![[รีวิว-เรื่องย่อ] ภารกิจกู้สุริยะ | Project Hail Mary (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/03/Review-Project-Hail-Mary.webp)
- Project Hail Mary ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ Andy Weir ผู้แต่ง The Martian โดยเล่าเรื่องครูวิทยาศาสตร์ที่ตื่นขึ้นมาคนเดียวบนยานอวกาศโดยไม่มีความทรงจำ พร้อมภารกิจกู้ดวงอาทิตย์จากจุลินทรีย์ต่างดาว
- การแสดงของ Ryan Gosling เป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้ ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ขัน ความฉลาด และความซาบซึ้งได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเคมีกับตัวละครเอเลียน Rocky ที่ทำให้หลายคนร้องไห้กับก้อนหิน
- ฉากย้อนอดีตบนโลกเป็นจุดแข็งของหนัง ด้วยทีมนักแสดงอย่าง Sandra Hüller และ Lionel Boyce ที่สร้างเคมีกับ Gosling ได้ดีเยี่ยม ในขณะที่ฉากในอวกาศมีภาพสวยตระการตาแต่บางครั้งออกแรงเกินไปจนรู้สึกถูกบังคับอารมณ์
- ตอนจบที่ยาวเกินไปและพยายามปิดทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ทำให้พลังอารมณ์ที่สะสมมาถูกลดทอนลง แต่โดยรวมยังเป็นหนังไซไฟที่คุ้มค่าแก่การดูในโรง IMAX
เคยจินตนาการไหมว่าถ้าตื่นขึ้นมาคนเดียวบนยานอวกาศ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ แถมเพื่อนร่วมทางก็เสียชีวิตหมดแล้ว ภารกิจเดียวที่เหลืออยู่คือต้องหาทางกู้ดวงอาทิตย์ก่อนที่โลกจะดับสูญ? หนัง Project Hail Mary (2026) หรือชื่อไทย ภารกิจกู้สุริยะ จากฝีมือผู้กำกับ ฟิล ลอร์ด และคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ (Phil Lord & Christopher Miller) คู่หูเบื้องหลัง The LEGO Movie และ Spider-Verse พาเราไปสัมผัสการผจญภัยในอวกาศที่ทั้งสนุก ซาบซึ้ง และทำให้หลายคนร้องไห้กับ “ก้อนหิน” ตัวหนึ่ง ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ Andy Weir ผู้เขียน The Martian หนังเรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในต้นปี 2026 ด้วยคะแนน Rotten Tomatoes สูงถึง 94% และเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์เกือบทุกสำนัก
Project Hail Mary เปิดเรื่องด้วยฉากที่ ดร.ไรแลนด์ เกรซ แสดงโดย ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) ตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศ Hail Mary ในสภาพที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง สมองมึนงง จำอะไรไม่ได้เลย เขาค่อย ๆ คลาน ปีนป่าย เหมือนทารกที่เพิ่งถูกเกิดใหม่ จนค้นพบว่าเพื่อนร่วมลูกเรืออีกสองคนเสียชีวิตไปแล้ว เขาอยู่คนเดียวท่ามกลางความว่างเปล่าของอวกาศ ห่างจากโลกหลายปีแสง โดยไม่แม้แต่จะจำชื่อตัวเองได้
หนังเล่าเรื่องแบบ สลับไปมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ขณะที่เกรซค่อย ๆ รื้อฟื้นความทรงจำบนยาน เราก็ได้เห็นเหตุการณ์บนโลกที่นำมาสู่จุดนี้ เกรซเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกวงการวิชาการรังเกียจเพราะงานวิจัยที่ขัดกับกระแสหลัก จนต้องไปเป็นครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม แต่แล้ว เอวา สตรัทท์ แสดงโดย ซานดรา ฮึลเลอร์ (Sandra Hüller) ผู้นำโครงการกู้โลก ก็มาเคาะประตูบ้านเขา เพราะดวงอาทิตย์กำลังจะตาย สาเหตุมาจากจุลินทรีย์ต่างดาวที่เรียกว่า Astrophage ซึ่งกำลังกัดกินพลังงานของดาวฤกษ์ทั่วทางช้างเผือก หากไม่ทำอะไรสักอย่าง อีกไม่กี่ทศวรรษ สิ่งมีชีวิตบนโลกจะสูญสิ้น

ต้องยอมรับว่า ฉากย้อนอดีตบนโลกเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ ทั้งที่หลายคนอาจคาดหวังว่าฉากอวกาศจะเป็นไฮไลท์ แต่กลับเป็นช่วงที่เกรซต้องทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลบนโลกต่างหากที่สนุกและมีชีวิตชีวามากที่สุด เคมีระหว่าง Gosling กับ ไลโอเนล บอยซ์ (Lionel Boyce) ในบทเจ้าหน้าที่รัฐสตีฟ แฮตช์ สร้างอารมณ์ขันได้เป็นธรรมชาติมาก แม้แต่ฉากซื้อของในร้านวัสดุก่อสร้างพร้อมเพลงที่เลือกมาแบบงง ๆ ก็ยังทำให้ยิ้มได้ ส่วน Sandra Hüller ในบทเอวา สตรัทท์ นั้นเรียกว่าขโมยซีนทุกฉากที่ปรากฏตัว การแสดงแบบหน้าตายเรียบเฉยของเธอกลับซ่อนมิติที่ลึกซึ้งไว้ โดยเฉพาะ ฉากร้องคาราโอเกะเพลง Sign of the Times ของ Harry Styles ที่กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดของหนัง เพราะตลอดทั้งเรื่องเธอแทบไม่แสดงอารมณ์เลย พอมีช่วงเวลาที่เธอปล่อยตัวเอง มันจึงส่องสว่างเป็นพิเศษ
ระหว่างการเดินทางในอวกาศ เกรซค้นพบยานต่างดาวที่มีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว สิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนก้อนหินเดินได้ ซึ่งเขาตั้งชื่อว่า Rocky (ให้เสียงโดย James Ortiz) แม้จะมีกำแพงภาษาและความแตกต่างทางชีววิทยาอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองก็ค่อย ๆ สร้างมิตรภาพที่กลายเป็นหัวใจของหนัง หนังเปลี่ยนโทนเป็น บัดดี้คอมเมดี้ ที่ชวนนึกถึงผลงาน Jump Street ของผู้กำกับคู่เดียวกัน Gosling ทำได้ยอดเยี่ยมในฐานะคู่หูที่ทุ่มเทให้กับตัวละครเอเลียนหน้าตาประหลาด จนทำให้เราลืมไปเลยว่ากำลังดูคนแสดงกับหุ่นเชิด มิตรภาพของเกรซกับ Rocky เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยอมรับตรง ๆ ว่า “ร้องไห้เพราะก้อนหิน” ถ้าชอบหนังที่เน้นมิตรภาพและการเอาชีวิตรอด แบบนี้ หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้แน่นอน
Ryan Gosling ในบทดร.ไรแลนด์ เกรซ ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของเขา เขาถ่ายทอดความเป็นเนิร์ดที่ตลก ฉลาด แต่ก็อ่อนแอ ได้อย่างน่าประทับใจ จังหวะคอมเมดี้ของเขาแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นฉากตลกหรือฉากดราม่าหนัก ๆ เขาสลับอารมณ์ได้อย่างไม่มีสะดุด แต่ต้องยอมรับว่า Gosling เป็นนักแสดงที่ เปล่งประกายมากที่สุดเมื่อมีคู่แสดงที่แข็งแกร่ง ฉากที่เขาแสดงคนเดียวบนยานบางครั้งก็รู้สึกว่าขาดมิติบางอย่างไป แต่เมื่อเขาอยู่กับ Rocky หรืออยู่กับนักแสดงคนอื่น ๆ ในฉากย้อนอดีต เสน่ห์ของเขาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ใครที่เคยชอบเขาใน Barbie หรือ First Man จะยิ่งชอบการแสดงรอบนี้
ผู้กำกับภาพ เกร็ก เฟรเซอร์ (Greig Fraser) ผู้อยู่เบื้องหลังความสวยของ Dune และ The Batman ทำให้ทุกเฟรมของ Project Hail Mary ดูตระการตา ฉากอวกาศสวยแบบที่ต้องดูใน IMAX ถึงจะได้อรรถรสเต็มที่ การเปลี่ยนอัตราส่วนภาพระหว่างฉากบนโลกกับฉากอวกาศช่วยสร้างความรู้สึกที่แตกต่างได้ดี แต่ปัญหาคือ Phil Lord และ Christopher Miller พยายามทำให้ทุกฉากในอวกาศดูยิ่งใหญ่อลังการจนเกินไป เมื่อเกรซกับ Rocky ไปถึงจุดหมาย หนังก็อัดเต็มจอด้วยไอสีเขียวพวยพุ่ง เสียงดนตรีดังสนั่น ราวกับผู้กำกับกำลังตะโกนบอกว่า “ดูสิ! เราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา!” มันเหมือนพยายามจะพิสูจน์ว่าหนังอวกาศเรื่องนี้ยิ่งใหญ่เทียบเท่า 2001: A Space Odyssey หรือ Interstellar แต่กลับทำให้รู้สึกว่าถูก บังคับให้ตื้นตัน มากกว่าจะตื้นตันเอง
เพลงประกอบของ แดเนียล เพมเบอร์ตัน (Daniel Pemberton) ผู้ทำเพลงให้ Spider-Verse ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ได้ดี แต่ในบางจุดก็ “ดัน” มากเกินไป เหมือนหนังไม่ไว้ใจว่าคนดูจะรู้สึกอะไรด้วยตัวเอง ต้องบอกด้วยเพลงว่าตรงนี้ต้องเศร้า ตรงนั้นต้องตื่นเต้น ตรงโน้นต้องซาบซึ้ง ซึ่งสำหรับหนังที่เล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาและเปิดเรื่องแบบกะทันหัน การมีเพลงช่วยนำทางอารมณ์ก็พอเข้าใจได้ แต่บางทีน้อยกว่านี้อาจจะดีกว่า

บทหนังของ ดรูว์ ก็อดดาร์ด (Drew Goddard) ผู้เคยเขียนบท The Martian มาก่อน ทำหน้าที่ดัดแปลงนิยายของ Andy Weir ได้ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับ การเล่าเรื่องเป็นแบบจิ๊กซอว์ที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย ทำให้แต่ละฉากย้อนอดีตสร้างความเข้าใจและอารมณ์ร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ หนังทำให้วิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้ดูถูกสติปัญญาของคนดู แต่ก็ไม่ทำให้ปวดหัว แนวทางการเล่าเรื่องคล้ายกับ The Martian ตรงที่เน้น กระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เป็นตัวขับเคลื่อน ถ้าชอบหนังแนวไซไฟที่มีความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ แบบนี้ จะถูกใจมาก
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Project Hail Mary คือ ตอนจบที่ยืดยาวเกินความจำเป็น มีช่วงเวลาหนึ่งในตอนท้ายที่หนังจับหัวใจเราไว้แน่น อารมณ์ทุกอย่างพุ่งถึงจุดสูงสุด แต่แทนที่จะจบตรงนั้น หนังกลับวิ่งผ่านจุดนั้นไป ทำให้ 15 นาทีสุดท้ายกลายเป็นชุดของบทสรุปที่พยายามปิดทุกอย่างให้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ แต่ละบทสรุปก็มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนเกินไป ทำให้อารมณ์ที่สะสมมาค่อย ๆ จางหายไปทีละนิด ตรงนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากการดัดแปลงจากนวนิยาย เพราะตอนจบแบบนี้อ่านในหนังสือแล้วยังพอรู้สึกมีเสน่ห์อยู่ แต่เมื่อมาเป็นหนังที่มีภาพและเสียง ความปลอมของ “จบดีทุกอย่าง” มันชัดเจนขึ้นมาก
หนังเรื่องนี้เจาะลึกเข้าไปในธีมที่ว่า ความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเป็นฮีโร่โดยสมัครใจ เกรซไม่ได้อยากเป็นนักบินอวกาศ ไม่ได้อยากกู้โลก เขาเป็นแค่ครูธรรมดาที่ถูกบังคับให้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ เขาก็ค้นพบความแข็งแกร่งภายในตัวเอง มิตรภาพกับ Rocky ก็เป็นอีกสิ่งที่หนังสื่อสารได้งดงาม ว่าความเข้าใจและความร่วมมือข้ามเผ่าพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะต่างกันสิ้นเชิง เป็นข้อความที่ทั้งเรียบง่ายและทรงพลังในเวลาเดียวกัน สำหรับใครที่ชอบหนังไซไฟที่มีหัวใจ อย่าง Predator: Badlands ที่เน้นธีมครอบครัวและความอยู่รอด หนังเรื่องนี้ก็ไปในทิศทางเดียวกัน
Project Hail Mary (2026) เป็นหนังไซไฟที่สนุก อบอุ่น และทำให้รู้สึกดีกับการมีชีวิตอยู่ Ryan Gosling ทำได้ดีมากในบทครูวิทยาศาสตร์สุดเนิร์ด การถ่ายภาพสวยระดับ Oscar และเพลงประกอบก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ แต่ปัญหาเรื่องการบังคับอารมณ์คนดูและตอนจบที่ยาวเกินไป ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้กลายเป็น มาสเตอร์พีซ อย่างที่หลายคนหวัง ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นหนังที่ดีมากและ คุ้มค่าแก่การดูในโรง IMAX อย่างแน่นอน ถ้าชอบ The Martian, Interstellar หรือ E.T. แล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง แชร์รีวิวนี้ให้คนรอบข้างที่กำลังมองหาหนังดี ๆ ดูในโรง แล้วมาบอกกันในคอมเมนต์ว่าฉากไหนทำให้น้ำตาซึม เดิมพันเลยว่าส่วนใหญ่จะตอบว่าฉาก Rocky!
- ชื่อเรื่องในภาษาไทย: ภารกิจกู้สุริยะ
- ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Project Hail Mary
- ประเภท: ไซไฟ, ดราม่า, ระทึกขวัญ
- วันที่เข้าฉาย: 19 มีนาคม 2569
- นักแสดงนำ: ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling), ซานดรา ฮึลเลอร์ (Sandra Hüller), ไลโอเนล บอยซ์ (Lionel Boyce), เคน เหลียง (Ken Leung), มิลานา เวย์นตรูบ (Milana Vayntrub)
- ให้เสียง Rocky: เจมส์ ออร์ทิซ (James Ortiz)
- ผู้กำกับ: ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ (Phil Lord & Christopher Miller)
- เขียนบท: ดรูว์ ก็อดดาร์ด (Drew Goddard)
- ผู้กำกับภาพ: เกร็ก เฟรเซอร์ (Greig Fraser)
- เพลงประกอบ: แดเนียล เพมเบอร์ตัน (Daniel Pemberton)
- ความยาว: 2 ชั่วโมง 36 นาที
- เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 94%
- Metacritic: 78/100
- ช่องทางการดูในประเทศไทย: โรงภาพยนตร์
ไซไฟอบอุ่นหัวใจ แต่ปลายทางเกินพอดี
โครงเรื่อง - 7.8
การแสดง - 9
โปรดักชัน - 9.2
ความบันเทิง - 8.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.4
8.6
Project Hail Mary เป็นหนังไซไฟที่หัวใจอยู่ที่มิตรภาพระหว่างมนุษย์กับเอเลียน Ryan Gosling ทำได้ยอดเยี่ยมในบทครูวิทยาศาสตร์สุดเนิร์ดที่ต้องกู้โลก การถ่ายภาพของ Greig Fraser สวยจนอ้าปากค้าง และเพลงประกอบของ Daniel Pemberton ก็กระแทกอารมณ์ได้ถูกจุด แต่ปัญหาคือหนังพยายามยัดทุกอารมณ์ให้คนดูมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ยืดยาวจนพลังอารมณ์ที่สะสมมาค่อย ๆ จางหายไป ถึงอย่างนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังที่ทำให้ยิ้มและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน
![[รีวิว-เรื่องย่อ] The Hunt (Traqués) 2026 ซีรีส์ล่าแค้น](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/03/Review-The-Hunt-Traques.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] สโตกเกอร์ อำมหิต พิศวาสร้อน | Stoker (2013)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/03/Review-Stoker-2013.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] สงครามจักรกลถล่มโลก | War Machine (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/03/Review-War-Machine-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] คนแปลกหน้าในสวน | Strangers in the Park (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/03/Review-Strangers-in-the-Park-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] เจ้าสาว! | The Bride! (2026) หนังรักพังก์ผีดิบที่ความเวอร์ล้นจอ](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/03/Review-The-Bride-2026.webp)

![[รีวิว-เรื่องย่อ] หวีดสุดขีด 7 | Scream 7 (2026) หนังไล่เชือดตำนาน 30 ปี](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/02/Review-Scream-7-2026.webp)