รีวิวหนัง-ซีรีส์

[รีวิว-เรื่องย่อ] Bleeding Tiger: Resolution (2025)

  • Bleeding Tiger: Resolution เป็นภาคที่ 3 ของไตรภาคหนังแอ็คชั่นมาเลเซีย โดยฮาคินยังคงปฏิบัติภารกิจลับในฐานะสายลับตำรวจ PDRM
  • หนังนำเสนอตัวร้ายเป็นผู้หญิง ซึ่งถือว่าทำลาย Stereotype ของแนวหนังอาชญากรรมแบบเดิมๆ ได้ดี
  • ฉากบู๊เลือดสาดยาวนานจนเกินไป จังหวะหนังช้า และตัวละครไม่ได้รับการพัฒนาจากภาคก่อนเลย
  • การแสดงของนักแสดงหลักยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ขณะที่นักแสดงสมทบโอเวอร์แอคติ้งอย่างเห็นได้ชัด

เคยรู้สึกไหมว่าดูหนังมาสามภาคแต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมหมด? หนัง Bleeding Tiger: Resolution (2025) หรือชื่อไทยว่า หลั่งเลือดพยัคฆ์: ปิดฉากความแค้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปัญหานี้ ภาคสุดท้ายของไตรภาคหนังแอ็คชั่นจากมาเลเซียนำเสนอเรื่องราวของ ฮาคิน สายลับตำรวจที่ยังคงต้องทำภารกิจลับท่ามกลางแก๊งอาชญากร แต่คราวนี้ต้องเผชิญหน้ากับ ราชินียาเสพติด หญิงสาวผู้ทะเยอทะยานที่ต้องการขยายอาณาจักรของเธอ หนังเรื่องนี้จะทำให้คนดูตื่นเต้นได้อีกครั้งหรือจะกลายเป็นความผิดหวังซ้ำซาก? มาเจาะลึกกันในบทความนี้เลย

เรื่องราวต่อเนื่องจากภาคก่อนหน้า โดย ฮาคิน รับบทโดย ลุคมาน ฮาฟิดซ์ (Luqman Hafidz) ยังคงปฏิบัติภารกิจในฐานะสายลับของ PDRM (ตำรวจหลวงมาเลเซีย) เขาสามารถรักษาตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ได้ แม้จะเกือบถูกจับได้หลายครั้ง คราวนี้ฮาคินต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิม นั่นคือ เจ้าแม่ค้ายา หญิงสาวที่มีทั้งความเก่งกาจและความโหดเหี้ยม เธอต้องการยึดครองกลุ่ม หลั่งเลือดพยัคฆ์ (Bleeding Tiger) และขยายอาณาจักรยาเสพติดของเธอให้ใหญ่ขึ้น ฮาคินไม่ได้สู้คนเดียว เขามีทีมงานที่เป็น “คนเลวด้วยกัน” ช่วยเหลือ แต่สงครามครั้งนี้จะนองเลือดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่าสิ่งเดียวที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือการที่ผู้สร้างเลือกให้ ตัวร้ายเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายแบบที่เคยเห็นมาตลอด การตัดสินใจนี้ถือว่าทำลาย Stereotype ของหนังแนวอาชญากรรมได้ดี เพราะปกติแล้วเจ้าพ่อค้ายามักเป็นผู้ชายเสมอ การมีตัวละครหญิงที่มีอำนาจ มีกองทัพของตัวเอง และมีทักษะการต่อสู้ที่ไม่แพ้ใคร ทำให้หนังมีมิติใหม่ที่น่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่นี่เป็นจุดเด่นเพียงอย่างเดียว ส่วนอื่นๆ ของหนังยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

ถ้าใครเคยดู หลั่งเลือดพยัคฆ์: ปฐมบทปมขัดแย้ง (Bleeding Tiger: Conflict Begins) และภาค 2 มาก่อน จะพบว่าภาคนี้ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่เคยเห็นเลย ผู้สร้างแค่เปลี่ยนตัวร้ายใหม่ แต่สูตรเดิมยังคงอยู่ครบถ้วน ฮาคินต้องต่อสู้ ฮาคินต้องรักษาตัวตน ฮาคินต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับศีลธรรม ทุกอย่างวนเวียนอยู่แบบนี้ตลอด จนถึงจุดหนึ่งมันกลายเป็นความน่าเบื่อ เพราะจะดูไปนานแค่ไหน? จะดูการต่อสู้ไปอีกกี่ครั้ง? ไม่ว่าจะมองยังไงก็เห็นแค่รูปแบบเดิมๆ ที่ถูกนำมาเล่าซ้ำ

เมื่อพูดถึงการแสดง ลุคมาน ฮาฟิดซ์ (Luqman Hafidz) ในบทฮาคินยังคงเล่นแบบเดียวกับที่เห็นตั้งแต่ภาคแรก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้สร้างต้องการให้เห็น แต่มันทำให้ตัวละครดูแบนและไม่มีมิติ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ อย่าง อัมมาร์ อัลเฟียน (Ammar Alfian) ในบทซากิ และ ปาโบล อามีรุล (Pablo Amirul) ในบทวาริส ก็ยังคงแสดงในสไตล์เดิม สิ่งที่แย่กว่าคือนักแสดงสมทบหลายคนกลับโอเวอร์แอคติ้งเกินไป พยายามแสดงอารมณ์มากเกินจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากต่อสู้และการหลั่งเลือด แต่ปัญหาคือมันยาวเกินไป ฉากบู๊แต่ละฉากลากยาวจนรู้สึกว่าไม่มีจุดสิ้นสุด ทำไมผู้สร้างไม่ตัดให้สั้นลงบ้าง? การดูคนถูกทำร้าย เลือดพุ่ง และคนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีจุดพักมันทำให้คนดูเหนื่อย ถ้าใครเป็นคนไม่ชอบฉาก รุนแรง หรืออ่อนไหวกับภาพเลือด ควรหลีกเลี่ยงหนังเรื่องนี้ เพราะบางฉากโหดร้ายมากจนไม่ใช่ทุกคนจะรับได้ ไม่ใช่ทุกคนอยากเห็นคนอาเจียนเป็นเลือดใช่ไหม?

นอกจากฉากบู๊จะยาวแล้ว จังหวะโดยรวมของหนังก็ช้าเช่นกัน บางฉากลากยาวโดยไม่จำเป็น ทำให้คนดูรู้สึกเบื่อและหงุดหงิด ไม่รู้ว่าทำไมผู้สร้างไม่ปรับปรุงจุดนี้ในภาคสุดท้าย ทั้งที่ปัญหานี้มีมาตั้งแต่ภาคแรก การรักษาจังหวะที่ดีเป็นสิ่งสำคัญของหนังแอ็คชั่น แต่ Bleeding Tiger: Resolution กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม ทำให้ประสบการณ์การดูแย่ลงไปอีก

จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของไตรภาคนี้คือ การพัฒนาตัวละคร ที่แทบไม่มีเลย ฮาคินยังคงเป็นคนเดิมตั้งแต่ภาคแรก ความขัดแย้งภายในใจของเขาก็ยังเหมือนเดิม คำถามว่าจะลาออกจากงานหรือทำต่อก็ยังคงถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือตัวร้ายที่เขาต้องสู้ด้วย ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้หนังน่าสนใจ ตัวละครที่ดีควรมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงผ่านประสบการณ์ แต่ฮาคินกลับยังเป็นคนเดิมจนน่าผิดหวัง

Bleeding Tiger: Resolution (2025) เป็นหนังที่ไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นหรือพึงพอใจได้ แม้จะมีจุดเด่นเรื่องตัวร้ายเป็นผู้หญิง แต่ทุกอย่างอื่นล้มเหลว พล็อตซ้ำซาก การแสดงไม่พัฒนา จังหวะช้า และฉากบู๊ยาวเกินไป ถ้าใครเป็นแฟนตัวจริงของ หนังแอ็คชั่นมาเลเซีย และอยากดูเพื่อให้ครบไตรภาค ก็ลองดูได้ แต่อย่าคาดหวังอะไรมาก สำหรับคนทั่วไป แนะนำให้ข้ามไปหาหนังเรื่องอื่นที่คุ้มค่าเวลามากกว่านี้ มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกยังไง? และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังสงสัยว่าจะดูหรือไม่ดูดีนะ!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: หลั่งเลือดพยัคฆ์: ปิดฉากความแค้น
  • ชื่อต้นฉบับ: Harimau Merah: Resolusi
  • ประเภท: แอ็คชั่น, อาชญากรรม, ดราม่า
  • วันที่ออกฉาย (มาเลเซีย): 24 กรกฎาคม 2568
  • วันที่ออกฉาย (Netflix): 1 มกราคม 2569
  • นักแสดงนำ: ลุคมาน ฮาฟิดซ์ (Luqman Hafidz), อัมมาร์ อัลเฟียน (Ammar Alfian), ปาโบล อามีรุล (Pablo Amirul), อลอง เอเซนดี้ (Along Eyzendy), อลิเซีย อามิน (Alicia Amin)
  • ผู้กำกับ: ซิลเวอร์ ชุง (Silver Chung)
  • ผู้เขียนบท: เวซี (Vesyee)
  • เรตติ้ง IMDb: 4.0/10
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button