
- ครอบคลุมผลงานตั้งแต่ปี 1994 ถึง 2013 รวมหนังที่ Stiller กำกับเอง 6 เรื่อง
- เรียงตามปีออกฉายเพื่อให้เห็นการเติบโตของคาแรกเตอร์จากอินดี้สู่ฟอร์มใหญ่
- รวมทั้งหนังตลกสแครป แฟรนไชส์ครอบครัว และหนังอินดี้เชิงลึกที่นักวิจารณ์ชื่นชม
- แต่ละเรื่องมีข้อมูลปี ผู้กำกับ นักแสดงนำ และจุดเด่นที่แยกจากเรื่องอื่นในลิสต์
เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) ไม่ใช่นักแสดงตลกธรรมดาที่เกิดมาพร้อมเสียงหัวเราะ เขาคือผู้กำกับและนักแสดงที่สร้างคาแรกเตอร์จากความอึดอัดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ชายหนุ่มที่ถูกแฟรนไชส์ครอบครัวบดบี้ ไปจนถึงนายแบบที่สมองเป็นกล้วยไม้ ผลงานของเขาขึ้นอยู่กับการขยี้มุกที่ผสมระหว่างความเจ็บปวดและเสียงหัวเราะในเวลาเดียวกัน ลิสต์นี้รวม 20 หนังที่ Stiller มีบทบาทสำคัญทั้งการแสดงและการกำกับ ครอบคลุมช่วงปี 1994 ถึง 2013 เพื่อให้เห็นว่าความสามารถของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างไร
ทั้ง 20 เรื่องเรียงตามปีออกฉายจากเก่าไปใหม่ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกชัดเจนดังนี้ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ Stiller มีบทบาทสำคัญระดับนำหรือรองนำ สอง ต้องเป็นผลงานที่มีกระแสหรือรายได้พิสูจน์ว่าหนังเข้าถึงผู้ชมได้จริง สาม ต้องมีมุมมองที่แตกต่างจากหนังตลกทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการกำกับที่มีสไตล์เฉพาะตัวหรือการแสดงที่ลงลึกในอารมณ์ดราม่า
Ben Stiller ไม่ใช่เพียงนักแสดงตลกที่เล่นมุกเสียงดัง เขาคือนักเล่าเรื่องที่รู้ว่าความอึดอัดในชีวิตประจำวันคือเชื้อเพลิงของเสียงหัวเราะที่แท้จริง และความเศร้าอยู่ห่างจากความตลกเพียงเส้นบางๆ
Reality Bites (1994)

Reality Bites เป็นหนังอินดี้คอมเมดี้ที่เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) ทั้งกำกับและแสดงนำ ออกฉายปี 1994 โดยสตูดิโอ Universal Pictures นำแสดงร่วมกับ วิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) ในบท เลลีนา และ อีแธน ฮอว์ก (Ethan Hawke) ในบท ทรอย เรื่องราวติดตามกลุ่มเพื่อนจบมหาวิทยาลัยในเมืองฮิวสตันที่ต้องเผชิญความเป็นจริงของชีวิตในยุค 90 ขณะที่เลลีนาพยายามสร้างสารคดีเกี่ยวกับรุ่นเดียวกัน
จุดเด่นของหนังอยู่ที่การขัดกันของสองโลกระหว่าง ทรอย นักดนตรีร็อกที่เพิกเฉยต่อระบบ และ ไมเคิล (Ben Stiller) ผู้จัดการโทรทัศน์หนุ่มที่มุ่งมั่นในหนทางอาชีพ ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างตัวละครทั้งสามกับเลลีนากลายเป็นหัวใจของเรื่อง โดยเฉพาะฉากที่ไมเคิลพยายามนำสารคดีของเลลีนาไปสู่รายการโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งระหว่างความฝันและเงินตราอย่างเจ็บแสบ
แม้ในตอนแรกจะทำรายได้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหนังคอมเมดี้ฟอร์มใหญ่ แต่ Reality Bites กลายเป็นหนึ่งในหนังที่บันทึกสภาพจิตใจของ Generation X ได้ชัดเจนที่สุด นับจากนั้นยังถูกอ้างอิงในบทวิจารณ์และหนังอินดี้หลายต่อหลายเรื่องว่าเป็นงานเปิดตัวการกำกับที่มีน้ำเสียงเฉพาะตัว
Flirting with Disaster (1996)

Flirting with Disaster ออกฉายปี 1996 กำกับโดย เดวิด โอ. รัสเซลล์ (David O. Russell) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เมล คอปลิน พร้อมด้วย แพทริเชีย อาร์เคตต์ (Patricia Arquette) และ ที เลโอนี (Téa Leoni) เป็นเรื่องราวของพ่อหนุ่มที่ต้องการตามหาพ่อแม่ทางสันดานที่แท้จริงก่อนจะตั้งชื่อลูก โดยมีนักสืบส่วนตัวคอยติดตามไปด้วย
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างคือจังหวะบทสนทนาที่รวดเร็วและฉากที่คลุมเครือระหว่างตลกและอึดอัด สติลเลอร์ในบทเมลแสดงให้เห็นความสามารถในการสร้างเสียงหัวเราะจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดโดยไม่ต้องพึ่งมุกตลกเกินจริง โดยเฉพาะฉากในรถที่ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความสับสนเรื่องตัวตน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัสเซลล์ใช้เป็นแกนหลักตลอดทั้งเรื่อง
หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ในแง่บทและการกำกับ ถือเป็นหนึ่งในหนังอิสระยุค 90 ที่สร้างพื้นฐานให้กับคอมเมดี้แนวเนอร์เวสต์ต์ของฮอลลีวูดในภายหลัง รวมถึงเป็นผลงานที่พิสูจน์ว่าสติลเลอร์สามารถรับบทนำในหนังอารมณ์เฉียบขาดได้โดยไม่ต้องพึ่งมุกตลกกายกรรม
There’s Something About Mary (1998)

There’s Something About Mary ออกฉายปี 1998 กำกับโดยพี่น้อง ฟาร์เรลลี (Peter Farrelly และ Bobby Farrelly) นำแสดงโดย แคเมอรอน ดิแอซ (Cameron Diaz) รับบท แมรี่ และ เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เท็ด สโตรห์แมน พร้อมด้วย แมตต์ ดิลลอน (Matt Dillon) เป็นหนังรอมคอมเมดี้ที่ผลักมุก gross-out เข้าสู่ตลาดใหญ่ได้เต็มแรง
จุดเด่นของหนังไม่ใช่แค่มุกตลกที่กล้าหาญในยุคนั้น แต่เป็นการที่สติลเลอร์สร้างคาแรกเตอร์เท็ดที่มีความน่าสงสารและน่าเอ็นดูในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเท็ดกับแมรี่ที่ถูกคั่นด้วยนักสืบสุดแปลกที่ดิลลอนรับบท ทำให้หนังมีชั้นเชิงของความรักที่ไม่ได้จบแบบตรงไปตรงมา โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวตนของแมรี่ ซึ่งทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าตัวละครหญิงในเรื่องไม่ใช่แค่เป้าหมายของตัวเอกชาย
หนังทำรายได้ทั่วโลกราว 369 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างประมาณ 23 ล้านดอลลาร์ และติดกลุ่มหนังทำเงินสูงสุดของปี 1998 กระแสปากต่อปากทำให้หนังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ยังถูกพูดถึงในแง่การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของหนังตลกรอมคอม สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังแนวนี้ได้ใน 20 หนัง Sex Comedies น่าดู
Permanent Midnight (1998)

Permanent Midnight ออกฉายปี 1998 กำกับโดย เดวิด เวโลซ (David Veloz) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เจอร์รี สตาห์ล นักเขียนบททีวีที่ติดยาเสพติด พร้อมด้วย เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ (Elizabeth Hurley) และ มาเรีย เบลโล (Maria Bello) เป็นเรื่องราวจากประสบการณ์จริงของเจอร์รี สตาห์ลที่ถ่ายทอดการตกต่ำของชีวิตนักเขียนในลอสแองเจลิส
นี่เป็นหนึ่งในบทบาทที่หนักที่สุดของสติลเลอร์ในช่วงต้นอาชีพ โดยเขาต้องแสดงทั้งความฉลาดหลักแหลมของนักเขียนและความเปราะบางของคนติดยา โดยเฉพาะฉากที่สตาห์ลพยายามเขียนบททีวีในขณะที่ร่างกายต้องการยา ซึ่งสติลเลอร์ถ่ายทอดความขัดแย้งภายในตัวละครได้อย่างไม่มีที่ติ
แม้หนังจะไม่ประสบความสำเร็จทางเชิงพาณิชย์ แต่การแสดงของสติลเลอร์ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์หลายสำนักว่าเป็นการพิสูจน์ว่าเขามีพรสวรรค์ในการแสดงดราม่าเชิงลึกที่หนังตลกส่วนใหญ่ไม่เคยให้โอกาสแสดง ถือเป็นงานที่แยกจากกลุ่มหนังตลกของเขาได้ชัดเจนที่สุดในช่วงปลายทศวรรษ 90
Mystery Men (1999)

Mystery Men ออกฉายปี 1999 กำกับโดย คิงกา อูเชอร์ (Kinka Usher) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท มิสเตอร์ เฟอริอัส พร้อมด้วย แฮงค์ อะซาเรีย (Hank Azaria) และ วิลเลียม เอช. แมซี (William H. Macy) เป็นเรื่องราวของกลุ่มฮีโร่ระดับรองที่ต้องรวมตัวกันเพื่อช่วยเมืองเมื่อฮีโร่หลักถูกจับตัวไป
สติลเลอร์ในบทมิสเตอร์ เฟอริอัส คือการขยี้คาแรกเตอร์ชายที่พยายามปลอมตัวเป็นฮีโร่แต่ไม่มีพลังจริง ความเด่นของการแสดงอยู่ที่การสร้างความตลกจากความพยายามที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครพยายามใช้ความโกรธเป็นพลังซูเปอร์ แต่กลับทำลายตัวเองทุกครั้ง ซึ่งเป็นสูตรที่สติลเลอร์ใช้อย่างชำนาญในภายหลัง
แม้หนังจะทำรายได้ไม่ถึงทุนสร้างในตอนแรก แต่ Mystery Men กลายเป็นหนัง cult ที่มีแฟนคลับติดตามมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างหนังซูเปอร์ฮีโร่และหนังตลกแนวเนอร์เวสต์ต์ที่ไม่เหมือนใครในยุคนั้น
Meet the Parents (2000)

Meet the Parents ออกฉายปี 2000 กำกับโดย เจย์ โรช (Jay Roach) นำแสดงโดย รอเบิร์ต เดอ นิโร (Robert De Niro) รับบท แจ็ค บิรนส์ และ เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เกร็ก ฟ็อคเกอร์ เป็นหนังคอมเมดี้ที่ว่าด้วยการพบกันครั้งแรกระหว่างแฟนหนุ่มกับพ่อตาอดีตสายลับ CIA
ความสัมพันธ์ระหว่าง แจ็ค และ เกร็ก คือหัวใจของหนัง โดยเฉพาะฉากการสอบสวนที่แจ็คทำกับเกร็กทุกครั้งที่อยู่ในบ้านเดียวกัน สติลเลอร์แสดงให้เห็นความสามารถในการเล่นคู่กับนักแสดงระดับตำนานโดยไม่ถูกกลืนกิน การตอบโต้ระหว่างสองคนมีพลังงานที่ทำให้ผู้ชมอึดอัดแทนเกร็กในทุกฉากที่เขาพยายามเอาตัวรอดจากการถูกจับผิด
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 330 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีภาคต่ออีกสองภาค ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอาชีพสติลเลอร์ เพราะเป็นการพิสูจน์ว่าเขาสามารถรับบทนำในหนังฟอร์มใหญ่ที่พึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมากกว่ามุกตลกกายกรรม
The Royal Tenenbaums (2001)

The Royal Tenenbaums ออกฉายปี 2001 กำกับโดย เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) นำแสดงโดย จีน แฮคแมน (Gene Hackman) รับบท รอยัล เทนเนนบาวม์ และ เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท แชส เทนเนนบาวม์ ลูกชายที่เติบโตมาเป็นบิดาเดี่ยวที่คลั่งไคล้ความปลอดภัย เป็นหนังดราม่าคอมเมดี้ที่เล่าเรื่องครอบครัวอัจฉริยะที่แตกแยก
บทบาทของสติลเลอร์ในฐานะ แชส แตกต่างจากงานตลกทั่วไปของเขาอย่างสิ้นเชิง ตัวละครนี้เป็นชายที่สวมชุดวอร์มแดงตลอดเวลาและปกป้องลูกๆ จากโลกภายนอกด้วยความหวาดระแวง ฉากที่แชสต้องเผชิญหน้ากับพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปหลายปี แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสติลเลอร์ในการควบคุมอารมณ์โกรธและเศร้าโดยไม่ต้องพูดมาก
หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขาบทดัดแก้ละครยอดเยี่ยม และถือเป็นหนึ่งในผลงานที่นักวิจารณ์ยกให้เป็นหนังที่ดีที่สุดของ Wes Anderson สติลเลอร์ในบทนี้พิสูจน์ว่าเขาสามารถเล่นเป็นส่วนหนึ่งของ ensemble ที่มีนักแสดงระดับตำนานได้โดยไม่ทำให้ตัวละครของตัวเองเด่นเกินไปหรือด้อยเกินไป
Zoolander (2001)

Zoolander ออกฉายปี 2001 กำกับโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) ร่วมเขียนบทกับ เดรก เซียร์ส (Drake Sather) และ จอห์น แฮมเบิร์ก (John Hamburg) นำแสดงโดยสติลเลอร์รับบท เดเร็ก ซูลันเดอร์ พร้อมด้วย โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson) และ วิล เฟอเรลล์ (Will Ferrell) เป็นเรื่องราวของนายแบบผู้มีสมองเป็นกล้วยไม้ที่ถูกล้างสมองให้ลอบสังหารนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
หนังใช้โลกแฟชั่นเป็นฉากหลังในการล้อเลียนความหลงตัวเองของวงการบันเทิง โดยเฉพาะลุคของเดเร็กที่มีท่าเดินแบบเฉพาะตัวและการแสดงอารมณ์ที่จำกัด ซึ่งสติลเลอร์สร้างคาแรกเตอร์นี้จากมุกตลกสั้นที่เคยแสดงในช่วง The Ben Stiller Show สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน 30 หนังตลกและหนังคอมเมดี้
แม้ในตอนแรกจะทำรายได้ไม่ถึงทุนสร้าง แต่ Zoolander กลายเป็นหนัง cult ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมป๊อปอย่างล้นเหลือ ท่าเดินบลูสตีลและประโยคต่างๆ ถูกนำไปใช้ซ้ำในโซเชียลมีเดียและรายการตลกมาหลายปี นับเป็นงานกำกับเรื่องที่สองของสติลเลอร์ที่สร้างเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
Duplex (2003)

Duplex ออกฉายปี 2003 กำกับโดย แดนนี เดอวิโต (Danny DeVito) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท อเล็กซ์ โรส และ ดรูว์ แบร์รีมอร์ (Drew Barrymore) รับบท แนนซี่ เคนดริกส์ เป็นหนังตลกดำที่ว่าด้วยคู่รักหนุ่มสาวที่ซื้อบ้านหลังงามในนิวยอร์ก แต่ต้องมาพบว่ามีผู้เช่าชั้นสองที่แก่และดื้อรั้นอาศัยอยู่
สติลเลอร์และแบร์รีมอร์สร้างพลังงานที่ดีในการเล่าเรื่องคู่รักที่ค่อยๆ สูญเสียความเป็นคนดีไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครทั้งสองต้องหาวิธีกำจัดผู้เช่าออกจากบ้านโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสติลเลอร์สามารถเล่นหนังตลกที่มืดหม่นและไม่มีมอรัลได้โดยไม่รู้สึกผิด
แม้หนังจะได้รับเสียงวิจารณ์ที่ผสมปนเป แต่ Duplex ยังถือเป็นตัวอย่างของหนังตลกสแครปในยุคต้นทศวรรษ 2000 ที่กล้าพาตัวละครไปสู่ขอบเขตที่ผู้ชมรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งเป็นสไตล์ที่สติลเลอร์ชื่นชอบและนำมาใช้ต่อในภายหลัง
Meet the Fockers (2004)

Meet the Fockers ออกฉายปี 2004 กำกับโดย เจย์ โรช (Jay Roach) นำแสดงโดย รอเบิร์ต เดอ นิโร (Robert De Niro) รับบท แจ็ค บิรนส์ เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เกร็ก ฟ็อคเกอร์ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน (Dustin Hoffman) รับบท เบอร์นาร์ด ฟ็อคเกอร์ และ บาร์บรา สตรีซานด์ (Barbra Streisand) รับบท โรซาลินด์ ฟ็อคเกอร์ เป็นภาคต่อที่พาเกร็กและแฟนสาวไปพบพ่อแม่ของฝ่ายชาย
การเพิ่มฮอฟฟ์แมนและสตรีซานด์เข้ามาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะฉากที่แจ็คต้องเผชิญหน้ากับพ่อแม่ฟ็อคเกอร์ที่เปิดเผยเกินไปในทุกเรื่อง สติลเลอร์ในบทเกร็กต้องแสดงทั้งความอึดอัดที่ถูกพ่อตาจับผิดและความลำบากใจที่พ่อแม่ตัวเองทำให้สถานการณ์แย่ลง ซึ่งเป็น double-bind ที่เขาเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 520 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนังตลกที่ทำเงินสูงสุดเรื่องหนึ่งในปี 2004 ภาคนี้ยังแสดงให้เห็นว่าแฟรนไชส์ Meet the Parents ไม่ได้พึ่งพาแค่เดอ นิโร แต่สติลเลอร์คือตัวยึดที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทุกคนหมุนเวียนไปได้
Along Came Polly (2004)

Along Came Polly ออกฉายปี 2004 กำกับโดย จอห์น แฮมเบิร์ก (John Hamburg) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท รูเบน ฟีฟเฟอร์ และ เจนนิเฟอร์ แอนิสตัน (Jennifer Aniston) รับบท โพลี เป็นหนังรอมคอมเมดี้ที่ว่าด้วยชายหนุ่มที่สูญเสียเจ้าสาวในวันแต่งงานและต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับหญิงสาวที่ชอบเสี่ยงโชค
ความตลกของหนังอยู่ที่การจับคู่ระหว่างรูเบนที่มีโรคกลัวเชื้อโรคและกลัวความเสี่ยงทุกรูปแบบ กับโพลีที่ใช้ชีวิตแบบไม่คิดอะไรมาก ฉากที่รูเบนต้องกินอาหารรสเผ็ดของอินโดนีเซียทั้งที่ท้องเสียอยู่แล้ว เป็นหนึ่งในฉากที่สติลเลอร์ใช้ความอึดอัดของร่างกายสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างมีชั้นเชิง
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 170 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนังรอมคอมที่ประสบความสำเร็จในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นว่าสติลเลอร์สามารถรับบทนำในหนังรอมคอมที่ไม่พึ่งมุก gross-out แบบ Farrelly ได้
Starsky & Hutch (2004)

Starsky & Hutch ออกฉายปี 2004 กำกับโดย ท็อดด์ ฟิลลิปส์ (Todd Phillips) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เดวิด สตาร์สกี และ โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson) รับบท คิวนท์ ฮัตช์ เป็นหนังตลกที่ดัดแปลงจากซีรีส์ตำรวจในตำนานช่วงปี 70 โดยทำให้มีสีสันของคอมเมดี้แนว buddy-cop ที่ทั้งสองนักแสดงเคยสร้างมาด้วยกันหลายต่อหลายเรื่อง
เคมีระหว่างสติลเลอร์และวิลสันคือจุดขายหลัก โดยเฉพาะฉากที่สตาร์สกีพยายามทำตัวเป็นตำรวจสุดเข้มงวดในขณะที่ฮัตช์ใช้ชีวิตแบบสบายๆ สติลเลอร์แสดงให้เห็นความสามารถในการเล่นตัวละครที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินจริงแต่กลับล้มเหลวในทุกย่างก้าว ซึ่งเป็นสูตรที่เขาใช้ได้อย่างชำนาญ
หนังทำรายได้ทั่วโลกราว 170 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นหนึ่งในหนัง buddy-cop ตลกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในยุค 2000 การจับคู่กับวิลสันอีกครั้งยังพิสูจน์ว่าคู่นี้สามารถสร้างเสียงหัวเราะจากความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันได้โดยไม่ต้องพึ่งบทประพันธ์ที่ซับซ้อน
Dodgeball: A True Underdog Story (2004)

Dodgeball: A True Underdog Story ออกฉายปี 2004 กำกับโดย รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ (Rawson Marshall Thurber) นำแสดงโดย วินซ์ วอห์น (Vince Vaughn) รับบท ปีเตอร์ ลาเฟลอร์ และ เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท ไวท์ กู๊ดแมน เป็นหนังตลกกีฬาที่ว่าด้วยกลุ่มคนธรรมดาที่ต้องรวมตัวกันแข่งขันดอดจ์บอลเพื่อช่วยยิมของตัวเองจากการถูกยึด
สติลเลอร์ในบท ไวท์ กู๊ดแมน คือตัวร้ายที่เต็มไปด้วยความหลงตัวเองและสไตล์การแต่งตัวที่เหนือจริง ทุกฉากที่เขาปรากฏตัวจะขโมยความสนใจจากตัวเอกได้ทันที โดยเฉพาะคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินจริงว่าตัวเองเป็นนักกีฬาที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่จริงแล้วเป็นคนที่ชอบกดขี่คนอื่น
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 167 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นหนึ่งในหนังกีฬาตลกที่ยังถูกหยิบมาพูดถึงอยู่เสมอ บทบาทของสติลเลอร์ในฐานะตัวร้ายแสดงให้เห็นว่าเขาไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเอกเพื่อสร้างความจำให้กับผู้ชม บางครั้งการเป็นตัวร้ายที่น่ารังเกียจแต่ตลกก็สร้างผลกระทบได้มากกว่า
Madagascar (2005)

Madagascar ออกฉายปี 2005 กำกับโดย เอริก ดาร์เนลล์ (Eric Darnell) และ ทอม แมคกราธ (Tom McGrath) ผลิตโดย DreamWorks Animation ให้เสียงพากย์โดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) เป็น อเล็กซ์ สิงโตดาราจากสวนสัตว์เซ็นทรัลพาร์กที่ถูกพัดพาไปยังเกาะมาดากัสการ์พร้อมกับเพื่อนสัตว์อื่นๆ
แม้จะเป็นงานพากย์เสียง แต่สติลเลอร์สร้างคาแรกเตอร์อเล็กซ์ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินจริงในฐานะดารา แต่กลับต้องมาเผชิญกับธรรมชาติที่ไม่มีใครยอมรับสถานะของเขา การเปลี่ยนจากสิงโตที่กินเนื้อสเต็กมาสู่การต้องกินปลาและตื่นตัวกลางดึก เป็นฉากที่แสดงให้เห็นความสามารถของสติลเลอร์ในการสร้างเสียงหัวเราะจากความหดหู่ของตัวละคร
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 532 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นแฟรนไชส์แอนิเมชันที่มีภาคต่ออีกสองภาค ผลงานนี้พิสูจน์ว่าสติลเลอร์สามารถสร้างความจำให้กับผู้ชมได้แม้จะไม่ปรากฏใบหน้าบนจอ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตความสามารถที่หลายนักแสดงตลกไม่สามารถทำได้
Night at the Museum (2006)

Night at the Museum ออกฉายปี 2006 กำกับโดย ชอว์น เลอวี (Shawn Levy) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท แลร์รี่ เดลี เป็นหนังผจญภัยคอมเมดี้ที่ว่าด้วยพ่อหย่าร้างที่ได้งานเป็นยามรักษาการณ์ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ แต่ต้องพบว่าสิ่งของในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมาในตอนกลางคืน
สติลเลอร์ในบทแลร์รี่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย CG และนักแสดงสมทบมากมาย รวมถึง ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (รับบทโดย รอบิน วิลเลียมส์) ที่กลายเป็นที่ปรึกษาให้กับแลร์รี่ ฉากที่แลร์รี่ต้องควบคุมความวุ่นวายในพิพิธภัณฑ์ทั้งที่ตัวเองเพิ่งเริ่มงาน แสดงให้เห็นว่าสติลเลอร์สามารถเล่นคู่กับเอฟเฟกต์พิเศษได้โดยไม่ทำให้การแสดงของตัวเองดูเทียม
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 574 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีภาคต่ออีกสองภาค ถือเป็นจุดสูงสุดของอาชีพสติลเลอร์ในแง่รายได้ และเป็นหนังที่ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่ครอบครัวทุกวัยรู้จัก ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่ติดตามงานตลกของเขามาก่อน
The Heartbreak Kid (2007)

The Heartbreak Kid ออกฉายปี 2007 กำกับโดยพี่น้อง ฟาร์เรลลี (Peter Farrelly และ Bobby Farrelly) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท เอ็ดดี้ แคนทรู เป็นหนังรอมคอมเมดี้ดัดแปลงจากหนังปี 1972 ที่ว่าด้วยชายหนุ่มที่เพิ่งแต่งงานแต่กลับตกหลุมรักหญิงสาวอีกคนขณะไปฮันนีมูน
สติลเลอร์กลับมาร่วมงานกับฟาร์เรลลีอีกครั้งหลังจาก There’s Something About Mary โดยคราวนี้ตัวละครของเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แย่กว่าเดิม เพราะเอ็ดดี้ต้องหลอกภรรยาและพ่อตาในขณะที่พยายามจีบหญิงอื่น ฉากที่เอ็ดดี้พยายามปกปิดความจริงจากภรรยาในขณะที่ตัวเองมีอาการแพ้จากการแต่งงาน แสดงให้เห็นว่าสติลเลอร์ยังสามารถเล่นมุก gross-out ที่รุนแรงได้โดยไม่สูญเสียมิติของตัวละคร
แม้หนังจะได้รับเสียงวิจารณ์ที่ผสมปนเป แต่การกลับมาร่วมงานกับฟาร์เรลลียังถูกจับตามองจากแฟนหนังตลก เพราะเป็นคู่ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ในปี 1998 และการรวมตัวกันอีกครั้งแสดงให้เห็นว่าสไตล์ตลกของทั้งสองฝ่ายยังเข้ากันได้ดีแม้เวลาจะผ่านไปเกือบสิบปี
Tropic Thunder (2008)

Tropic Thunder ออกฉายปี 2008 กำกับโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) ร่วมเขียนบทกับ จัสติน เธอรู (Justin Theroux) และ อีแธน โคเฮน (Etan Cohen) นำแสดงโดยสติลเลอร์รับบท ทัค สปีดแมน พร้อมด้วย แจ็ก แบล็ก (Jack Black) และ รอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.) รับบท เคิร์ก ลาซารัส เป็นหนังตลกเสียดสีวงการหนังฮอลลีวูดที่ว่าด้วยกลุ่มนักแสดงที่ถูกทิ้งไว้ในป่าเวียดนามจริงๆ ขณะถ่ายทำหนังสงคราม
สติลเลอร์ในฐานะผู้กำกับและนักแสดงสร้างหนังที่เต็มไปด้วยการเสียดสีวงการบันเทิงในระดับที่กล้าหาญ โดยเฉพาะตัวละครของรอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ที่แต่งหน้าเป็นคนผิวสีเพื่อรับบท ซึ่งเป็นฉากที่ถูกถกเถียกแต่ก็แสดงให้เห็นว่าหนังไม่กลัวที่จะล้อเลียนความไร้สาระของฮอลลีวูด สติลเลอร์เองในบททัค สปีดแมน นักแสดงแอ็กชันที่กำลังเสียความนิยม เป็นอีกครั้งที่เขาล้อเลียนนักแสดงที่หลงตัวเอง
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 195 ล้านดอลลาร์ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังถือเป็นหนังที่ Robert Downey Jr. ใช้เป็นบันไดกลับสู่จุดสูงสุดของอาชีพก่อน Iron Man 2 ปีต่อมา ผลงานการกำกับของสติลเลอร์ในที่นี้ได้รับการยอมรับว่ามีมุมมองที่เฉียบขาดต่ออุตสาหกรรมที่ตัวเองอยู่ในนั้น
Night at the Museum: Battle of the Smithsonian (2009)

Night at the Museum: Battle of the Smithsonian ออกฉายปี 2009 กำกับโดย ชอว์น เลอวี (Shawn Levy) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท แลร์รี่ เดลี เป็นภาคต่อที่พาแลร์รี่ไปยังพิพิธภัณฑ์ Smithsonian ในวอชิงตัน ดีซี หลังจากสิ่งของในพิพิธภัณฑ์เดิมถูกย้ายไปเก็บรักษา
ภาคนี้ขยายโลกของหนังด้วยการเพิ่มตัวละครประวัติศาสตร์มากขึ้น รวมถึง อาเมเลีย เอิร์ฮาร์ต (รับบทโดย เอมี อดัมส์) ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยแลร์รี่ สติลเลอร์ต้องเล่นฉากแอ็กชันมากขึ้นในภาคนี้ โดยเฉพาะฉากที่แลร์รี่ต้องรับมือกับวายร้ายที่มีชีวิตขึ้นมาจากภาพวาด ซึ่งท้าทายความสามารถในการเล่นต่อหน้าเอฟเฟกต์พิเศษมากกว่าภาคแรก
แม้รายได้จะไม่สูงเท่าภาคแรก แต่หนังยังทำเงินทั่วโลกได้กว่า 413 ล้านดอลลาร์ และพิสูจน์ว่าแฟรนไชส์นี้ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับสติลเลอร์ ภาคนี้แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถรักษาความสดใสของตัวละครแลร์รี่ได้แม้จะเป็นภาคต่อที่ต้องเผชิญกับความคาดหวังสูง
Greenberg (2010)

Greenberg ออกฉายปี 2010 กำกับโดย โนอาห์ บอมบาค (Noah Baumbach) นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) รับบท โรเจอร์ กรีนเบิร์ก พร้อมด้วย เกรตา เกอร์วิก (Greta Gerwig) รับบท ฟลอเรนซ์ เป็นหนังอินดี้ดราม่าที่ว่าด้วยชายวัย 40 ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลและต้องมาดูแลบ้านของพี่ชายในลอสแองเจลิส ขณะที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในชีวิต
นี่เป็นบทบาทที่ลึกที่สุดของสติลเลอร์ในช่วงหลังปี 2000 โรเจอร์เป็นคนที่ขุ่นเคืองโลกทุกอย่าง ไม่พอใจในความสำเร็จของคนอื่น และใช้ความซื่อสัตย์ทางศีลธรรมเป็นโล่ป้องกันความล้มเหลวของตัวเอง ฉากที่โรเจอร์พยายามมีความสัมพันธ์กับฟลอเรนซ์แต่กลับทำลายทุกอย่างด้วยความหยาบคายที่ไม่ได้ตั้งใจ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสติลเลอร์ในการเล่นความเจ็บปวดที่ไม่มีทางออก
หนังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ในงานเทศกาลหนังเวนิส และถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สติลเลอร์กล้าทิ้งภาพนักแสดงตลกเพื่อรับบทที่ไม่มีเสียงหัวเราะใดๆ ปลอบโยน ผลงานนี้ยังถูกอ้างอิงในบทวิจารณ์ภาพยนตร์ว่าเป็นตัวอย่างของนักแสดงตลกที่สามารถเล่นดราม่าได้อย่างน่าเชื่อถือ
The Secret Life of Walter Mitty (2013)

The Secret Life of Walter Mitty ออกฉายปี 2013 กำกับโดย เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) นำแสดงโดยสติลเลอร์รับบท วอลเตอร์ มิตตี พร้อมด้วย คริสเต็น วิก (Kristen Wiig) รับบท เชอริล เป็นหนังดราม่าผจญภัยที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ เจมส์ ธัวร์เบอร์ (James Thurber) ว่าด้วยพนักงานบริษัทที่มักหลุดไปจินตนาการถึงชีวิตที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งต้องออกเดินทางจริงๆ เพื่อตามหาฟิล์มหาย
สติลเลอร์ในฐานะผู้กำกับสร้างหนังที่มีภาพสวยงามและอารมณ์ที่อบอุ่น ซึ่งแตกต่างจากงานตลกที่เขาเคยทำมาก่อน วอลเตอร์ มิตตีเป็นตัวละครที่เงียบขรึมและถูกโลกลืม แต่การเดินทางของเขาไปยังกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และหิมาลัย ทำให้หนังกลายเป็นประสบการณ์ภาพที่น่าจดจำ โดยเฉพาะฉากสเก็ตบอร์ดบนถนนในไอซ์แลนด์ที่ผสมระหว่างความงามของธรรมชาติและความตลกของสถานการณ์
หนังทำรายได้ทั่วโลกกว่า 188 ล้านดอลลาร์ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ถือเป็นผลงานการกำกับที่สมบูรณ์ที่สุดของสติลเลอร์ในด้านภาพและอารมณ์ แม้บทวิจารณ์จะมีทั้งด้านบวกและลบ แต่หนังเรื่องนี้ยังถูกพูดถึงในแง่การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมออกเดินทางและหลุดจากกรอบชีวิตประจำวัน
ทิ้งท้าย
20 หนัง Ben Stiller น่าดู ในลิสต์นี้แสดงให้เห็นว่าสติลเลอร์ไม่ใช่นักแสดงตลกที่มีมิติเดียว ตั้งแต่การกำกับหนังอินดี้ที่มีน้ำเสียงเฉพาะตัวใน Reality Bites ไปจนถึงการสร้างแฟรนไชส์ครอบครัวอย่าง Night at the Museum เขาสามารถขยับเข้าไปในพื้นที่ที่แตกต่างกันได้โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของตัวเอง นักวิจารณ์หลายสำนักมองว่าจุดแข็งของสติลเลอร์อยู่ที่การสร้างตัวละครจากความอึดอัดในชีวิตประจำวัน และเขาทำสิ่งนี้ได้ดีที่สุดเมื่อมีบทที่ให้ตัวละครมีพื้นที่หายใจ
การวางเรียงตามปีออกฉายยังช่วยให้เห็นรูปแบบการเติบโตที่น่าสนใจ ช่วงปลายทศวรรษ 90 เป็นยุคที่เขาทดลองบทบาทต่างๆ ทั้งตลกรอมคอมและดราม่าอินดี้ ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เป็นจุดสูงสุดของรายได้ด้วย Meet the Parents และ Zoolander ขณะที่ช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 เป็นช่วงที่เขากล้าทิ้งภาพตลกเพื่อรับบทเชิงลึกใน Greenberg และการกำกับที่เน้นภาพมากขึ้นใน The Secret Life of Walter Mitty
สำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจผลงานของสติลเลอร์ต่อ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ IMDb หรือหาหนังตลกและหนังคอมเมดี้แนวอื่นๆ ได้ใน 30 หนังตลกและหนังคอมเมดี้ หากมีเรื่องโปรดของสติลเลอร์ที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์นี้ สามารถแชร์ความคิดเห็นได้เพื่อให้ลิสต์ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Jack Ryan: Ghost War (2026) หนังสายลับที่ดูจบแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/05/Review-Jack-Ryan-Ghost-War.webp)

![[รีวิว-เรื่องย่อ] Star Wars: The Mandalorian and Grogu (2026) ภาคต่อที่ดูดี แต่ไปได้ไม่สุด](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/05/Review-Star-Wars-The-Mandalorian-and-Grogu.webp)

![[รีวิว-เรื่องย่อ] The Travellers (2025) หนังดราม่าครอบครัวที่ทำให้ตั้งคำถามกับตัวเอง](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/05/Review-The-Travellers-2025.webp)


