รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] 2001: A Space Odyssey (1968) มหากาพย์ไซไฟที่เปลี่ยนโลกภาพยนตร์ไปตลอดกาล

  • ประสบการณ์ภาพและเสียงเหนือกาลเวลาที่หาดูไม่ได้จากหนังยุคปัจจุบัน งานด้านภาพชนะรางวัลออสการ์สาขาเทคนิคพิเศษ และยังคงสร้างความทึ่งให้ผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า
  • โครงสร้างการเล่าเรื่องสามองก์ที่ท้าทายขนบหนังฮอลลีวูด ใช้ภาพและดนตรีขับเคลื่อนอารมณ์มากกว่าบทสนทนา เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความอย่างอิสระ
  • ตัวละคร HAL 9000 คอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่มี “ความรู้สึก” ยังคงเป็นหนึ่งในการนำเสนอธีมปัญญาประดิษฐ์ที่น่าสะพรึงและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
  • ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน หากคาดหวังความบันเทิงแบบหนังไซไฟร่วมสมัย จังหวะที่เชื่องช้าและตอนจบแบบนามธรรมอาจทำให้ผิดหวัง แต่สำหรับผู้ที่พร้อมเปิดใจ นี่คือผลงานที่จะติดอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน

ค่ำคืนส่งท้ายปีเก่า หน้าจอปรากฏภาพลิงไร้หางกลุ่มหนึ่งชุมนุมกันกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ไร้คำพูด ไร้เสียงดนตรี มีเพียงเสียงลมหายใจและกระดูกกระทบหิน นี่คือฉากเปิดของหนึ่งใน หนังฝรั่ง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล 2001: A Space Odyssey ผลงานของ สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) ที่ใช้เวลากว่าสี่ปีเนรมิตภาพยนตร์ที่ไม่ได้เป็นแค่ความบันเทิง แต่มันคือ “ประสบการณ์” ที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องภาพยนตร์ไปตลอดกาล

ผ่านมาเกือบหกทศวรรษหลังจากออกฉายครั้งแรกเมื่อเมษายน 1968 บทสนทนาเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไม่เคยเงียบลง แท่งหินดำลึกลับ ห้องนอนสไตล์นีโอคลาสสิก เด็กทารกดวงดาวที่ลอยอยู่เหนือพื้นโลก ทุกองค์ประกอบถูกถกเถียงและตีความอย่างไม่รู้จบ คูบริกจงใจออกแบบหนังให้ผู้ชมตีความตามประสบการณ์ส่วนตัว เปรียบดังภาพโมนาลิซาที่ไม่มีคำบรรยายว่าเธอยิ้มเพราะอะไร เช่นเดียวกับที่ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก (Arthur C. Clarke) ผู้ร่วมเขียนบทและนวนิยายเลือกที่จะอธิบายทุกอย่างอย่างชัดเจนในหนังสือของเขา ในขณะที่คูบริกเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างให้คลุมเครือบนจอ

การกลับมาดู 2001: A Space Odyssey ในปี 2026 ด้วยเทคโนโลยี 4K ที่คมกริบ กลับทำให้เห็นรายละเอียดที่อาจหลุดรอดสายตาไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ทั้งรอยพู่กันที่ปรากฏบนท้องฟ้าในฉากยุคก่อนประวัติศาสตร์ และพื้นผิวของโมเดลยานอวกาศที่เผยให้เห็นข้อจำกัดของเทคนิคพิเศษยุค 60 แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ เมื่อเห็นรายละเอียดมากขึ้น กลับไม่ได้ทำให้มนตร์เสน่ห์ของหนังจางหาย ซ้ำกลับยิ่งทำให้ทึ่งว่าทีมงานในยุคนั้นสร้างสรรค์ภาพเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไรโดยไม่มี CGI แม้แต่เฟรมเดียว

มีคำกล่าวหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหมู่คอหนังมานานว่า 2001: A Space Odyssey ไม่ใช่หนังที่ดูครั้งเดียวแล้วเข้าใจ แต่มันคือหนังที่ “รู้สึก” ได้ และความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปทุกครั้งที่กลับมาดูใหม่ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี

สิ่งแรกที่ทำให้ 2001: A Space Odyssey ยังคงเป็นที่กล่าวถึงคือองค์ประกอบภาพอันสมบูรณ์แบบของคูบริก ทุกเฟรมถูกจัดวางอย่างพิถีพิถันราวกับภาพวาดในหอศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นยานอวกาศที่หมุนควงไปกับเพลง The Blue Danube ของโยฮันน์ ชเตราส์ หรือภาพนักบินอวกาศที่ลอยเคว้งในความมืดมิดของห้วงอวกาศ การใช้เทคนิคถ่ายทำแบบ Cinerama ยิ่งขยายความยิ่งใหญ่ของภาพให้กว้างเกินขอบเขตสายตา ทีมงานภายใต้การดูแลของ ดักลาส ทรัมบูล (Douglas Trumbull) ใช้เทคนิคถ่ายทำที่ล้ำสมัยสุดขั้วสำหรับยุคนั้น โดยไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟิกแม้แต่น้อย โมเดลยานอวกาศทุกชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยมือจริง ฉากแรงโน้มถ่วงต่ำใช้ชุดเซ็ตหมุนได้ขนาดยักษ์ และซีน Stargate อันเป็นตำนานถูกสร้างด้วยเทคนิค Slit-Scan Photography ที่ทรัมบูลคิดค้นขึ้นเอง ทั้งหมดนี้ทำให้ 2001: A Space Odyssey เป็นหนึ่งใน หนังอวกาศ ที่สมจริงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้จะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ

คูบริกตัดสินใจไม่ใช้ดนตรีประกอบออริจินัลเหมือนหนังฮอลลีวูดทั่วไป แต่เลือกใช้ผลงานคลาสสิกของ ริชาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) โยฮันน์ ชเตราส์ (Johann Strauss II) และ เจิร์จ ลิเกติ (György Ligeti) มาประกอบภาพอย่างแม่นยำราวกับแต่งขึ้นมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ Also sprach Zarathustra ที่เปิดฉากขึ้นพร้อมกับภาพดวงอาทิตย์เหนือโลกและดวงจันทร์ ได้กลายเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ที่ถูกจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ บทสนทนาที่ถูกใช้อย่างประหยัดสุดขีดยิ่งทำให้พลังของเสียงและดนตรีโดดเด่นขึ้น เมื่อ HAL 9000 ร้องเพลง Daisy Bell ด้วยน้ำเสียงที่ค่อย ๆ ผิดเพี้ยนระหว่างถูกปิดระบบ มันคือหนึ่งในฉากที่ทั้งเศร้า ทั้งน่าขนลุก และทั้งงดงามอย่างอธิบายไม่ถูก

ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมงของหนัง ตัวละครที่มี “ความเป็นมนุษย์” มากที่สุดไม่ใช่ เคียร์ ดูลเลีย (Keir Dullea) ในบท Dr. David Bowman หรือ แกรี ล็อควูด (Gary Lockwood) ในบท Dr. Frank Poole แต่คือ HAL 9000 คอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่มีน้ำเสียงนุ่มนวลและดวงตาสีแดงที่ไม่กะพริบ HAL ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มีแขนขา แต่คือดวงตาที่แฝงตัวอยู่ในทุกมุมของยาน Discovery One เสียงของ ดักลาส เรน (Douglas Rain) ที่ให้เสียงพากย์ HAL นั้นราบเรียบ สงบนิ่ง และยิ่งน่าสะพรึงเมื่อความผิดปกติเริ่มคืบคลาน คำถามที่หนังทิ้งไว้คือ HAL มี “ความรู้สึก” จริง ๆ หรือแค่เลียนแบบอารมณ์มนุษย์ และหากมนุษย์เองก็แยกไม่ออกระหว่างสองสิ่งนี้ แล้วความแตกต่างนั้นสำคัญอะไร นี่คือประเด็นทางปรัชญาที่หนังทิ้งไว้ให้ขบคิด และเป็นเหตุผลว่าทำไม HAL 9000 ถึงถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการ หนังไซไฟ

ธีมหลักที่พาดผ่านทั้งเรื่องตั้งแต่ซีนแรกจนถึงซีนสุดท้ายคือวิวัฒนาการของมนุษย์ที่มาพร้อมกับการทำลายล้าง ในองก์แรก Dawn of Man ชนเผ่าโฮมินินค้นพบการใช้กระดูกสัตว์เป็นอาวุธและใช้มันสังหารเผ่าคู่แข่งเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำ จังหวะที่กระดูกถูกโยนขึ้นฟ้าแล้วคัทเป็นภาพยานอวกาศคือหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์หนัง สื่อความหมายว่าอารยธรรมของมนุษย์ก้าวหน้ามาไกลเพียงใด แต่แก่นแท้ของความรุนแรงไม่เคยเปลี่ยน จากกระดูกสัตว์สู่อาวุธนิวเคลียร์ที่โคจรอยู่ในอวกาศ จากมนุษย์ถ้ำสู่ห้องควบคุมภารกิจอวกาศ สิ่งที่คูบริกกำลังบอกคือมนุษย์ไม่เคยหยุดทำลายเพื่อความอยู่รอด จนกระทั่งเมื่อเดินทางไปถึงขอบเขตของจักรวาลและเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจ

ซีนสุดท้ายของ 2001: A Space Odyssey เป็นสิ่งที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ โบว์แมนเดินทางผ่าน Stargate สู่ห้วงแสงสีอันบ้าคลั่ง ก่อนพบตัวเองในห้องนอนสไตล์นีโอคลาสสิกที่ซึ่งเขาเฝ้าดูตัวเองแก่ขึ้น แก่ขึ้น และแก่ขึ้น จนกระทั่งแท่งหินดำปรากฏที่ปลายเตียงและเขาแปรสภาพเป็นทารกดวงดาวลอยอยู่เหนือโลก หากอ่านนวนิยายของคลาร์ก ทุกอย่างจะถูกเฉลยอย่างเป็นระบบ แต่นั่นก็ทำให้มนตร์เสน่ห์แห่งความลึกลับจางหายไป คูบริกตั้งใจให้หนังจบลงอย่างเปิดกว้าง ปล่อยให้ผู้ชมรู้สึกมากกว่าทำความเข้าใจ เช่นเดียวกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่ไม่ต้องการคำอธิบาย

การยอมรับความจริงที่ว่าหนังดำเนินเรื่องช้า คือกุญแจสำคัญในการรับชม 2001: A Space Odyssey ไม่ใช่หนังที่ทุกคนจะนั่งดูจนจบได้ในการนั่งครั้งเดียว ฉากยานอวกาศลอยผ่านหน้าจอเป็นนาที ๆ ตัวละครเดินเข้าเดินออกในกรอบภาพโดยไม่มีบทพูดใด ๆ ทำให้สำหรับผู้ชมที่คุ้นเคยกับจังหวะของ หนัง ร่วมสมัย หนังเรื่องนี้อาจรู้สึกเหมือนบททดสอบความอดทนมากกว่าความบันเทิง แต่นั่นก็คือตัวตนของมัน และการที่คูบริกปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับความคาดหวังของผู้ชมทั่วไป คือเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ยังคงถูกพูดถึงมากกว่าหนังดังร่วมยุคอีกหลายเรื่องที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา

2001: A Space Odyssey ไม่ใช่แค่หนังที่ควรค่าแก่การรับชม แต่มันคือผลงานที่ควรค่าแก่การ “สัมผัส” เป็นภาพยนตร์ที่ขยายขอบเขตว่าศิลปะบนจอเงินสามารถทำอะไรได้บ้าง และยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับรุ่นหลังนับไม่ถ้วน หากจะยกให้เป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ สแตนลีย์ คูบริก ก็คงไม่เกินจริง แม้จะไม่ใช่หนังไซไฟที่ดูเพื่อความบันเทิงเรื่อย ๆ แต่หากใครกำลังมองหาหนังที่ท้าทายความคิดและสัมผัสประสบการณ์ภาพยนตร์ที่แตกต่างจากทุกสิ่งที่เคยดูมา นี่คือหนึ่งใน หนังน่าดู ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

หนังไซไฟที่ใช้ภาพและเสียงแทนบทพูด เพื่อสร้างประสบการณ์เหนือกาลเวลา

โครงเรื่อง - 9.2
การแสดง - 7.8
โปรดักชัน - 9.8
ความบันเทิง - 7.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.8

8.6

2001: A Space Odyssey คือมหากาพย์ไซไฟของ สแตนลีย์ คูบริก ที่ไม่เหมือนหนังเรื่องไหนในโลก ด้วยโครงสร้างสามองก์ที่เริ่มจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ สู่การเดินทางในอวกาศพร้อมคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ HAL 9000 และปิดท้ายด้วยลำดับภาพไซคีเดลิกอันลึกลับ แม้จังหวะของหนังจะเชื่องช้าจนเกือบทรมานสำหรับผู้ชมยุคใหม่ แต่งานภาพ การจัดองค์ประกอบ และการใช้ดนตรีคลาสสิกของชเตราส์และลิเกติ สร้างประสบการณ์ที่สัมผัสได้ในระดับจิตใต้สำนึกมากกว่าการเล่าเรื่องแบบปกติ หนังไม่ได้บอกว่าอะไรคืออะไร แต่ปล่อยให้ผู้ชมตีความด้วยตัวเอง นี่คือภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับคำว่า "ศิลปะ" อย่างแท้จริง

User Rating: Be the first one !
Released
1968-04-02
Runtime
149 min
Status
Released
Movie นิยายวิทยาศาสตร์ ลึกลับ ผจญ Released

2001 จอมจักรวาล

2001: A Space Odyssey — 1968

IMDb Rating 8.3 /10
Metascore 84 /100
Tomatometer 90 %

นักบินอวกาศสองคนออกเดินทางเพื่อหาความจริงเกี่ยวกับเสาหินลึกลับที่ปรากฏขึ้นทั่วจักรวาล พวกเขาต้องต่อสู้กับระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ


นักแสดงนำ

Keir Dullea Keir Dullea Dr. David Bowman
Gary Lockwood Gary Lockwood Dr. Frank Poole
William Sylvester William Sylvester Dr. Heywood Floyd
Douglas Rain Douglas Rain HAL 9000 (voice)
Daniel Richter Daniel Richter Moonwatcher
Leonard Rossiter Leonard Rossiter Dr. Andrei Smyslov
Margaret Tyzack Margaret Tyzack Elena
Robert Beatty Robert Beatty Dr. Ralph Halvorsen

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button