช่วยชาวยิวนับหมื่นคนในช่วง WWII ด้วยการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย
  • รุต โวกล ตัวละครหญิงที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญ แสดงให้เห็นพลังของการตั้งคำถามและมโนธรรมในองค์กรราชการ
  • หนังมีโทนที่สดใสผิดคาดสำหรับหนังธีม Holocaust แต่ในช่วงหลังเริ่มหล่นไปสู่สูตรสำเร็จ
  • เฮนริก ดอร์ซิน แสดงนำได้โดดเด่น ถ่ายทอดความเป็น “คนธรรมดาที่เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง” ได้อย่างมีมิติ

ถ้าพูดถึงหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงฉากสนามรบ เลือด และปืน แต่ The Swedish Connection (2026) บน Netflix ฉีกกรอบนั้นออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะฮีโร่ในเรื่องนี้ไม่ได้แบกปืน ไม่ได้บุกแนวรบ แต่ใช้แค่กฎหมาย ตราประทับ และปากกาเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์นับหมื่นคน นี่คือหนังสร้างจากเรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเกิดขึ้นจริง

The Swedish Connection เริ่มต้นด้วยภาพกระทรวงต่างประเทศสวีเดนในปี 1942 สถานที่ที่ดูสบายตา ผนังสีเขียวเซจและขอบทองสาดแสงอบอุ่น ซึ่งตัดกันอย่างรุนแรงกับความมืดหม่นของยุโรปที่ถูก นาซีเยอรมนี กวาดกินไปทีละชาติ สวีเดนยึดถือ นโยบายความเป็นกลาง อย่างเหนียวแน่น และนั่นหมายความว่าคำขอวีซ่าจากชาวยิวที่หนีตายมาจากนอร์เวย์และเดนมาร์กที่ถูกยึดครองก็ถูกจัดเก็บเข้าแฟ้มเงียบๆ โดยไม่มีใครสนใจ

เยิสตา เองเซล รับบทโดย เฮนริก ดอร์ซิน (Henrik Dorsin) เป็นชายขี้อายสวมสเวตเตอร์ มีอาการน้ำตาไหลทุกครั้งที่อารมณ์ท่วมทน ซึ่งหนังเรียกอย่างน่ารักว่า “โรคภูมิแพ้” เขาไม่ได้เป็นคนที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนโลกได้ แต่ดอร์ซินถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ค่อยๆ เห็นความจริงและเลือกจะยืนขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ กระบวนการเปลี่ยนใจของเขาอาจดูเร็วไปนิดในสายตาบางคน แต่นั่นก็ถ่วงด้วยความอบอุ่นในการแสดงที่ทำให้รู้สึกว่าคนคนนี้มีตัวตนจริง

The Swedish Connection (2026) #1

ถ้าเองเซลคือคนที่กดปุ่ม รุต โวกล รับบทโดย ซิสเซลา เบนน์ (Sissela Benn) คือคนที่วางนิ้วเขาบนปุ่มนั้น ตัวละครหญิงคนนี้เป็นพนักงานใหม่ที่มาพร้อมกับมโนธรรมที่ไม่ยอมปิดหูปิดตา เธอตั้งคำถามตรงๆ กับสิ่งที่ทั้งแผนกทำราวกับว่ามันปกติ และนั่นทำให้คนรอบข้างเริ่มสะอึก เบนน์แสดงได้อบอุ่นและมีพลัง โดยไม่ตกหล่มแบบตัวละคร “คนดีสุดๆ ที่สมบูรณ์แบบเกินจริง” ซึ่งเป็นจุดอ่อนยอดฮิตของหนังแนวนี้

โจนาส คาร์ลสัน (Jonas Karlsson) รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ขวางทุกความพยายามของเองเซล ด้วยการแสดงที่ทำให้คนดูอยากกำปั้นทุบหน้าจออยู่หลายครั้ง ตัวละครนี้ไม่ได้ชั่วร้ายแบบวิลันดุ แต่ชั่วร้ายแบบที่น่ากลัวกว่า คือ ชั่วร้ายด้วยความเฉยเมย ทำตามระบบโดยไม่ตั้งคำถาม และนั่นทำให้มันสะท้อนความจริงได้แม่นยำกว่านั้น

หนัง WWII ส่วนใหญ่ดูหนักอึ้งตั้งแต่ฉากแรก แต่ The Swedish Connection กลับเดินด้วยจังหวะที่กระฉับกระเฉง มีอารมณ์ขันแบบหักมุมในองค์กรราชการที่ทำให้รู้สึกเหมือนดูหนังแนว office comedy มากกว่า แม้แต่สีของฉากก็ออกแบบมาให้แตกต่างชัดเจน ฝั่งสวีเดนอบอุ่นและสว่าง ขณะที่ฝั่งนาซีมืดหม่นและน่าหวาดกลัว ทีมงานโปรดักชันทำรายละเอียดยุคสมัยได้อย่างน่าชื่นชม แม้ผู้กำกับ ทิเรส โอลเบก (Thérèse Ahlbeck) และ มาร์คัส โอลสัน (Marcus Olsson) ซึ่งกำกับร่วมกัน จะยังขาดความมั่นคงในการรักษาระดับความตึงเครียดตลอดทั้งเรื่อง

The Swedish Connection (2026) #2

แก่นแท้ของหนังอยู่ที่วิธีที่เองเซลและทีมค้นหาช่องโหว่ในระบบ ใครก็ตามที่มี “ความเชื่อมโยงกับสวีเดน” ไม่ว่าจะเป็นญาติห่างๆ หรือเอกสารเก่า ก็มีสิทธิ์ขอสถานะผู้ลี้ภัยได้ ทีมงานนั่งระดมสมองหาช่องทางใหม่ทุกครั้งที่ฝ่ายบริหารปิดประตูหนึ่ง กระบวนการนี้คือหัวใจของหนัง และมันทำให้เราได้เห็นว่า การต่อต้านฟาสซิสต์ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง บางครั้งใช้แค่ความคิดสร้างสรรค์และความกล้าที่จะฝืนระบบ

ถึงจะน่าดู แต่หนังก็มีจุดที่ต้องพูดถึงตรงๆ คือช่วงครึ่งหลังที่จังหวะหล่นและกลายเป็นหนัง WWII สูตรสำเร็จธรรมดาๆ ความตลกแบบหักมุมในช่วงแรกหายไป แทนที่ด้วยฉากดราม่าที่ดูเร่งรีบ นอกจากนี้ผู้บรรยาย (Narrator) ที่โผล่มาเฉลยตัวเองช้ามากในเรื่องก็เป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ลื่นไหลนัก บางฉากที่ตัวละครแอบฟังกันในห้องน้ำก็ดู convenient จนเกินไป

ตอนจบของ The Swedish Connection ไม่ได้ปิดด้วยชัยชนะฟูมฟาย แต่ให้ความรู้สึกหวังในแบบที่รู้ว่าชีวิตยังมีความหมาย ผลกระทบของสิ่งที่เองเซลทำถูกถ่ายทอดผ่านตัวเลขและภาพที่กินใจ เตือนให้เราจำไว้ว่า คนธรรมดาก็เปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้ ถ้าเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูก

The Swedish Connection ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นหนังที่ดูแล้วได้อะไรกลับไป โดยเฉพาะในยุคที่เราต้องถามตัวเองว่าถ้าเผชิญกับความอยุติธรรมจะเลือกทำอะไร ถ้าชอบหนัง Netflix ที่สร้างจากเรื่องจริงและอยากได้หนังที่ทำให้นั่งคิดต่อหลังปิดจอ เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้แน่นอน ดูได้เลยบน Netflix แล้วมาแชร์ความเห็นกันในคอมเมนต์ว่าถ้าอยู่ในจุดเดียวกับเองเซล จะเลือกทำอะไร

  • ชื่อภาษาไทย: ใต้เงาสวีเดน
  • ประเภท: ดราม่า, ชีวประวัติ, ประวัติศาสตร์, สงคราม
  • วันออกฉาย: 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • นักแสดงนำ: เฮนริก ดอร์ซิน (Henrik Dorsin), ซิสเซลา เบนน์ (Sissela Benn), โจนาส คาร์ลสัน (Jonas Karlsson)
  • ผู้กำกับ: ทิเรส โอลเบก (Thérèse Ahlbeck) และ มาร์คัส โอลสัน (Marcus Olsson)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 42 นาที
  • เรตติ้ง IMDb: 6.6/10
  • ช่องทางรับชมในประเทศไทย: Netflix

ใต้เงาสวีเดน เมื่อกฎหมายกลายเป็นอาวุธ

โครงเรื่อง - 7.2
การแสดง - 8
โปรดักชัน - 7.5
ความบันเทิง - 7
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7.8

7.5

The Swedish Connection (2026) คือหนังชีวประวัติที่เล่าเรื่องจริงของ **เยิสตา เองเซล (Gösta Engzell)** ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศสวีเดนผู้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายช่วยชีวิตชาวยิวนับหมื่นคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังนำเสนอด้วยโทนที่สดใสกว่าที่คาด มีทั้งอารมณ์ขันแบบหักมุมและโมเมนต์ที่กินใจ แม้ในช่วงหลังจะหล่นไปสู่สูตรสำเร็จแนว WWII แต่การแสดงของ เฮนริก ดอร์ซิน (Henrik Dorsin) และทีมนักแสดงสมทบทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงน่าติดตามและสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button