
- ช่วงเปิดซีซั่น 3 สมาชิกตระกูลเบลลารีถูกจับกุมแทบทั้งบ้าน เหลือเพียงชาร์ลส์ที่หนีรอด ขณะที่เรนฉวยโอกาสขึ้นครองคลับและเริ่มทำตัวแบบคนที่ได้อำนาจมาเต็มมือ
- จุดแข็งของซีซั่นนี้อยู่ที่การแสดงของเทย์เลอร์ โพลิดอร์ วิลเลียมส์ สตีเวน จี. นอร์ฟลีต และเทอร์เรล คาร์เตอร์ ที่ค้ำบทเอาไว้แม้เนื้อเรื่องจะวุ่นวาย
- พล็อตบิด ความรุนแรง และการทรยศถูกยัดเข้ามาทุกตอน จนประเด็นลึก ๆ อย่างการทุจริตในเมืองและการล่มสลายของครอบครัวแทรกตัวไม่ขึ้น
- เหมาะกับคนที่ดูเพื่อความบันเทิงแบบปล่อยผ่าน ส่วนคนที่คาดหวังผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตัวละครอาจผิดหวังกับวิธีเล่าแบบนี้
Beauty in Black ซีซั่น 3 เปิดฉากมาแบบไม่ให้คนดูได้หายใจ เมื่อสมาชิกหลักของตระกูลเบลลารีอย่างนอร์แมน จูลส์ รอย และโอลิเวีย ถูกจับกุมในคราวเดียว เหลือเพียงชาร์ลส์ที่หนีรอดออกมาได้ทัน ในจังหวะเดียวกันเรนฉวยโอกาสขึ้นครองคลับและเริ่มทำตัวเหมือนคนที่ได้ของที่อยากได้มานานในที่สุด ส่วนคิมมียังคงถูกดึงเข้าสู่ใจกลางอันตรายที่โหมกระหน่ำเข้ามารอบด้าน นี่คือภาพรวมของซีรีส์ดราม่าครอบครัวจากไทเลอร์ เพอร์รี (Tyler Perry) ซึ่งรอบนี้เลือกขับเคลื่อนด้วยการแก้แค้น แบล็กเมล ฆาตกรรม และการเอาชีวิตรอดจากทุกทิศทาง
เรื่องราวของ Beauty in Black เริ่มต้นจากสาวที่ทำงานในคลับซึ่งชะตากรรมพลิกผันเมื่อเข้ามาพัวพันกับตระกูลมหาเศรษฐีที่แตกแยก เจ้าของอาณาจักรเครื่องสำอางที่ซุ่มซ่อนธุรกิจค้ามนุษย์ไว้เบื้องหลัง ตัวละครอย่างฮอเรซยิ่งทวีความโหดร้ายขึ้นหลังจากรู้ตัวว่ามีคนจงใจฉีดเซลล์มะเร็งเข้าไปในร่างกายของตัวเอง นำไปสู่การไล่ล่าทั้งการเอาคืน การข่มขู่ และการเอาตัวรอดที่ลากยาวตลอดทั้งซีซั่น สำหรับคนที่ตามดู ซีรีส์ฝรั่ง สายดราม่าบน Netflix อยู่เป็นประจำ คงพอเดาได้ว่าเรื่องนี้จะพาความบ้าคลั่งไปไกลแค่ไหน
คำถามหลักของซีซั่น 3 คือ การยกระดับความดุเดือดให้ชนะตัวเองในทุกตอนจะยังทำให้เรื่องน่าติดตาม หรือจะกลายเป็นความเหนื่อยล้าของคนดูแทน ผลลัพธ์ที่ได้ชวนให้คิดว่า ซีรีส์เลือกช็อกมากกว่าจะเล่า เนื้อหาที่ถอดออกมาได้มีทั้งจุดที่ควรชม ทั้งเคมีของตัวละครและงานแสดง แต่ก็มีปัญหาที่ถมทับเรื่องเล่าเอาไว้แน่นหนาเช่นกัน
แก่นของซีซั่นนี้คือการปะทะระหว่างคนสองรุ่นของตระกูลเดียวกัน นอร์แมนหนีออกจากคุกได้ ท้าทายมัลลอรี่ ถูกยิงแต่รอดชีวิต แล้วจึงเป็นฝ่ายลั่นไกใส่ฮอเรซ ขณะเดียวกันเส้นเรื่องของชาร์ลส์และวาร์นีย์กลายเป็นจุดที่ให้อารมณ์มากที่สุดของฤดูกาล เมื่อชาร์ลส์ต้องแบกทั้งแรงกดดันจากครอบครัวและศพที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ดิน จนสุดท้ายเขาต้องตัดสินใจเข้ารับการบำบัดสุขภาพจิตโดยมีวาร์นีย์ยืนเคียงข้างตลอดทาง ส่วนคิมมี่แบ่งเวลาไปทั้งเป็นห่วงฮอเรซ ช่วยมัลลอรี่ในช่วงที่นอร์แมนกำลังจะตาย และพยายามดึงซิลวี้ออกจากเกมอันตรายที่กำลังจะกลืนเธอเข้าไป
จุดที่ทำให้ซีซั่นนี้ยังพอจะชมต่อได้คือการแสดงที่ยืนพื้นเหนือบท งานของเทย์เลอร์ โพลิดอร์ วิลเลียมส์ (Taylor Polidore Williams) ในบทคิมมี่ช่วยถ่วงน้ำหนักเรื่องให้ดูจริงจังเมื่อเนื้อเรื่องเริ่มเพี้ยน สตีเวน จี. นอร์ฟลีต (Steven G. Norfleet) สื่อความเปราะบางของชาร์ลส์ได้ชัดเจนโดยเฉพาะฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับปมที่ครอบครัวทำลายเขาเอาไว้ ส่วนเทอร์เรล คาร์เตอร์ (Terrell Carter) ในบทวาร์นีย์เติมความอ่อนโยนให้กับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยศัตรู การที่วาร์นีย์เลือกอยู่ข้างชาร์ลส์แทนที่จะปล่อยให้เขาจมอยู่ในความวุ่นวาย และฉากอำลาก่อนไปบำบัด คือหนึ่งในไฮไลต์ทางอารมณ์ที่ทำได้จริงและทำงานที่สุดของซีซั่นนี้ คนที่ติดตามดราม่าครอบครัวสไตล์ Netflix อย่าง My Life with the Walter Boys ซีซั่น 3 อยู่แล้วจะพบว่าปมคนใกล้ตัวยังเป็นหัวใจของงานแบบนี้เสมอ
จุดอ่อนหลักคือการเล่าเรื่องที่พยายามเอาชนะความบ้าคลั่งของตัวเองในทุกตอน นอร์แมนหนีออกจากคุกได้อย่างง่ายดาย ถูกยิงแต่กลับรอดชีวิต และยังมีแรงลุกขึ้นยิงฮอเรซต่อ ทุกครั้งที่คิดว่าจุดพลิกมาถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็มีตัวละครอีกคนถูกยิงหรือถูกหักหลังตามมา กระทั่งฉากที่ดูเหมือนชาร์ลส์ยิงพ่อตัวเองก็ถูกเฉลยในพริบตาว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง ลักษณะแบบนี้ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นรอคอยพล็อตบิดครั้งหน้า แต่กลับทำให้ดูเหมือนเรื่องจงใจบิดเบือนความจริงของตัวละคร ในฝั่งฮอเรซ บทบาทที่ตั้งใจให้โหดเหี้ยมกลับจัดวางจนบางฉากดูเกินจริงจนยากจะจริงจังกับมัน โดยเฉพาะปฏิกิริยาของเขาต่อความพยายามฆ่าตัวตายของชาร์ลส์ ที่เผยให้เห็นทัศนคติที่บิดเบี้ยวของเขาต่อคำว่าครอบครัวสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีเรนที่เมื่อได้อำนาจเหนือคลับเต็มตัวแล้ว กลับกลายเป็นคนที่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ข่มขู่ลูกน้อง และมองซิลวี่เป็นเพียงอุปสรรคที่ต้องกำจัด ซึ่งแม้จะเข้าใจเจตนาให้เธอกลายเป็นคนแบบที่เธอเคยต้องเอาชีวิตรอดร่วมด้วย แต่การขาดปมขัดแย้งภายในทำให้พัฒนาการนี้ไม่หนักแน่นพอ คนที่เพิ่งดู Blood Sacrifice จบมาคงคุ้นกับความเข้มข้นที่ Netflix รวมไว้ในแพลตฟอร์ม แต่ซีซั่นนี้ถีบระดับความโหดขึ้นไปอีกขั้นจนเริ่มสวนทางกับดราม่า
จังหวะของเรื่องเดินหน้าเร็วตลอดเวลา แต่เร็วในแบบที่เรียกว่าวิ่งชนกำแพงมากกว่าไหลลื่น ศพ การยิงกัน แบล็กเมล เครื่องย่อยไม้ ความพยายามฆ่าตัวตาย และการบุกโจมตีคลับ ถูกเรียงต่อกันอย่างรวดเร็วจนความรุนแรงแต่ละครั้งหมดน้ำหนักลงเรื่อย ๆ ตอนจบของซีซั่นเป็นตัวอย่างชัดเจน ทั้งการยิงตอบโต้ระหว่างฮอเรซกับนอร์แมน การทรยศของจูลส์ต่อพอล และการโจมตีแฟรงก์กับซิลวี่ในเวลาเดียวกัน แม้ปิดท้ายด้วยภาพค้างของจูลส์ เรน จีน่า และคลับเพื่อชวนให้อยากรู้คำตอบ แต่สำหรับคนดูหลายคน ความเหนื่อยล้ากับความรุนแรงอาจมาถึงก่อนความอยากรู้ ลองเทียบกับ Outer Banks ซีซั่น 5 ที่เพิ่งปิดฉากตำนานล่าขุมทรัพย์ของเหล่า Pogues ไป จะเห็นว่าการปิดฤดูกาลไม่จำเป็นต้องถีบความบ้าคลั่งขึ้นทุกตอนเสมอไป
ซีรีส์พยายามช็อกคนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนลืมไปว่าการปล่อยให้ตัวละครได้หายใจเป็นจังหวะของตัวเอง สำคัญกว่าการยกระดับความรุนแรงทุกตอน
เบื้องล่างของความวุ่นวายมีประเด็นที่ชวนคิดซ่อนอยู่หลายจุด ความสามารถของนอร์แมนในการแบล็กเมลตำรวจ ผู้พิพากษา และบุคคลสาธารณะ ด้วยข้อมูลที่เขาสะสมเอาไว้ รวมถึงการใช้เด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นคำอธิบายว่าทำไมชายคนนี้ถึงไม่เคยถูกลงโทษกับสิ่งที่ทำ และหากเจาะลึกไปกว่านี้ น่าจะเผยให้เห็นว่าการทุจริตแผ่กระจายเข้าไปในเมืองทั้งเมืองขนาดไหน แต่ซีซั่นกลับเลือกกวาดผ่านไปอย่างเร็ว ส่วนคิมมี่ที่ถูกวางให้เป็นตัวละครเดียวที่ยังรับรู้ว่า ทุกคนรอบตัวกำลังก้าวข้ามเส้นไปไกลเกินไป กลับถูกบดบังด้วยการยกระดับความรุนแรงของซีซั่นจนบทของเธอไม่ได้รับพื้นที่มากพอ
ความคุ้มค่าของซีซั่น 3 อยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ ไม่เคยถึงขั้นน่าเบื่อเพราะเหตุการณ์ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่การมีเหตุการณ์ตลอดเวลาไม่เท่ากับการเล่าเรื่องที่ดี สิ่งที่คนดูคาดหวังคือการตัดสินใจของตัวละครต้องมีความหมายและผลลัพธ์ต้องตามมาทัน แต่ซีซั่นนี้สนใจที่จะสร้างความช็อกมากกว่าทำให้คนดูเป็นห่วงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป สำหรับผู้ชมที่อยากได้ความบันเทิงแบบเร่งด่วน เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าต้องการพักสมองด้วยเสียงหัวเราะ ลองข้ามไปหา Tires ซีซั่น 3 คอเมดี้บน Netflix ที่ไปคนละทางกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
Beauty in Black ซีซั่น 3 เหมาะกับคนที่อดทนกับความวุ่นวายได้สูง และชื่นชอบการเปิดแต่ละตอนโดยไม่รู้ว่าใครจะถูกยิงหรือถูกทรยศต่อ ในทางกลับกันไม่เหมาะกับคนที่อยากเห็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตัวละครคงอยู่กับเรื่อง หรือคาดหวังการวิเคราะห์เชิงลึกเรื่องการทุจริตและครอบครัว เพราะทั้งหมดถูกกลบด้วยความรุนแรงและพล็อตบิดที่ซ้อนกันไม่จบสิ้น ยังคงเป็นซีรีส์ที่ติดตามได้เรื่อย ๆ แต่ในซีซั่นนี้ สิ่งที่ทำได้คือทำให้คนดูชาชินกับความรุนแรงมากกว่าทำให้อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ถ้าซีซั่นนี้ยังไม่ถูกใจ ลองเก็บ ซีรีส์ เรื่องอื่นในหมวดของเว็บไปดูเพิ่ม
- ชื่อเรื่อง: Beauty in Black
- ประเภท: ดราม่า (Drama)
- ผู้สร้าง: ไทเลอร์ เพอร์รี (Tyler Perry)
- วันที่เข้าฉายซีซั่น 3: 27 สิงหาคม 2569
- จำนวนตอนซีซั่น 3: 8 ตอน
- นักแสดงนำ: เทย์เลอร์ โพลิดอร์ วิลเลียมส์ (Taylor Polidore Williams), คริสเทิล สจ๊วต (Crystle Stewart), แอมเบอร์ เรน สมิธ (Amber Reign Smith), สตีเวน จี. นอร์ฟลีต (Steven G. Norfleet), ริชาร์ด ลอว์สัน (Richard Lawson), เทอร์เรล คาร์เตอร์ (Terrell Carter), ชาร์ลส์ มะลิก วิทฟิลด์ (Charles Malik Whitfield), เด็บบี มอร์แกน (Debbi Morgan), ริคโค รอสส์ (Ricco Ross)
- ช่องทางการรับชม: Netflix
ดราม่า Netflix ที่ความรุนแรงกลบประเด็นลึกของครอบครัว
โครงเรื่อง - 5.5
การแสดง - 8.2
โปรดักชัน - 7.2
ความบันเทิง - 6.6
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6
6.7
Beauty in Black ซีซั่น 3 ยังคงสูตรเข้มข้นของไทเลอร์ เพอร์รีไว้ครบทั้งการแย่งชิงคลับ ปมครอบครัว และความรุนแรงที่ยกระดับขึ้นในทุกตอน จุดที่ทำให้ซีซั่นนี้พอจะดูต่อได้คือการแสดงของเทย์เลอร์ โพลิดอร์ วิลเลียมส์ สตีเวน จี. นอร์ฟลีต และเทอร์เรล คาร์เตอร์ ที่ค้ำบทเอาไว้ แต่การเล่าเรื่องที่มุ่งช็อกคนดูด้วยพล็อตบิดซ้ำ ๆ ทำให้ประเด็นลึกอย่างการทุจริตในเมืองและการล่มสลายของครอบครัวไม่ได้รับโอกาสให้เติบโต จบฤดูกาลด้วยความบันเทิงแบบเร่งด่วน แต่ไร้ความรู้สึกที่ติดค้าง








