รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] ภารกิจกู้สุริยะ | Project Hail Mary (2026)

  • Project Hail Mary ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ Andy Weir ผู้แต่ง The Martian โดยเล่าเรื่องครูวิทยาศาสตร์ที่ตื่นขึ้นมาคนเดียวบนยานอวกาศโดยไม่มีความทรงจำ พร้อมภารกิจกู้ดวงอาทิตย์จากจุลินทรีย์ต่างดาว
  • การแสดงของ Ryan Gosling เป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้ ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ขัน ความฉลาด และความซาบซึ้งได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเคมีกับตัวละครเอเลียน Rocky ที่ทำให้หลายคนร้องไห้กับก้อนหิน
  • ฉากย้อนอดีตบนโลกเป็นจุดแข็งของหนัง ด้วยทีมนักแสดงอย่าง Sandra Hüller และ Lionel Boyce ที่สร้างเคมีกับ Gosling ได้ดีเยี่ยม ในขณะที่ฉากในอวกาศมีภาพสวยตระการตาแต่บางครั้งออกแรงเกินไปจนรู้สึกถูกบังคับอารมณ์
  • ตอนจบที่ยาวเกินไปและพยายามปิดทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ทำให้พลังอารมณ์ที่สะสมมาถูกลดทอนลง แต่โดยรวมยังเป็นหนังไซไฟที่คุ้มค่าแก่การดูในโรง IMAX

เคยจินตนาการไหมว่าถ้าตื่นขึ้นมาคนเดียวบนยานอวกาศ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ แถมเพื่อนร่วมทางก็เสียชีวิตหมดแล้ว ภารกิจเดียวที่เหลืออยู่คือต้องหาทางกู้ดวงอาทิตย์ก่อนที่โลกจะดับสูญ? หนัง Project Hail Mary (2026) หรือชื่อไทย ภารกิจกู้สุริยะ จากฝีมือผู้กำกับ ฟิล ลอร์ด และคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ (Phil Lord & Christopher Miller) คู่หูเบื้องหลัง The LEGO Movie และ Spider-Verse พาเราไปสัมผัสการผจญภัยในอวกาศที่ทั้งสนุก ซาบซึ้ง และทำให้หลายคนร้องไห้กับ “ก้อนหิน” ตัวหนึ่ง ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ Andy Weir ผู้เขียน The Martian หนังเรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในต้นปี 2026 ด้วยคะแนน Rotten Tomatoes สูงถึง 94% และเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์เกือบทุกสำนัก

Project Hail Mary เปิดเรื่องด้วยฉากที่ ดร.ไรแลนด์ เกรซ แสดงโดย ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) ตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศ Hail Mary ในสภาพที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง สมองมึนงง จำอะไรไม่ได้เลย เขาค่อย ๆ คลาน ปีนป่าย เหมือนทารกที่เพิ่งถูกเกิดใหม่ จนค้นพบว่าเพื่อนร่วมลูกเรืออีกสองคนเสียชีวิตไปแล้ว เขาอยู่คนเดียวท่ามกลางความว่างเปล่าของอวกาศ ห่างจากโลกหลายปีแสง โดยไม่แม้แต่จะจำชื่อตัวเองได้

หนังเล่าเรื่องแบบ สลับไปมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ขณะที่เกรซค่อย ๆ รื้อฟื้นความทรงจำบนยาน เราก็ได้เห็นเหตุการณ์บนโลกที่นำมาสู่จุดนี้ เกรซเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกวงการวิชาการรังเกียจเพราะงานวิจัยที่ขัดกับกระแสหลัก จนต้องไปเป็นครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม แต่แล้ว เอวา สตรัทท์ แสดงโดย ซานดรา ฮึลเลอร์ (Sandra Hüller) ผู้นำโครงการกู้โลก ก็มาเคาะประตูบ้านเขา เพราะดวงอาทิตย์กำลังจะตาย สาเหตุมาจากจุลินทรีย์ต่างดาวที่เรียกว่า Astrophage ซึ่งกำลังกัดกินพลังงานของดาวฤกษ์ทั่วทางช้างเผือก หากไม่ทำอะไรสักอย่าง อีกไม่กี่ทศวรรษ สิ่งมีชีวิตบนโลกจะสูญสิ้น

Project Hail Mary #1

ต้องยอมรับว่า ฉากย้อนอดีตบนโลกเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ ทั้งที่หลายคนอาจคาดหวังว่าฉากอวกาศจะเป็นไฮไลท์ แต่กลับเป็นช่วงที่เกรซต้องทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลบนโลกต่างหากที่สนุกและมีชีวิตชีวามากที่สุด เคมีระหว่าง Gosling กับ ไลโอเนล บอยซ์ (Lionel Boyce) ในบทเจ้าหน้าที่รัฐสตีฟ แฮตช์ สร้างอารมณ์ขันได้เป็นธรรมชาติมาก แม้แต่ฉากซื้อของในร้านวัสดุก่อสร้างพร้อมเพลงที่เลือกมาแบบงง ๆ ก็ยังทำให้ยิ้มได้ ส่วน Sandra Hüller ในบทเอวา สตรัทท์ นั้นเรียกว่าขโมยซีนทุกฉากที่ปรากฏตัว การแสดงแบบหน้าตายเรียบเฉยของเธอกลับซ่อนมิติที่ลึกซึ้งไว้ โดยเฉพาะ ฉากร้องคาราโอเกะเพลง Sign of the Times ของ Harry Styles ที่กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดของหนัง เพราะตลอดทั้งเรื่องเธอแทบไม่แสดงอารมณ์เลย พอมีช่วงเวลาที่เธอปล่อยตัวเอง มันจึงส่องสว่างเป็นพิเศษ

ระหว่างการเดินทางในอวกาศ เกรซค้นพบยานต่างดาวที่มีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว สิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนก้อนหินเดินได้ ซึ่งเขาตั้งชื่อว่า Rocky (ให้เสียงโดย James Ortiz) แม้จะมีกำแพงภาษาและความแตกต่างทางชีววิทยาอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองก็ค่อย ๆ สร้างมิตรภาพที่กลายเป็นหัวใจของหนัง หนังเปลี่ยนโทนเป็น บัดดี้คอมเมดี้ ที่ชวนนึกถึงผลงาน Jump Street ของผู้กำกับคู่เดียวกัน Gosling ทำได้ยอดเยี่ยมในฐานะคู่หูที่ทุ่มเทให้กับตัวละครเอเลียนหน้าตาประหลาด จนทำให้เราลืมไปเลยว่ากำลังดูคนแสดงกับหุ่นเชิด มิตรภาพของเกรซกับ Rocky เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยอมรับตรง ๆ ว่า “ร้องไห้เพราะก้อนหิน” ถ้าชอบหนังที่เน้นมิตรภาพและการเอาชีวิตรอด แบบนี้ หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้แน่นอน

Ryan Gosling ในบทดร.ไรแลนด์ เกรซ ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของเขา เขาถ่ายทอดความเป็นเนิร์ดที่ตลก ฉลาด แต่ก็อ่อนแอ ได้อย่างน่าประทับใจ จังหวะคอมเมดี้ของเขาแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นฉากตลกหรือฉากดราม่าหนัก ๆ เขาสลับอารมณ์ได้อย่างไม่มีสะดุด แต่ต้องยอมรับว่า Gosling เป็นนักแสดงที่ เปล่งประกายมากที่สุดเมื่อมีคู่แสดงที่แข็งแกร่ง ฉากที่เขาแสดงคนเดียวบนยานบางครั้งก็รู้สึกว่าขาดมิติบางอย่างไป แต่เมื่อเขาอยู่กับ Rocky หรืออยู่กับนักแสดงคนอื่น ๆ ในฉากย้อนอดีต เสน่ห์ของเขาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ใครที่เคยชอบเขาใน Barbie หรือ First Man จะยิ่งชอบการแสดงรอบนี้

ผู้กำกับภาพ เกร็ก เฟรเซอร์ (Greig Fraser) ผู้อยู่เบื้องหลังความสวยของ Dune และ The Batman ทำให้ทุกเฟรมของ Project Hail Mary ดูตระการตา ฉากอวกาศสวยแบบที่ต้องดูใน IMAX ถึงจะได้อรรถรสเต็มที่ การเปลี่ยนอัตราส่วนภาพระหว่างฉากบนโลกกับฉากอวกาศช่วยสร้างความรู้สึกที่แตกต่างได้ดี แต่ปัญหาคือ Phil Lord และ Christopher Miller พยายามทำให้ทุกฉากในอวกาศดูยิ่งใหญ่อลังการจนเกินไป เมื่อเกรซกับ Rocky ไปถึงจุดหมาย หนังก็อัดเต็มจอด้วยไอสีเขียวพวยพุ่ง เสียงดนตรีดังสนั่น ราวกับผู้กำกับกำลังตะโกนบอกว่า “ดูสิ! เราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา!” มันเหมือนพยายามจะพิสูจน์ว่าหนังอวกาศเรื่องนี้ยิ่งใหญ่เทียบเท่า 2001: A Space Odyssey หรือ Interstellar แต่กลับทำให้รู้สึกว่าถูก บังคับให้ตื้นตัน มากกว่าจะตื้นตันเอง

เพลงประกอบของ แดเนียล เพมเบอร์ตัน (Daniel Pemberton) ผู้ทำเพลงให้ Spider-Verse ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ได้ดี แต่ในบางจุดก็ “ดัน” มากเกินไป เหมือนหนังไม่ไว้ใจว่าคนดูจะรู้สึกอะไรด้วยตัวเอง ต้องบอกด้วยเพลงว่าตรงนี้ต้องเศร้า ตรงนั้นต้องตื่นเต้น ตรงโน้นต้องซาบซึ้ง ซึ่งสำหรับหนังที่เล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาและเปิดเรื่องแบบกะทันหัน การมีเพลงช่วยนำทางอารมณ์ก็พอเข้าใจได้ แต่บางทีน้อยกว่านี้อาจจะดีกว่า

Project Hail Mary #2

บทหนังของ ดรูว์ ก็อดดาร์ด (Drew Goddard) ผู้เคยเขียนบท The Martian มาก่อน ทำหน้าที่ดัดแปลงนิยายของ Andy Weir ได้ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับ การเล่าเรื่องเป็นแบบจิ๊กซอว์ที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย ทำให้แต่ละฉากย้อนอดีตสร้างความเข้าใจและอารมณ์ร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ หนังทำให้วิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้ดูถูกสติปัญญาของคนดู แต่ก็ไม่ทำให้ปวดหัว แนวทางการเล่าเรื่องคล้ายกับ The Martian ตรงที่เน้น กระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เป็นตัวขับเคลื่อน ถ้าชอบหนังแนวไซไฟที่มีความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ แบบนี้ จะถูกใจมาก

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Project Hail Mary คือ ตอนจบที่ยืดยาวเกินความจำเป็น มีช่วงเวลาหนึ่งในตอนท้ายที่หนังจับหัวใจเราไว้แน่น อารมณ์ทุกอย่างพุ่งถึงจุดสูงสุด แต่แทนที่จะจบตรงนั้น หนังกลับวิ่งผ่านจุดนั้นไป ทำให้ 15 นาทีสุดท้ายกลายเป็นชุดของบทสรุปที่พยายามปิดทุกอย่างให้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ แต่ละบทสรุปก็มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนเกินไป ทำให้อารมณ์ที่สะสมมาค่อย ๆ จางหายไปทีละนิด ตรงนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากการดัดแปลงจากนวนิยาย เพราะตอนจบแบบนี้อ่านในหนังสือแล้วยังพอรู้สึกมีเสน่ห์อยู่ แต่เมื่อมาเป็นหนังที่มีภาพและเสียง ความปลอมของ “จบดีทุกอย่าง” มันชัดเจนขึ้นมาก

หนังเรื่องนี้เจาะลึกเข้าไปในธีมที่ว่า ความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเป็นฮีโร่โดยสมัครใจ เกรซไม่ได้อยากเป็นนักบินอวกาศ ไม่ได้อยากกู้โลก เขาเป็นแค่ครูธรรมดาที่ถูกบังคับให้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ เขาก็ค้นพบความแข็งแกร่งภายในตัวเอง มิตรภาพกับ Rocky ก็เป็นอีกสิ่งที่หนังสื่อสารได้งดงาม ว่าความเข้าใจและความร่วมมือข้ามเผ่าพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะต่างกันสิ้นเชิง เป็นข้อความที่ทั้งเรียบง่ายและทรงพลังในเวลาเดียวกัน สำหรับใครที่ชอบหนังไซไฟที่มีหัวใจ อย่าง Predator: Badlands ที่เน้นธีมครอบครัวและความอยู่รอด หนังเรื่องนี้ก็ไปในทิศทางเดียวกัน

Project Hail Mary (2026) เป็นหนังไซไฟที่สนุก อบอุ่น และทำให้รู้สึกดีกับการมีชีวิตอยู่ Ryan Gosling ทำได้ดีมากในบทครูวิทยาศาสตร์สุดเนิร์ด การถ่ายภาพสวยระดับ Oscar และเพลงประกอบก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ แต่ปัญหาเรื่องการบังคับอารมณ์คนดูและตอนจบที่ยาวเกินไป ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้กลายเป็น มาสเตอร์พีซ อย่างที่หลายคนหวัง ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นหนังที่ดีมากและ คุ้มค่าแก่การดูในโรง IMAX อย่างแน่นอน ถ้าชอบ The Martian, Interstellar หรือ E.T. แล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง แชร์รีวิวนี้ให้คนรอบข้างที่กำลังมองหาหนังดี ๆ ดูในโรง แล้วมาบอกกันในคอมเมนต์ว่าฉากไหนทำให้น้ำตาซึม เดิมพันเลยว่าส่วนใหญ่จะตอบว่าฉาก Rocky!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: ภารกิจกู้สุริยะ
  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Project Hail Mary
  • ประเภท: ไซไฟ, ดราม่า, ระทึกขวัญ
  • วันที่เข้าฉาย: 19 มีนาคม 2569
  • นักแสดงนำ: ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling), ซานดรา ฮึลเลอร์ (Sandra Hüller), ไลโอเนล บอยซ์ (Lionel Boyce), เคน เหลียง (Ken Leung), มิลานา เวย์นตรูบ (Milana Vayntrub)
  • ให้เสียง Rocky: เจมส์ ออร์ทิซ (James Ortiz)
  • ผู้กำกับ: ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ (Phil Lord & Christopher Miller)
  • เขียนบท: ดรูว์ ก็อดดาร์ด (Drew Goddard)
  • ผู้กำกับภาพ: เกร็ก เฟรเซอร์ (Greig Fraser)
  • เพลงประกอบ: แดเนียล เพมเบอร์ตัน (Daniel Pemberton)
  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 36 นาที
  • เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 94%
  • Metacritic: 78/100
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: โรงภาพยนตร์

ไซไฟอบอุ่นหัวใจ แต่ปลายทางเกินพอดี

โครงเรื่อง - 7.8
การแสดง - 9
โปรดักชัน - 9.2
ความบันเทิง - 8.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.4

8.6

Project Hail Mary เป็นหนังไซไฟที่หัวใจอยู่ที่มิตรภาพระหว่างมนุษย์กับเอเลียน Ryan Gosling ทำได้ยอดเยี่ยมในบทครูวิทยาศาสตร์สุดเนิร์ดที่ต้องกู้โลก การถ่ายภาพของ Greig Fraser สวยจนอ้าปากค้าง และเพลงประกอบของ Daniel Pemberton ก็กระแทกอารมณ์ได้ถูกจุด แต่ปัญหาคือหนังพยายามยัดทุกอารมณ์ให้คนดูมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ยืดยาวจนพลังอารมณ์ที่สะสมมาค่อย ๆ จางหายไป ถึงอย่างนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังที่ทำให้ยิ้มและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน

User Rating: Be the first one !
ภารกิจกู้สุริยะ
8.2
Movie นิยายวิทยาศาสตร์ ผจญ Released
2026
8.2 /10 TMDB

คุณครูวิชาวิทยาศาสตร์ ไรแลนด์ เกรซ ตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศที่อยู่ห่างไกลจากโลกหลายล้านปีแสง โดยที่ไม่มีความทรงจำว่าเขาคือใคร หรือเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในขณะที่ความทรงจำของเขาเริ่มกลับคืนมา เขาก็เริ่มที่จะเข้าใจถึงภารกิจของเขา คือ การไขปริศนาของสารลึกลับบางอย่างที่กำลังทำให้ดวงอาทิตย์มอดดับลง เขาต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่เขามี และความคิดนอกขนบเพื่อที่จะช่วยเหลือทุกชีวิตบนโลกจากการสูญพันธุ์ แต่มิตรภาพที่คาดไม่ถึงที่เข้ามา ก็หมายความว่าเขาอาจจะไม่ต้องทำมันเพียงแค่คนเดียว


นักแสดง

ไรอัน กอสลิง ไรอัน กอสลิง Ryland Grace
James Ortiz James Ortiz Rocky (voice)
ซานดรา ฮุลเลอร์ ซานดรา ฮุลเลอร์ Eva Stratt
ไลโอเนล บอยซ์ ไลโอเนล บอยซ์ Carl
Milana Vayntrub Milana Vayntrub Olesya Ilyukhina

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button