Technology

AI Slop คืออะไร? ศัพท์แห่งปี 2026 ที่ทุกคนต้องรู้เท่าทัน

  • AI Slop คือเนื้อหาดิจิทัลคุณภาพต่ำ ที่สร้างจาก AI อย่างมักง่าย มุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ จนกลายเป็นศัพท์แห่งปี 2025 ของ Merriam-Webster
  • ผลกระทบกระจายในวงกว้าง ตั้งแต่การลดคุณภาพข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต การแพร่กระจายข่าวปลอม ไปจนถึงการสร้างความเสียหายต่อศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงาน
  • สังเกตได้จากร่องรอยเฉพาะ เช่น ภาพที่มีรายละเอียดผิดปกติ ข้อความที่วนซ้ำ และแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรตรวจสอบก่อนแชร์เสมอ
  • ความเป็นมนุษย์คือคำตอบ การสร้างเนื้อหาอย่างมีความรับผิดชอบ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเพิ่มมุมมองเฉพาะตัว คือวิธีต่อสู้กับปัญหา AI Slop ที่ดีที่สุด

เคยไถฟีดโซเชียลมีเดียแล้วเจอภาพสัตว์ที่ดูแปลก ๆ ไม่สมจริง ภาพพระเยซูที่มีนิ้วมือเกิน หรือข่าวที่พาดหัวเร้าอารมณ์แต่อ่านแล้วได้แต่ความงงกันไหม? สิ่งเหล่านี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการแล้วว่า AI Slop ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ท่วมท้นโลกออนไลน์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนพจนานุกรม Merriam-Webster ยกให้คำว่า “Slop” เป็น ศัพท์แห่งปี 2025 เลยทีเดียว

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกตะวันตก ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยก็พบเจอ AI Slop ได้ทุกวันเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบทความที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ความ รูปภาพโฆษณาสินค้าที่ดูลอย ๆ หรือวิดีโอสั้นที่สร้างจาก ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่แทบไม่มีคุณค่าอะไรเลย บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ AI Slop อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ความหมาย ที่มา ผลกระทบ ไปจนถึงวิธีสังเกตและป้องกันตัวเองจากเนื้อหาขยะเหล่านี้

AI Slop คืออะไร? ทำความเข้าใจเนื้อหาขยะจาก AI

AI Slop คือเนื้อหาดิจิทัลคุณภาพต่ำที่ถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมากด้วยเครื่องมือ AI โดยขาดความตั้งใจ ขาดตรรกะ และมุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ คำนี้ครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และเสียงที่สร้างจาก Generative AI แล้วปล่อยออกสู่โลกออนไลน์โดยไม่ผ่านการตรวจสอบหรือกลั่นกรอง เป้าหมายหลักมักเป็นไปเพื่อดึงดูดความสนใจ (Clickbait) และหาเงินจากยอดวิว

พจนานุกรม Merriam-Webster ให้คำนิยาม Slop ในบริบทนี้ว่าเป็นเนื้อหาดิจิทัลคุณภาพต่ำที่ถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมากด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสอดคล้องกับที่ Wikipedia ได้ระบุว่า AI Slop เป็นเนื้อหาที่มุ่งใช้ประโยชน์จาก Attention Economy หรือเศรษฐกิจแห่งความสนใจ โดยเน้นความเร็วในการผลิตมากกว่าสาระ

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ AI Slop ไม่ได้หมายถึงเนื้อหาทุกชิ้นที่สร้างจาก AI เนื้อหาที่ผ่านการตรวจสอบ มีจุดประสงค์ชัดเจน และให้คุณค่าแก่ผู้อ่านไม่ถือเป็น Slop คำนี้ใช้เรียกเฉพาะเนื้อหาที่ถูกปั่นออกมาอย่างมักง่าย ขาดการดูแล และมักทำให้ผู้เสพสื่อเสียเวลาไปกับข้อมูลที่ไร้ประโยชน์

นอกจากนี้ ยังมีคำว่า Slopper ซึ่งถูกบัญญัติขึ้นในปี 2025 เพื่อเรียกผู้ที่พึ่งพาเครื่องมือ AI มากเกินไปจนผลงานที่ออกมาขาดคุณภาพและขาดความเป็นมนุษย์ คำนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมออนไลน์เริ่มตระหนักและตั้งคำถามกับการใช้ AI อย่างไม่รับผิดชอบมากขึ้น

AI Slop คืออะไร? ทำความเข้าใจเนื้อหาขยะจาก AI

ที่มาของคำว่า Slop จากโคลนสู่ขยะดิจิทัล

คำว่า “Slop” ไม่ใช่คำใหม่ ความหมายดั้งเดิมในศตวรรษที่ 18 คือ “โคลนอ่อน” ก่อนจะพัฒนามาหมายถึง “เศษอาหาร” และ “สิ่งไร้ค่า” ตามลำดับ แต่ความหมายในยุคดิจิทัลนั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 2020 เมื่อเครื่องมือสร้างภาพจาก AI เริ่มแพร่หลาย

การใช้คำนี้ในบริบทของ AI เริ่มปรากฏในกลุ่มผู้ใช้ชุมชนออนไลน์อย่าง 4chan, Hacker News และ YouTube ก่อนจะเข้าสู่กระแสหลัก โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวอังกฤษ Simon Willison เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้คำนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านบล็อกส่วนตัวของเขาในเดือนพฤษภาคม 2024 ถึงแม้เขาจะระบุว่าคำนี้ถูกใช้มาก่อนหน้านั้นนานแล้วก็ตาม

ความนิยมของคำว่า AI Slop เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Google เริ่มใช้โมเดล Gemini ในการสร้างคำตอบอัตโนมัติในผลการค้นหา ซึ่งบางครั้งให้ข้อมูลที่ผิดพลาดจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์สื่อ Meltwater พบว่าในปี 2026 การกล่าวถึงคำว่า “AI Slop” บนอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 9 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2025 เมื่อ Merriam-Webster ประกาศให้ “Slop” เป็นศัพท์แห่งปี โดย Greg Barlow ประธานบริษัทกล่าวว่า คำนี้ทำให้ “เห็นภาพ” ได้ทันทีถึงความรู้สึกของผู้คนที่มองว่าเนื้อหา AI น่าตื่นตาแต่ก็น่ารำคาญและไร้สาระในเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องการเนื้อหาที่เป็นของแท้และสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ

ตัวอย่าง AI Slop ที่พบได้ทั่วไปบนโลกออนไลน์

ตัวอย่าง AI Slop ที่พบได้ทั่วไปบนโลกออนไลน์

AI Slop ปรากฏอยู่ในหลากหลายรูปแบบบนแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้งานทุกวัน ตั้งแต่ Facebook, TikTok, YouTube ไปจนถึง Spotify และ Amazon Kindle การเข้าใจตัวอย่างเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เสพสื่อรู้เท่าทันมากขึ้น

บนโซเชียลมีเดีย รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือภาพ AI ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ เช่น ภาพเด็กน้อยอุ้มลูกสุนัขกลางน้ำท่วม ภาพทหารกำลังสวดมนต์ หรือภาพพระเยซูในท่าทางต่าง ๆ ภาพเหล่านี้มักได้รับยอดไลก์และแชร์สูงมากจากผู้ที่ไม่ทันสังเกตว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI ตัวอย่างที่โด่งดังคือกรณีที่มีผู้ใช้สร้างภาพเหยื่อ Holocaust ปลอมบน Facebook จนพิพิธภัณฑ์ Auschwitz Memorial ต้องออกมาประณามว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ที่อันตราย

บนแพลตฟอร์มเพลง มีกรณีของวงดนตรีปลอมที่ชื่อ The Velvet Sundown ซึ่งสร้างเพลงทั้งหมดด้วย AI แต่สามารถทำยอดฟังบน Spotify ได้มากกว่า 1 ล้านครั้งภายในไม่กี่สัปดาห์ ทาง Spotify เปิดเผยว่าได้ลบเพลงสแปมออกไปกว่า 75 ล้านแทร็กในปีที่ผ่านมา จากแคตตาล็อกทั้งหมดราว 100 ล้านแทร็ก

ในวงการข่าวและการเมือง AI Slop ถูกนำไปใช้สร้างข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อ จากรายงานของ Graphika บริษัทวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย พบว่ารัฐบาลหลายประเทศใช้ AI สร้างเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อคุณภาพต่ำออกมาเป็นจำนวนมาก รวมถึง Deepfake ของคนดังที่ดูไม่น่าเชื่อถือแต่ก็ยังสามารถสร้างความสับสนได้

บนแพลตฟอร์ม E-commerce มีร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ภาพดอกไม้ที่สร้างจาก AI มาขายเมล็ดพันธุ์ของพืชที่ไม่มีอยู่จริง ส่งผลให้ผู้ซื้อถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ยังมีหนังสือคุณภาพต่ำที่สร้างจาก AI วางขายบน Amazon จำนวนมาก สร้างปัญหาให้นักเขียนตัวจริงที่ผลงานถูกกลบหายไป

ผลกระทบของ AI Slop ต่อสังคมและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ผลกระทบของ AI Slop ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรำคาญขณะเลื่อนดูฟีด แต่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งบุคคล ผู้สร้างสรรค์ผลงาน และสังคมโดยรวม

ด้านคุณภาพข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ตามรายงานจากบริษัท SEO ชื่อ Graphite พบว่าบทความที่สร้างจาก AI คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อหาภาษาอังกฤษทั้งหมดบนเว็บ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือกำลังยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องกรองผ่านเนื้อหาคุณภาพต่ำจำนวนมหาศาล

ด้านผู้สร้างสรรค์ผลงาน ศิลปินและครีเอเตอร์ได้รับผลกระทบโดยตรง กรณีที่ถูกพูดถึงมากคือเรื่องของ Michael Jones ช่างแกะสลักไม้ที่ใช้เลื่อยยนต์สร้างผลงานรูปสัตว์ แต่สไตล์ของเขาถูกนำไปป้อนให้ AI สร้างภาพเลียนแบบ และมีคนอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง เขากล่าวว่านี่คือปัญหาใหญ่สำหรับช่างแกะสลักทั่วโลก ที่พลาดโอกาสในการได้รับเครดิตจากผลงานของตัวเอง

ด้านข้อมูลเท็จและการเมือง AI Slop กลายเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงเหตุการณ์พายุเฮอริเคน Helene ปี 2024 มีภาพ AI ของเด็กหญิงอุ้มลูกสุนัขในเรือกลางน้ำท่วมถูกใช้เป็นหลักฐานโจมตีรัฐบาล แม้ภาพนั้นจะไม่มีอยู่จริงก็ตาม สถานการณ์แบบนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลออนไลน์ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง

ด้านเศรษฐกิจของแพลตฟอร์ม ข้อมูลจาก The Guardian เปิดเผยว่ากว่า 20% ของวิดีโอที่ YouTube แนะนำให้ผู้ใช้ใหม่ดูนั้นเป็น AI Slop ซึ่งสร้างยอดเข้าชมรวมกว่า 63,000 ล้านครั้ง มีผู้ติดตามรวม 221 ล้านคน และสร้างรายได้ประมาณ 117 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้เกิดวงจรที่แพลตฟอร์มมีแรงจูงใจที่จะไม่ลบเนื้อหาเหล่านี้ออก

วิธีสังเกตเนื้อหาที่เป็น AI Slop

วิธีสังเกตเนื้อหาที่เป็น AI Slop

ท่ามกลางกระแสเนื้อหาที่สร้างจาก AI ที่ไหลท่วมอินเทอร์เน็ต การรู้จักสังเกตและแยกแยะเนื้อหาเหล่านี้จึงเป็นทักษะสำคัญ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังมีร่องรอยหลายอย่างที่ช่วยให้ระบุ AI Slop ได้

สังเกตภาพ สิ่งที่ต้องมองหาในภาพที่อาจสร้างจาก AI ได้แก่ นิ้วมือที่มีจำนวนผิดปกติ ข้อความในภาพที่อ่านไม่ออกหรือเป็นอักษรที่ไม่มีความหมาย แสงและเงาที่ไม่สอดคล้องกัน พื้นผิวของผิวหนังที่ดูเหมือนพลาสติก และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผิดเพี้ยน เช่น ต่างหูที่ไม่เหมือนกันสองข้าง

สังเกตข้อความ เนื้อหาข้อความที่สร้างจาก AI มักมีลักษณะเฉพาะ เช่น การใช้เครื่องหมายยัติภังค์ยาว (em-dash) บ่อยผิดปกติ การใช้ภาษาที่ดูสละสลวยแต่ขาดเนื้อหาสาระจริง ๆ และมักวนซ้ำประเด็นเดิมด้วยถ้อยคำที่ต่างกันเล็กน้อย ผู้ที่ใช้งานเครื่องมืออย่าง ChatGPT เป็นประจำอาจจะสังเกตรูปแบบเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

ตรวจสอบแหล่งที่มา ก่อนเชื่อหรือแชร์เนื้อหาใด ควรตรวจสอบว่ามีแหล่งข่าวอื่นรายงานเรื่องเดียวกันหรือไม่ หากข่าวนั้นมาจากเพจหรือเว็บไซต์ที่ไม่มีชื่อเสียง มีเนื้อหาจำนวนมากแต่คุณภาพต่ำ หรือมีโฆษณาเต็มหน้า ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น AI Slop

ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ สามารถใช้ Google Reverse Image Search ในการค้นหาต้นทางของรูปภาพ หรือใช้เว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง Snopes ซึ่งในปี 2026 ได้ตรวจสอบและหักล้างข่าวลือที่สร้างจาก AI ไปแล้วกว่า 25 เรื่อง นอกจากนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยก็เป็นอีกแหล่งข้อมูลที่ช่วยตรวจสอบเนื้อหาที่น่าสงสัยได้

แพลตฟอร์มต่าง ๆ รับมือกับ AI Slop อย่างไร?

เมื่อปัญหา AI Slop ทวีความรุนแรงขึ้น แพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่งก็เริ่มออกมาตรการรับมือ แม้ว่าจะยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบก็ตาม

Pinterest เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบหนัก เนื้อหาสแปมที่สร้างจาก AI ปรากฏอยู่ในผลการค้นหายอดนิยมทุกหมวดหมู่ แม้จะมีเครื่องมือติดป้ายกำกับเนื้อหา AI แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Pinterest ตกลงถึง 20% ในเดือนพฤศจิกายน 2026

YouTube ได้เริ่มให้ผู้ใช้มีตัวเลือกในการจำกัดเนื้อหาที่สร้างจาก AI ในฟีดแนะนำ ขณะที่ Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook และ Instagram ได้ใช้ระบบ Watermark ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมตาดาต้ามาตรฐาน C2PA เพื่อติดตามแหล่งที่มาของเนื้อหาที่สร้างจาก AI

แม้จะมีความพยายามเหล่านี้ แต่ปัญหาหลักคือแพลตฟอร์มยังคงได้กำไรจากเนื้อหา AI Slop เนื่องจากมันสร้างยอดเข้าชมสูงและเพิ่มรายได้จากโฆษณา การแก้ปัญหาอย่างจริงจังจึงต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีการตรวจจับที่ดีขึ้น กฎระเบียบจากภาครัฐ และความตระหนักของผู้ใช้ร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มทางเลือกรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองผู้ใช้ที่ต้องการหลีกเลี่ยง AI โดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชันที่เน้นเนื้อหาจากมนุษย์ล้วน ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ให้คุณค่ากับ ความเป็นของแท้ มากขึ้น

AI Slop ในปี 2026 และแนวโน้มที่ต้องจับตามอง

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่าปัญหา AI Slop จะยิ่งทวีความรุนแรง ด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก เครื่องมือสร้างเนื้อหา AI มีราคาถูกลงและใช้งานง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่มีสมาร์ทโฟนสามารถสร้างภาพ วิดีโอ หรือบทความจาก AI ได้ภายในไม่กี่นาที ซึ่งหมายความว่าปริมาณเนื้อหาคุณภาพต่ำจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

ประการที่สอง เทคโนโลยีสร้างวิดีโอ AI อย่าง Sora จาก OpenAI ทำให้ AI Slop ในรูปแบบวิดีโอสมจริงมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เตือนว่าในอนาคตอันใกล้ การแยกแยะวิดีโอจริงกับวิดีโอปลอมด้วยตาเปล่าจะแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหา Deepfake ที่รุนแรงขึ้นทุกวัน

ประการที่สาม สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Model Collapse” หรือการพังทลายของโมเดล กำลังเป็นประเด็นที่น่ากังวล เมื่อ AI ถูกฝึกด้วยข้อมูลที่สร้างจาก AI อีกทอดหนึ่ง คุณภาพของผลลัพธ์จะลดลงเรื่อย ๆ เหมือนการถ่ายเอกสารซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนภาพเบลอ สถานการณ์นี้จะส่งผลให้คุณภาพข้อมูลโดยรวมบนอินเทอร์เน็ตลดต่ำลงในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ แบรนด์ชั้นนำหลายแบรนด์เริ่มประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ใช้ภาพที่สร้างจาก AI ในแคมเปญโฆษณา เช่น แบรนด์เสื้อผ้า Aerie ที่ได้รับกระแสตอบรับเชิงบวกอย่างล้นหลามจากการประกาศนโยบายนี้ แสดงให้เห็นว่า ความเป็นมนุษย์ กำลังกลายเป็นจุดขายที่ทรงพลังในยุคที่เนื้อหา AI ท่วมโลก

ทิ้งท้าย

AI Slop คือปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคน ไม่ว่าจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม จากเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ท่วมท้นโซเชียลมีเดีย สู่ข่าวปลอมที่บิดเบือนความจริง และผลงานศิลปินที่ถูกขโมยไปป้อน AI การเข้าใจปัญหานี้คือก้าวแรกของการป้องกัน

ในฐานะผู้เสพสื่อ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือฝึกสังเกต ตั้งคำถามก่อนเชื่อ ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนแชร์ และสนับสนุนเนื้อหาที่สร้างจากมนุษย์จริง ๆ ยิ่งผู้เสพสื่อตระหนักรู้มากเท่าไร AI Slop ก็จะมีพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตน้อยลงเท่านั้น

ในฐานะผู้สร้างเนื้อหา การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพิ่มมุมมองเฉพาะตัว และไม่ปล่อยให้ AI ทำงานทุกอย่างโดยขาดการดูแล ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เนื้อหามีคุณค่าอย่างแท้จริง

กดเพื่ออ่านต่อ

NaniTalk S.

เป็นนักเขียนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ เรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอ เชื่อว่าเนื้อหาที่ดีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
สารบัญ