![[รีวิว-เรื่องย่อ] นางมารสวมปราด้า 2 | The Devil Wears Prada 2 (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/Review-The-Devil-Wears-Prada-2.webp)
- The Devil Wears Prada 2 หยิบวิกฤตสื่อยุคปัจจุบันมาเป็นหัวใจของเรื่อง ทั้งการเลย์ออฟ การถูกบริษัทเทคโนโลยีซื้อกิจการ และการกลายเป็นแหล่งผลิต content ราคาถูก แต่เล่าผ่านกรอบ feel-good จนความเจ็บปวดจริงที่ควรจะมีนั้นระเหยหายไปในฉากจบ
- Meryl Streep รับบท Miranda Priestly ที่ไม่ได้มาพร้อมอำนาจโอ้อวดเหมือนภาคแรก แต่เป็น Miranda ที่รู้สึกพ่ายแพ้และไม่แน่ใจในตัวเองในโลกที่ตัดสินทุกอย่างด้วย engagement และยอดคลิก
- Emily Blunt และ Stanley Tucci คือสองตัวละครที่พัฒนาตัวเองมาอย่างน่าเชื่อถือที่สุดในเรื่อง และ fan service ระหว่างพวกเขากับ Andy ในตอนจบคือไฮไลต์ที่แท้จริงของหนัง
- โครงเรื่องหลักอ่อนแอกว่าที่ควร และตอนจบที่มหาเศรษฐีกลายเป็นผู้ช่วยวงการสื่อนั้นรู้สึกไร้เดียงสาเกินไปสำหรับหนังที่เริ่มต้นจากความสมจริง
กว่า 20 ปีหลังจากที่ The Devil Wears Prada ภาคแรก ออกฉายในปี 2549 และสร้าง Miranda Priestly ให้กลายเป็นหนึ่งในตัวละครสุดไอคอนิกแห่งยุค The Devil Wears Prada 2 กลับมาในปี 2026 พร้อมทีมเดิมทั้งผู้กำกับ เดวิด แฟรงเกิล (David Frankel) และนักเขียนบท อาลีน บรอช แม็คเคนนา (Aline Brosh McKenna) รวมถึงนักแสดงหลักครบชุด ภาคต่อนี้เลือกเขียนบทดั้งเดิมแทนที่จะดัดแปลงจากงานของ Lauren Weisberger เจ้าของนิยายต้นฉบับ
สิ่งที่หนังเลือกพูดในครั้งนี้น่าสนใจอย่างไม่คาดคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่นและ Miranda ที่กลับมา แต่คือวิกฤตของวงการสื่อที่กำลังเผชิญกับการถูกบริษัทเทคโนโลยีซื้อกิจการ การปลดพนักงานเป็นชุด และการกลายเป็นแหล่งผลิต content ราคาถูกที่วัดคุณค่าด้วยยอดคลิก ยุคที่ฉบับ September ของนิตยสารแฟชั่นบางจนพลิกหน้าได้เหมือนกระดาษทิชชู อย่างที่ Miranda พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบในหนัง
ปัญหาคือหนังตั้งใจพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ก็ยังอยากเป็นหนังที่คนดูออกมาพร้อมรอยยิ้ม ความตึงเครียดระหว่างสองเป้าหมายนั้นปรากฏอยู่ในเกือบทุกฉาก และในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกรอยยิ้ม ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันทำให้ทุกอย่างที่หนังพยายามพูดก่อนหน้านั้นรู้สึกเบาและไม่ค่อยสมบูรณ์

แอน แฮทเวย์ (Anne Hathaway) กลับมารับบท Andy Sachs ในฐานะนักข่าวสายจริงจังที่สร้างชื่อมาได้ตลอด 20 ปีหลังทิ้ง Runway กลาง Fashion Week ที่ปารีส และในคืนที่เธอกำลังจะรับรางวัลสื่อสารมวลชน โต๊ะทั้งโต๊ะก็ได้รับ SMS เดียวกันที่แจ้งการเลย์ออฟจากบริษัทที่เพิ่งซื้อสำนักข่าวไป ภาพของ Andy ขึ้นรับรางวัลพร้อมน้ำตาคลอและปราศรัยเรื่องสภาพที่ย่ำแย่ของวงการสื่อเป็นฉากเปิดที่ตั้งธีมทั้งเรื่องไว้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว มันทำให้รู้สึกว่าหนังพร้อมจะพูดเรื่องที่เจ็บปวดจริง ๆ และมันไม่ได้แต่ง เพราะสิ่งที่ Andy เจอนั้นเกิดขึ้นจริงกับนักข่าวหลายคนในยุคนี้
นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดใน The Devil Wears Prada 2 เมอรีล สตรีป (Meryl Streep) รับบท Miranda ที่แตกต่างจากภาคแรกอย่างมีนัยสำคัญ เธอยังคงไว้ซึ่งการเสียดสีเบา ๆ และน้ำเสียงเย็นชา แต่ภายใต้นั้น Streep เล่นให้เห็นว่า Miranda กำลังรู้สึกสูญเสียที่ยืนในโลกที่ตัดสินทุกอย่างด้วยยอดคลิก ไม่ใช่คุณภาพงาน ฉากที่ Miranda ยืนแขวนเสื้อคลุมเองโดยไม่มีใครมารับ และผู้ช่วยบอก Andy ว่า “มีคนร้องเรียน HR หลายคนแล้ว เธอเคยโยนเสื้อใส่ผู้ช่วยก่อนหน้า” เป็นฉากที่บอกได้ทุกอย่างเกี่ยวกับโลกที่เปลี่ยนไป บทเหล่านี้น่าจะแหลมคมกว่านี้ได้มาก แต่หนังดูเหมือนยังไม่แน่ใจว่าต้องการให้ Miranda เปลี่ยนไปมากแค่ไหน
โครงเรื่องหลักหมุนรอบการที่ Andy ต้องหาการสัมภาษณ์พิเศษกับ Sasha Barnes (ลูซี หลิว / Lucy Liu) มหาเศรษฐีนักการกุศลที่กำลังออกจากการแต่งงานกับ tech billionaire และต้องการแจกจ่ายทรัพย์สินให้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับผู้หญิง เป้าหมายคือการสัมภาษณ์นี้จะช่วย Runway จากวิกฤต PR ที่เกิดจากการตีพิมพ์เนื้อหาที่ยกย่อง supplier ที่ผิดจริยธรรม ปัญหาคือ Sasha Barnes ไม่เคยรู้สึกสำคัญพอในโลกที่หนังสร้างขึ้น แม้ Lucy Liu จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ตัวละครนี้ขาดความลึกเมื่อเทียบกับ stakes ที่ภาคแรกสร้างรอบการหาต้นฉบับ Harry Potter ภาคใหม่ที่ยังไม่เผยแพร่ ช่วงกลางเรื่องจึงไม่ดึงดูดอย่างที่ควร
เอมิลี บลันต์ (Emily Blunt) กลับมารับบท Emily Charlton ที่ตอนนี้ทำงานอยู่กับ Dior และกำลังชั่งใจว่าจะจัดสรรงบประมาณให้ Runway ต่อไปหรือไม่ Blunt รับบทนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ และตัวละครเธอพัฒนามาในทิศทางที่สมเหตุสมผลสำหรับคนที่ใช้เวลา 20 ปีในวงการแฟชั่นระดับสูง สแตนลีย์ ทุชชี (Stanley Tucci) ในฐานะ Nigel ก็ยังน่ารักและอบอุ่นเหมือนเดิม และหนังให้ตัวละครของเขาได้มีช่วงอารมณ์ที่น่าจดจำที่สุดในเรื่อง ฉากไฮไลต์ระหว่าง Andy, Emily และ Nigel ในช่วงท้ายนั้นตรงไปตรงมาและน่าพอใจสำหรับแฟนภาคแรก แม้จะเป็น fan service อย่างไม่อ้อมค้อมก็ตาม
มอลลี โรเจอร์ส (Molly Rogers) รับหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกายต่อจาก Patricia Field ผู้ออกแบบตำนานในภาคแรก โดยรวมภาพของ Andy ถูกวางให้สะท้อนคนที่หาสไตล์ของตัวเองพบแล้วหลังผ่านมา 20 ปี ซึ่งสมเหตุสมผลในเชิงตัวละคร แต่บางชุดก็รู้สึกเฉาและไม่มีพลัง ยกเว้น Armani Privé jumpsuit ที่ Andy สวมในฉากสำคัญของเรื่อง ซึ่งงดงามโดดเด่นมาก ตู้เสื้อผ้าของ Miranda ยังคงทรงพลังและเหมาะสมกับตัวละคร โดยเฉพาะชุดที่มีซิลูเอตกระโปรงทรงเพรียวที่รักษาภาพลักษณ์ความมีอำนาจของเธอไว้ได้แม้จะอยู่ในยุคที่อำนาจนั้นกำลังจะหมดไป

ภาคแรกของ The Devil Wears Prada มีฉากเปิดเรื่องที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง ตั้งแต่การแนะนำโลกของ Runway จนถึงช่วงที่ Miranda เดินเข้ามาครั้งแรก มันเหมือนหนังสั้นที่ตัดต่อได้ขึ้นใจ ภาค 2 ไม่มีฉากเทียบเท่า และไม่มีซีเควนซ์แบบที่ Andy เดินผ่านถนนนิวยอร์กในชุดใหม่ทุกฉากที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวละครกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ต่อหน้า ตัวละครรักใหม่ของทั้ง Andy (แพทริก แบรมมอลล์ / Patrick Brammall) และ Miranda (เคนเนธ บรานาห์ / Kenneth Branagh) ถูกใส่เข้ามาแต่ chemistry ไม่ค่อยมี ส่วนตัวละครผู้ช่วยรุ่นใหม่อย่าง Amari (ซิโมน แอชลีย์ / Simone Ashley) และ Charlie (คาเลบ เฮียรอน / Caleb Hearon) ก็ถูก underdeveloped อย่างน่าเสียดาย
สิ่งที่รู้สึกสะดุดมากที่สุดใน The Devil Wears Prada 2 คือตอนจบที่มหาเศรษฐีหญิงกลายเป็นผู้ช่วยกอบกู้อนาคตของ Runway และวงการสื่อ หนังตั้งต้นด้วยการแสดงให้เห็นว่าเงินขนาดใหญ่คือสาเหตุที่ทำลายสื่อ แล้วก็จบด้วยการบอกว่าเงินขนาดใหญ่สามารถช่วยมันได้เช่นกัน มันไม่ผิดในเชิงตรรกะ แต่รู้สึกไร้เดียงสาเมื่อพิจารณาจากความสมจริงที่หนังเองนำมาใช้ในช่วงแรก ถ้าหนังเลือกที่จะยอมรับความเจ็บปวดนั้นไว้โดยไม่มีคำตอบง่าย ๆ มันอาจจะกล้าหาญกว่านี้มาก
โดยรวม The Devil Wears Prada 2 เป็นหนังที่ดูแล้วไม่เสียใจ แฟนภาคแรกยังคงได้รับสิ่งที่อยากเห็น ทั้งการกลับมาของตัวละครที่รัก การแสดงที่ยังแข็งแกร่ง และฉากใน Milan กับ Lake Como ที่ดูหรูหราตามสไตล์ แต่ถ้าหวังว่าจะรู้สึกเหมือนตอนดูภาคแรกครั้งแรก นั่นอาจเป็นความคาดหวังที่สูงเกินกว่าภาคต่อใดจะตอบสนองได้ อย่างน้อยที่สุด กระโปรงทรงเพรียวของ Miranda และ Nigel ที่ยิ้มอบอุ่น ก็ยังทำให้รู้สึกอยากกลับไปดูภาคแรกอีกรอบทันทีที่หนังจบ
- ชื่อเรื่องในภาษาไทย: นางมารสวมปราด้า 2
- ประเภท: คอเมดี้, ดราม่า, แฟชั่น
- ผู้กำกับ: เดวิด แฟรงเกิล (David Frankel)
- บทภาพยนตร์: อาลีน บรอช แม็คเคนนา (Aline Brosh McKenna) บทดั้งเดิม อ้างอิงจากตัวละครในนิยายของ Lauren Weisberger
- นักแสดงนำ: แอน แฮทเวย์ (Anne Hathaway), เมอรีล สตรีป (Meryl Streep), เอมิลี บลันต์ (Emily Blunt), สแตนลีย์ ทุชชี (Stanley Tucci), ลูซี หลิว (Lucy Liu), แพทริก แบรมมอลล์ (Patrick Brammall), เคนเนธ บรานาห์ (Kenneth Branagh), เฮเลน เจ เช็น (Helen J Shen), ซิโมน แอชลีย์ (Simone Ashley), คาเลบ เฮียรอน (Caleb Hearon)
- ออกแบบเครื่องแต่งกาย: มอลลี โรเจอร์ส (Molly Rogers) สืบทอดตำแหน่งจาก Patricia Field
นางมารสวมปราด้า 2 กลับมาในยุคที่สื่อล่มสลาย
โครงเรื่อง - 6.3
การแสดง - 8.4
โปรดักชัน - 8
ความบันเทิง - 7.2
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7
7.4
The Devil Wears Prada 2 ตั้งใจพูดเรื่องจริงที่เจ็บปวดเกี่ยวกับวงการสื่อ และทำได้ดีในช่วงแรก ก่อนที่น้ำหนักจะเบาลงเรื่อย ๆ จนถึงตอนจบที่เลือกความสุขง่าย ๆ แทนความสมจริง การแสดงของ Streep, Blunt และ Tucci ยังคงเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการดู แต่ถ้าหวังว่าจะรู้สึกเหมือนตอนดูภาคแรกครั้งแรก อาจต้องปรับความคาดหวังลงก่อน
![[รีวิว-เรื่องย่อ] ไมเคิล | Michael (2026) หนังชีวประวัติราชาเพลงป็อป](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/Review-Michael-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] 180 (2026) เมื่อพ่อสูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/Review-180-2026-netflix.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] รูมเมท | Roommates (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/Review-Roommates-2026.webp)

![[รีวิว-เรื่องย่อ] Outcome (2026) หนังว่าด้วยชื่อเสียงและราคาของการขอโทษ](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/Review-Outcome-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] สัมผัสแห่งเสียง | Feel My Voice (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/Review-Feel-My-Voice-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] พ่อยักษ์สั่งลา | The Giant Falls (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/04/The-Giant-Falls-2026.webp)