รีวิวซีรีส์ฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] Dark Matter ซีซั่น 2 พหุภพที่ทดสอบความอดทน

  • ซีซั่น 2 ดำเนินเรื่องต่อจากตอนจบของซีซั่นแรก โดยเนื้อเรื่องก้าวข้ามขอบเขตของนวนิยาย Dark Matter ปี 2016 ของเบลค เคร้าช์ (Blake Crouch)
  • จุดแข็งอยู่ที่แนวคิดพหุภพและการแสดงของโจเอล เอดการ์ตัน (Joel Edgerton) กับเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) ที่ต้องรับบทหลายเวอร์ชั่นของคนคนเดียวกัน
  • จุดอ่อนอยู่ที่แพซิ่งช้า เน้นฉากอารมณ์จนเส้นเรื่องไซไฟระทึกขวัญถูกกลบ และบางอาร์คของตัวละครสมทบไม่ไปถึงจุดพีค
  • ตอนจบไม่ได้ให้คำตอบใหญ่ แต่ทิ้งคำถามไว้กองโตเพื่อรอต่อซีซั่น 3

สองปีผ่านไปนับจากที่ Dark Matter ซีซั่นแรกจบลงพร้อมปมที่ทำเอาผู้ชมค้างอยู่หน้างอ เพราะแนวคิดเรื่องกล่องที่พาคนข้ามภพระหว่างจักรวาลคู่ขนานนับไม่ถ้วนถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชวนขนลุก จนกลายเป็นหนึ่งในชื่อที่แฟน ๆ มักนึกถึงเสมอเมื่อพูดถึง ซีรีส์ Apple TV+ สายไซไฟ วันนี้ซีซั่น 2 กลับมาแล้วบนแพลตฟอร์มเดิม เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2026 ไปจนถึง 30 ตุลาคม 2026 และคราวนี้เรื่องราวเดินหน้าไกลออกไปกว่าเหตุการณ์ในนวนิยายต้นฉบับของเบลค เคร้าช์ (Blake Crouch) เสียอีก

คำถามใหญ่ที่บทความนี้อยากตอบ: ซีซั่น 2 คุ้มค่ากับการรอคอยสองปีหรือไม่ เมื่อทีมงานเลือกขยายรันไทม์ให้ยาวขึ้นแต่กลับเน้นไปที่ปมดราม่าครอบครัวของเจสันและดาเนียลาเป็นส่วนใหญ่ จนมิติไซไฟระทึกขวัญที่ทำให้ซีซั่นแรกโด่งดังค่อย ๆ จางหายไป แม้ตัวละครจะยังคงเดินทางข้ามจักรวาลกันต่อไป แต่สัมผัสของความลุ้นระทึกกลับถูกแทนที่ด้วยการพูดคุยความรู้สึกอันยาวนาน ซึ่งเป็นทั้งจุดเด่นและจุดอ่อนของฤดูกาลนี้ในเวลาเดียวกัน

บทความนี้จะพาไปเจาะทั้งเรื่องย่อแบบไม่สปอยล์ จุดแข็ง จุดอ่อน จังหวะการเล่าเรื่อง งานแสดงของโจเอล เอดการ์ตัน (Joel Edgerton) และเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) ตลอดจนตอนจบที่เตรียมปูทางซีซั่น 3 พร้อมปิดท้ายด้วยคำตัดสินว่า ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใคร เพื่อให้ตัดสินใจได้ก่อนกดสมัคร Apple TV+ มาลองดูกัน

Dark Matter 2 #1

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูภาคแรก ย้อนกลับไปเก็บรายละเอียดได้จาก รีวิว Dark Matter (2024) ของซีซั่นแรกซึ่งว่าด้วยการลักพาตัวเจสัน เดสเซนอาจารย์ฟิสิกส์ให้ไปติดอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ส่วนซีซั่น 2 เปิดฉากด้วยชีวิตใหม่ของเจสันและดาเนียลาในจักรวาลที่พวกเขาเลือกเดินทางไป หลังคนแปลกหน้าตามมาป่วนความสงบสุขของครอบครัวอีกครั้ง พวกเขาจึงต้องถอนรากถอนโคนทุกอย่างเพื่อหนีอีกที ขนานกับอแมนดาและไรอันที่ยังติดอยู่ระหว่างภพพยายามหาทางกลับบ้าน และเลห์ตันวายร้ายผู้มองว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะที่เดินหน้าโครงการสร้าง “โลกที่สมบูรณ์แบบ” ตามอุดมการณ์บิดเบี้ยวของตัวเอง เนื้อเรื่องทั้งสามเส้นถักทอสลับกันตลอดสิบตอน แต่กลับใช้เวลากับพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวละครมากกว่าการไขปริศนาของกล่อง

ต้องยอมรับว่าแก่นของเรื่องยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ยอมอดทนดูต่อได้ เพราะการได้เห็นคนคนเดียวกันผ่านสถานการณ์เดียวกันแต่เลือกต่างกัน จนผลลัพธ์พลิกผันไปคนละทิศ สื่อให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมหล่อหลอมตัวตนได้มากแค่ไหน นับเป็นเสน่ห์ของ ซีรีส์ฝรั่ง แนวพหุภพที่ Dark Matter ถนัดที่สุด คำอธิบายและตรรกะการทำงานของกล่องที่ค่อย ๆ เฉลยออกมาเป็นตอน ๆ ยังชวนติดตามไม่แพ้ซีซั่นแรก ขณะที่โจเอล เอดการ์ตัน (Joel Edgerton) และเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) ต้องสวมบทบาทหลายเวอร์ชั่นของบุคคลเดียวกันข้ามภพ ถ่ายทอดความกลัว ความหงุดหงิด และความอ่อนโยนในน้ำเสียงเดียวกันแต่เฉดอารมณ์ต่างกัน ซึ่งทั้งคู่ทำออกมาได้กลมกล่อมจนงานแสดงชดเชยจุดอ่อนของเนื้อหาได้เกือบทั้งหมด

ปัญหาหลักของซีซั่นนี้มาจากการทุ่มเวลาให้ฉากอารมณ์อย่างไม่สมดุล มีหลายตอนที่ใช้เวลานานมากกับการคลี่คลายความกลัว ความกังวล และความรู้สึกของเจสันกับดาเนียลา ซึ่งน่าดูในปริมาณน้อย แต่เมื่อยืดยาวข้ามตอนไปเรื่อย ๆ ความอดทนของผู้ชมเริ่มถูกทดสอบ เพราะคำถามที่ค้างคาจากกล่องกับพหุภพแทบไม่ขยับไปไหน เส้นเรื่องของเลห์ตันเองไปไม่สุดทาง แม้จะตั้งใจให้เขาดูเป็นอัจฉริยะผู้หลงผิด แต่กลับไม่เคยพุ่งถึงจุดไคลแมกซ์ใด ๆ ส่วนเส้นของอแมนดากับไรอันเริ่มต้นได้แข็งแรงแต่ปลายทางกลับเลือนราง ทั้งที่ซีรีส์ครอบครองเทคโนโลยีล้ำลึกขนาดย่อจักรวาลได้ กลับพาผู้ชมไปแค่ไม่กี่ที่เพื่อพูดคุยเรื่องความรู้สึกของตัวละคร

Dark Matter 2 #2

Dark Matter ซีซั่น 2 พกวัตถุพิสดารที่พาคนท่องจักรวาลคู่ขนานได้ แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งคุยความรู้สึกของกันและกัน

การเล่าเรื่องในฤดูกาลนี้เลือกเดินช้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่โครงเรื่องมีศักยภาพพอจะสร้างความตื่นเต้นได้ทุกตอน ต่างจาก Severance ซีซั่น 2 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสโลว์เบิร์นแต่ยังรักษาความลุ้นระทึกไว้ได้ตลอดทาง ส่วน Dark Matter ซีซั่น 2 กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพาตัวละครไปเจอผู้คนใหม่ ๆ ระหว่างทางและพูดคุยบ่มความในใจ จนบางตอนให้ความรู้สึกเหมือนฟิลเลอร์มากกว่าเนื้อเรื่องจริง ความซับซ้อนของไทม์ไลน์ที่ซ้อนกันหลายชั้นประกอบกับบทสนทนาที่วนเวียน อาจทำให้ผู้ชมที่ไม่ได้ตั้งใจจดจ่อสับสนไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะเมื่อซีซั่นนี้มีจำนวนตอนเพิ่มขึ้นแต่ความหนาแน่นของเหตุการณ์ไม่เพิ่มขึ้นตาม

สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดของการรอคอยทั้งฤดูกาลอยู่ที่ตอนจบที่ทิ้งคำถามไว้มากกว่าคำตอบ หลังผ่านสิบตอนที่เงียบสงบ ผู้ชมอาจคาดหวังว่าไฟนอลจะระเบิดความมันส์เพื่อชดเชย แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นเพียงความช็อกเบา ๆ ที่เตรียมพื้นที่ให้ซีซั่น 3 เปิดตัวด้วยความตื่นตระหนกและความสับสน ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะย้อนกลับมาเคลียร์เกือบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในซีซั่นนี้ ซึ่งเป็นทั้งกลยุทธ์การเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดและความเสี่ยงต่อความหงุดหงิดของผู้ชมในเวลาเดียวกัน เพราะต้องรออีกอย่างน้อยหนึ่งปีกว่าเกลียวปมทั้งหมดจะคลี่ออก

สำหรับแฟน ซีรีส์ สายไซไฟที่ตั้งความหวังไว้ว่าจะได้เห็นจักรวาลคู่ขนานถูกสำรวจอย่างเต็มที่ ซีซั่นนี้อาจทำให้รู้สึกว่ารอคอยไม่คุ้มค่า เพราะแก่นของความเป็นปริศนาถูกเก็บไว้ใต้พรม ส่วนใครที่ดูเพราะติดใจงานแสดงของสองนักแสดงนำและอินกับความสัมพันธ์ของครอบครัวเดสเซน ซีซั่นนี้ตอบโจทย์ได้ดีกว่ามาก และถ้าชอบโทนดาร์กไซไฟแบบนี้ Silo ซีซั่น 3 บนแพลตฟอร์มเดียวกันยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตามอง แต่ถ้าต้องการคอนเทนต์ไซไฟที่ครบเครื่องทั้งอารมณ์และความระทึกในแพ็กเกจเดียว ควรเลื่อน Dark Matter ซีซั่น 2 ไปเป็นตัวเลือกสำรองก่อน

Dark Matter 2 #3

Dark Matter ซีซั่น 2 เลือกเดินไปอีกทางจากซีซั่นแรกอย่างชัดเจน โดยเน้นหนักไปทางดราม่าตัวละครและเสียของประเด็นไซไฟระทึกขวัญไปพอสมควร แม้แนวคิดพหุภพและงานแสดงระดับแนวหน้าจะยังยอดเยี่ยม แต่แพซิ่งที่ช้าและอาร์คที่ไปไม่สุดทำให้ความรู้สึกโดยรวมออกมาเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูง สอดคล้องกับบทวิจารณ์ของ Leisurebyte ที่ให้คะแนนรวมไว้ที่ 3 เต็ม 5 เรื่องนี้เหมาะกับผู้ติดตามซีซั่นแรกที่อินกับชีวิตครอบครัวเดสเซน ชอบดราม่าตัวละครจริงจัง และพร้อมรอคอยตอนจบที่เผื่อซีนสำหรับซีซั่น 3 ในทางกลับกัน ไม่เหมาะกับคนที่หวังความมันส์ลุ้นระทึกแบบไซไฟเต็มรูปแบบ หรือคนที่เบื่อดราม่าอารมณ์ยาว ๆ ควรข้ามไปก่อน เพราะรอติดตามซีซั่น 3 ไปพร้อมกันยังทัน และถ้ารีวิวนี้พอช่วยตัดสินใจได้ อย่าลืมแชร์ต่อหรือคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันใต้โพสต์

  • ชื่อเรื่อง: Dark Matter (ไม่มีชื่อไทยอย่างเป็นทางการบน Apple TV+)
  • ประเภท: ไซไฟ, ระทึกขวัญ, ดราม่า
  • สร้างจาก: นวนิยาย Dark Matter ปี 2016 ของเบลค เคร้าช์ (Blake Crouch)
  • วันที่เริ่มฉายซีซั่น 2: 28 สิงหาคม 2569 (ออกอากาศจนถึง 30 ตุลาคม 2569)
  • จำนวนตอน (ซีซั่น 2): 10 ตอน
  • นักแสดงนำ: เจสัน เดสเซน รับบทโดย โจเอล เอดการ์ตัน (Joel Edgerton), ดาเนียลา เดสเซน รับบทโดย เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly), อแมนดา ลูคัส รับบทโดย อลิซ บรากา (Alice Braga), ไรอัน โฮลเดอร์ รับบทโดย จิมมี ซิมป์สัน (Jimmi Simpson), เลห์ตัน แวนซ์ รับบทโดย ดาโย โอเคนิยี (Dayo Okeniyi), ชาร์ลี เดสเซน รับบทโดย โอคส์ เฟกลีย์ (Oakes Fegley)
  • ผู้กำกับซีซั่น 2: Jakob Verbruggen, Celine Held, Logan George, Roxann Dawson, Alik Sakharov
  • เรตติ้งความเหมาะสม: 18 ปีขึ้นไป
  • ช่องทางการรับชมในประเทศไทย: Apple TV+

ซีรีส์ไซไฟพหุภพที่เน้นดราม่าจนความระทึกจางหาย

โครงเรื่อง - 7.4
การแสดง - 8.8
โปรดักชัน - 8.2
ความบันเทิง - 6.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7

7.6

Dark Matter ซีซั่น 2 พาผู้ชมกลับเข้าไปในโลกพหุภพอีกครั้ง ตามเส้นทางของเจสันและดาเนียลาที่ต้องย้ายครอบครัวหนีผู้บุกรุก ขณะที่อแมนดากับไรอันพยายามหาทางกลับโลกของตัวเอง และเลห์ตันยังคงไล่ล่าความฝันที่จะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบตามอุดมการณ์ของเขา ซีซั่นนี้เปิดใจให้ตัวละครได้เติบโตทางอารมณ์อย่างเต็มที่จนกลายเป็นดราม่าครอบครัวมากกว่าซีรีส์ไซไฟ แต่ต้องแลกมาด้วยจังหวะการเล่าที่ช้าและความระทึกที่จางลง งานแสดงของนักแสดงนำยังคงเป็นพลังหลักที่ทำให้ดูต่อได้ จนถึงตอนจบที่จงใจฝากคำถามไว้ให้ซีซั่น 3

User Rating: Be the first one !
ไม่อยากพลาดบทความใหม่จาก NaniTalk
เพิ่มเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ชื่นชอบบน Google เพื่อให้มีโอกาสเห็นเนื้อหาจากเรามากขึ้น
First air
2024-05-07
Seasons
2
Episodes
19
Status
Returning Series
TV Series จิตนิมิตแนววิทยาศาสตร์ หนังชีวิต กำลังออกอากาศ

Dark Matter

Dark Matter — 2024

2024 2 ซีซัน 19 ตอน
IMDb Rating 7.6 /10
TMDB 7.8 /10

ในเรื่องราวสุดระทึกชวนตะลึงนี้ เจสัน เดสเซนถูกลักพาแลพสับเปลี่ยนชีวิต เขาจะต้องหาทางกลับไปหาครอบครัวจริงเพื่อช่วยพวกเขาจากศัตรูตัวฉกาจ ซึ่งกลับกลายเป็นตัวเขาเอง สร้างจากนวนิยายขายดีโดยเบลค เคร๊าซ์


นักแสดงนำ

โจเอล เอดการ์ตัน โจเอล เอดการ์ตัน Jason Dessen / Jason2
เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี Daniela Dessen
อลิซ บรากา อลิซ บรากา Dr. Amanda Lucas
จิมมี ซิมป์สัน จิมมี ซิมป์สัน Ryan Holder
ดาโย โอเคนิยี ดาโย โอเคนิยี Leighton Vance
โอคส์ เฟกลีย์ โอคส์ เฟกลีย์ Charlie Dessen

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button