
- Tires เป็น ซีรีส์ ซิตคอมอเมริกันบน Netflix สร้างโดย เชน กิลลิส (Shane Gillis), สตีฟ เกอร์เบน (Steve Gerben) และ แมคคีเวอร์ (McKeever) เดินทางมาถึงซีซั่น 3 พร้อมสถานะใหม่ของสองตัวเอก
- หลังแคมเปญการตลาดในซีซั่น 2 เกิดผลเกินคาด วิลและเชนขยับขึ้นเป็นเจ้าของร่วมของร้าน Valley Forge Automotive Center สาขาเวสต์เชสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย
- ซีซั่นนี้เติมนักแสดงหน้าใหม่ทั้ง บิลลี แม็กนัสเซน (Billy Magnussen), เทย์เลอร์ มิเซียก (Taylor Misiak), โซเฟีย ฮาสมิก (Sofia Hasmik), แดน โซเดอร์ (Dan Soder) และ บ็อบบี ลี (Bobby Lee) ให้วงตลกขยายกว้างขึ้น
- จุดแข็งอยู่ที่ตัวละครที่รู้สึกเป็นคนจริงขึ้น ส่วนจุดอ่อนอยู่ที่สูตรตอนซึ่งเริ่มเดาทางได้ และสไตล์อิมโพรไวส์ที่บางฉากหลวมเกินไป
คอเมดี้ที่ตลกมาตั้งแต่ตอนแรก แต่เล่นไปสองซีซั่นแล้วยังหาจุดยืนของตัวเองไม่ได้ มีไม่กี่เรื่อง Tires ซิตคอมร้านยางบน Netflix เข้าข่ายนั้นแบบเต็มตัว ซีซั่น 3 มาพร้อมสถานะใหม่ของวิลและเชน หลังแคมเปญการตลาดในซีซั่น 2 เกิดผลเกินคาด ทั้งคู่ขยับจากพนักงานตัวป่วนเป็นเจ้าของร่วมของร้าน Valley Forge Automotive Center สาขาเวสต์เชสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย และนี่เป็นซีซั่นที่เรื่องนี้ตอบได้ชัดเจนว่ากลุ่มตัวละครชุดนี้ควรยืนอยู่ตรงไหนของจอ
ความสนุกของ ซีรีส์ฝรั่ง เรื่องนี้เลื่อนระดับขึ้นทีละซีซั่นแบบจับต้องได้ ซีซั่นแรกเหมือน เชน กิลลิส (Shane Gillis) เดินเข้าไปในกองซิตคอมแล้วลองยัดมุกสแตนด์อัปของตัวเองใส่ตัวละคร ซีซั่น 2 เริ่มมีโครงร่างของซีรีส์จริงจัง ส่วนซีซั่น 3 ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง มุกไม่ได้หายไปไหน แต่เปลี่ยนที่มา เรื่องตลกไม่ได้โผล่จากนักแสดงที่ยืนรอจังหวะปล่อยมุกอีกแล้ว มันงอกออกมาจากนิสัยของตัวละครที่เดินเรื่องไปเอง
บทความนี้พาไปดูว่าอะไรทำให้ซีซั่นนี้เป็นซีซั่นที่มั่นใจที่สุดของเรื่อง ทั้งตัวละครเดิมที่เล่นได้ลึกขึ้น นักแสดงหน้าใหม่ที่เติมสีสัน และจุดที่สูตรเดิมเริ่มเดาทางได้ ก่อนจบด้วยคำตอบว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร วัดจากประสบการณ์การดูจริงแบบไม่สปอยล์ฉากสำคัญ
แกนคิดของซีซั่นนี้อยู่ที่การเติบโต ทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว ปัญหาวางอยู่ที่การถือตำแหน่งใหญ่ขึ้นไม่ได้ทำให้สองหนุ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ความพยายามสร้างอนาคตของวิลและเชนถูกเบรกด้วยนิสัยเก่า ความสัมพันธ์เก่า และความจริงที่ว่าลูกพี่ลูกน้องคู่นี้สื่อสารกันไม่เป็น การดูทั้งคู่บริหารร้านจึงคล้ายยื่นกุญแจแฟรนไชส์ร้านยางให้แรคคูนสองตัว มีความรับผิดชอบมากขึ้นเท่าไหร่ ความวุ่นวายยิ่งพอกพูนขึ้นเท่านั้น ความต่างจากซีซั่นก่อนมีข้อเดียวแต่สำคัญมาก ตอนนี้ความวุ่นวายทุกก้อนมีเหตุผลทางอารมณ์รองรับ
พัฒนาการชัดเจนที่สุดของซีซั่นนี้ไม่ได้อยู่ที่มุกใหม่ แต่อยู่ที่ตัวละครเดิมซึ่งรู้สึกเป็นคนจริงมากขึ้น วิลยังเครียดตลอดเวลาและไม่เหมาะกับตำแหน่งเอาเสียเลย แต่ สตีฟ เกอร์เบน (Steve Gerben) ค่อย ๆ ปั้นเขาให้เป็นคนที่คนดูเห็นใจ วิลอยากให้ร้านอยู่รอดจริง อยากถูกนับถือจริง และไม่รู้วิธีทำสักอย่าง ความไม่รู้ตรงนั้นแหละที่กลายเป็นวัตถุดิบตลกชั้นดี ส่วน เชน กิลลิส (Shane Gillis) เลิกพยายามแสดงแบบนักแสดงซิตคอมทั่วไป ความตายด้านและนิสัยชอบทำสถานการณ์แย่ลงแบบไม่ตั้งใจของเขา ลื่นไหลเป็นเนื้อเดียวกับบุคลิกบนเวทีของเจ้าตัว ส่งผลให้มุกทุกมุกฟังดูเป็นธรรมชาติ
วิลในมือของเกอร์เบนกลายเป็นตัวละครที่พลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่ชวนรำคาญ เขาอยากเป็นเจ้าของร้านที่ดีทั้งที่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ความตั้งใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้นทำให้ความล้มเหลวทุกรอบตลกแบบเจ็บ ๆ ขณะที่เชนได้ของขวัญชิ้นใหม่ในซีซั่นนี้ เส้นเรื่องอารมณ์ของตัวเอง เขายังเป็นตัวปัญหา ยังทำทุกอย่างแย่ลงทุกครั้งที่เปิดปาก แต่ความสัมพันธ์เก่าและทางแยกชีวิตส่วนตัวที่โผล่เข้ามา เผยช่องโหว่ของชายที่คอยกวนใจคนทั้งร้าน การให้ตัวป่วนประจำเรื่องมีมิติแบบนี้ เปลี่ยนมุกหยาบ ๆ หลายมุกให้กลายเป็นเสียงสะท้อนของคนที่ไม่รู้จะเติบโตไปทางไหน
การเติมคนหน้าใหม่เข้าซิตคอมที่เคมีนักแสดงเดิมแน่นอยู่แล้วเสี่ยงไม่น้อย แต่ทีมงานจัดการได้ดี บิลลี แม็กนัสเซน (Billy Magnussen) ในบทเทย์เลอร์เข้ามาป่วนวงโคจรของวิล จิลล์ของ เทย์เลอร์ มิเซียก (Taylor Misiak) และลูซีของ โซเฟีย ฮาสมิก (Sofia Hasmik) เปิดมิติชีวิตส่วนตัวของเชนที่ไม่เคยมีใครแตะมาก่อน ส่วน แดน โซเดอร์ (Dan Soder) กับ บ็อบบี ลี (Bobby Lee) ขยายระบบนิเวศตลกของร้านให้กว้างขึ้นโดยไม่ทำให้ทีมเดิมรู้สึกถูกลดบท ตัวละครประจำอย่างแคลของ คริส โอคอนเนอร์ (Chris O’Connor) ยังเป็นแหล่งความไร้สาระที่ไว้ใจได้ที่สุดของเรื่อง คีลาห์ ฟ็อกซ์ (Kilah Fox) ได้เนื้อมากกว่าแค่ยืนรับมุกของคนอื่น และเดฟของ สตาฟรอส ฮัลเกียส (Stavros Halkias) พิสูจน์ว่าความไม่เป็นงานแบบสุดโต่งยังสร้างมุกใหม่ได้ไม่รู้จบ
Tires ไม่เคยแสร้งทำเป็นคอเมดี้ที่ทำงานเสร็จแล้วทุกคนได้บทเรียนชีวิต มุกทะลึ่ง คำพูดแรง และบทสนทนาที่ฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่าแผนกบุคคลคงปวดหัว ยังเป็นหัวใจของเรื่อง การขัดเกลาส่วนนี้ทิ้งเท่ากับฆ่าเสน่ห์ไปครึ่งหนึ่ง สิ่งที่เปลี่ยนไป อยู่ที่สัดส่วนระหว่างมุกกับตัวละคร ซีซั่นแรกตัวละครแทบมีไว้เพื่อปูทางให้มุกของเชน ส่วนซีซั่น 3 มุกส่วนใหญ่เกิดเพราะคนกลุ่มนี้จะทำตัวแบบนี้อยู่แล้ว การเลื่อนจุดศูนย์กลางแบบนี้ฟังดูเล็กน้อยแต่ส่งผลต่อความรู้สึกคนดูมหาศาล ฉากที่ดีที่สุดหลายฉากไม่ใช่พั้นช์ไลน์ แต่เป็นความเงียบอึดอัดหลังมีคนพูดอะไรเพี้ยน ๆ หรือสายตาที่ตัวละครมองกันเมื่อทุกคนในห้องรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นเคมีซิตคอมแท้ ๆ ที่ฝึกกันไม่ได้ ใครกำลังหา ตลก ดี ๆ ไว้ดูตอนหัวค่ำ เรื่องนี้ให้อารมณ์ครบแน่นอน
หัวใจของ Tires ซีซั่น 3 ไม่ได้อยู่ที่ร้านยางจะอยู่รอดหรือไม่ แต่อยู่ที่การยอมให้คนโง่ ๆ กลุ่มนี้มีเหตุผลของตัวเอง และพอเหตุผลเหล่านั้นโผล่ออกมา ความล้มเหลวทุกครั้งของพวกเขากลับกลายเป็นเรื่องที่คนดูยอมหัวเราะทั้งน้ำตา
คนที่ดูครบสองซีซั่นก่อนหน้าจะเริ่มจับจังหวะได้ว่าแต่ละตอนวิ่งไปทางไหน วิลเกิดไอเดีย มีคนคัดค้าน เชนเข้ามาทำเรื่องแย่ลง ทุกคนวอกแวก แล้วปัญหาตั้งต้นกลายร่างเป็นปัญหาคนละเรื่องก่อนจบตอน สูตรนี้ยังตลกแต่เริ่มหมดความแปลกใหม่ ขณะที่สไตล์อิมโพรไวส์ซึ่งเป็นจุดขายของเรื่องกลับเป็นดาบสองคมในบางฉาก บทสนทนาหลายช่วงหลวมเกินไป มุกไม่ได้ลงตัวครบทุกดอกเหมือนสองซีซั่นแรก แต่ความพลาดเหล่านั้นให้อภัยได้ง่ายขึ้น เพราะวงนักแสดงทั้งชุดสนุกพอจะแบกฉากเงียบ ๆ ให้มีชีวิตได้
ด้วยความยาว 6 ตอน ตอนละประมาณ 20-23 นาที เรื่องนี้ดูจบได้ภายในเย็นเดียว ตอนเปิดอย่าง The Initiative ที่วิลจัดโครงการส่งเสริมความหลากหลายแล้วนักข่าวเข้ามาสัมภาษณ์จนเละ ไล่ไปถึง Dad ตอนท้ายที่วิลปะทะนักวิจารณ์ตัวฉกาจของตัวเอง เป็นเครื่องยืนยันว่าทีมงานรู้จังหวะยกระดับความวุ่นวายของตัวเอง ใครอยากเปรียบเทียบกับซิตคอมเวิร์กเพลซแปลก ๆ บนแพลตฟอร์มเดียวกัน รีวิว Death Inc. ซีซั่น 4 คอเมดี้สัปเหร่ออีกเรื่องของ Netflix ช่วยเทียบมุมได้ดี หรือเปิดหมวด แนะนำซีรีส์ หาเรื่องแนวคล้ายกันมาดูต่อได้ทันที
Tires ซีซั่น 3 เป็นซิตคอมที่มั่นใจในตัวเองที่สุดตั้งแต่เปิดเรื่องมา ตัวละครมีมิติ มุกยังคม และความสั้นกระชับทำให้ดูรวดเดียวจบโดยไม่เบื่อ เหมาะกับแฟนคอเมดี้หยาบ ๆ ที่ชอบความตลกจากนิสัยตัวละคร และคนที่ตาม เชน กิลลิส (Shane Gillis) มาตั้งแต่ยุคสแตนด์อัป ส่วนคนที่เบื่อสูตรซ้ำของซิตคอมเวิร์กเพลซหรือรับมุกทะลึ่งไม่ได้ อาจต้องปรับใจก่อนกดดู หลังดูจบ อยากชวนทุกคนมาเล่ามุกที่ชอบที่สุดในคอมเมนต์ และแชร์รีวิวนี้ต่อให้คนที่กำลังมองหาเรื่อง ดูอะไรดี บน Netflix ช่วงสุดสัปดาห์นี้ได้เลย
- ชื่อเรื่อง: Tires
- ประเภท: คอมเมดี้, ซิตคอม
- ผู้สร้าง: เชน กิลลิส (Shane Gillis), สตีฟ เกอร์เบน (Steve Gerben) และ แมคคีเวอร์ (McKeever)
- จำนวนซีซั่น: 3 ซีซั่น ซีซั่น 3 มี 6 ตอน ตอนละประมาณ 20-23 นาที
- นักแสดงหลัก: เชน กิลลิส (Shane Gillis), สตีฟ เกอร์เบน (Steve Gerben), คริส โอคอนเนอร์ (Chris O’Connor), คีลาห์ ฟ็อกซ์ (Kilah Fox), สตาฟรอส ฮัลเกียส (Stavros Halkias), โทมัส เฮเดน เชิร์ช (Thomas Haden Church)
- นักแสดงใหม่ประจำซีซั่น 3: บิลลี แม็กนัสเซน (Billy Magnussen), เจมี ลินน์ ซิกเลอร์ (Jamie-Lynn Sigler), เทย์เลอร์ มิเซียก (Taylor Misiak), โซเฟีย ฮาสมิก (Sofia Hasmik), แดน โซเดอร์ (Dan Soder), บ็อบบี ลี (Bobby Lee)
- เรต: 16+
- ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix
ซิตคอมร้านยางที่โตเป็นผู้ใหญ่มากที่สุดในสามซีซั่น
โครงเรื่อง - 7.8
การแสดง - 8.6
โปรดักชัน - 7.5
ความบันเทิง - 8.6
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.4
8.2
Tires ซีซั่น 3 เป็นซิตคอมอเมริกันบน Netflix ผลงานร่วมของ เชน กิลลิส (Shane Gillis) กับ สตีฟ เกอร์เบน (Steve Gerben) เล่าเรื่องวิลและเชนสองลูกพี่ลูกน้องจอมหายนะที่กลายเป็นเจ้าของร่วมของร้านยาง Valley Forge Automotive Center จุดเด่นอยู่ที่ตัวละครที่มีมิติขึ้นจนมุกเกิดจากนิสัยของตัวละครจริง ผนวกนักแสดงหน้าใหม่ที่ขยายวงตลกโดยไม่กลืนทีมเดิม ส่วนจุดอ่อนอยู่ที่สูตรตอนซึ่งเริ่มเดาทางได้และบางฉากอิมโพรไวส์หลวมเกินไป ด้วยความยาว 6 ตอน ตอนละประมาณ 20 นาที เรื่องนี้ดูจบไวและคุ้มค่ากับเวลาสำหรับแฟนคอเมดี้หยาบ ๆ






