รีวิวหนังไทย

[รีวิว-เรื่องย่อ] ธี่หยด 3 | Death Whisperer 3 (2025) ปิดไตรภาคคนสู้ผี

  • ธี่หยด 3 เปลี่ยนผู้กำกับจาก คุ้ย ทวีวัฒน์ มาเป็น แป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ และ ต้อม ธนเดช ประดิษฐ์ ทำให้ฟีลหนังเปลี่ยนไปจากสองภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด
  • หนังเน้นแอ็คชั่นและผจญภัยมากกว่าสยองขวัญแบบภาคก่อนๆ โดยเล่าเรื่อง ยักษ์ บุกบ่องสะโหนดเบียงเพื่อช่วย ยี่ น้องสาวที่ถูกลัทธิลึกลับจับตัวไป
  • จุดแข็งยังอยู่ที่ตัวละคร “พี่ยักษ์” ของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่ยังคงเท่และเป็นแกนหลักของเรื่อง แต่มุกตลกและเคมีกวนๆ ระหว่างตัวละครหายไปเกือบหมด
  • หนังขยายจักรวาลธี่หยดด้วยการเปิดเผยต้นกำเนิดผีชุดดำ และทิ้งทวนปลายเปิดสำหรับภาคแยก “สมิงเขาขวาง” ที่จะมาในปี 2569

แฟรนไชส์ ธี่หยด สร้างปรากฏการณ์หนังผีไทยมาแล้วสองภาค รายได้รวมทะลุ 1,000 ล้านบาท จนกลายเป็น IP ที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการหนังไทยร่วมสมัย แต่พอมาถึง ธี่หยด 3 (Death Whisperer 3) ทุกอย่างมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผู้กำกับคนเดิมถอนตัว บทถูกเขียนใหม่ทั้งหมด และหนังหักเลี้ยวจากสยองขวัญสู่แอ็คชั่นผจญภัยเต็มสูบ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าหนังสนุกหรือเปล่า แต่มันยัง “ธี่หยด” อยู่ไหม? รีวิวนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมของภาคปิดไตรภาค ตั้งแต่โครงเรื่อง การแสดง ไปจนถึงสิ่งที่หนังทำได้ดีและจุดที่มันสะดุด

หลังจากเหตุการณ์สุดระทึกใน ธี่หยด 2 ครอบครัวตัว ย. กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ไม่นาน ยักษ์ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) ฝันอยากกลับไปเป็นทหารตามสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่ความสงบนั้นแตกสลายอีกครั้ง เมื่อ ยี่ (ณัฐชา นีน่า เจสซิกา พาโดวัน) น้องสาวคนเล็กสุดหัวใจของบ้าน ถูกลักพาตัวไปโดย วิญญาณร้ายและลัทธิลึกลับ ที่ยักษ์ไม่เคยเผชิญมาก่อน เรื่องราวจึงบีบให้ยักษ์ต้องสลัดความปรารถนาส่วนตัวทิ้งไป รวมทีมกับ จ่าปพันธ์ (องอาจ เจียมเจริญพรกุล) พร้อมด้วย ยศ และ ยอด ออกเดินทางไปยังดินแดนที่อันตรายที่สุดที่เรียกว่า บ่องสะโหนดเบียง ป่าต้องสาปที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งรวมตัวของวิญญาณร้ายตามตำนานชาวกะเหรี่ยงใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

สิ่งที่กระทบหนังมากที่สุดอาจไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นการที่ คุ้ย ทวีวัฒน์ วันทา ผู้กำกับจากสองภาคแรกถอนตัวออกไป โดยให้เหตุผลว่าหมดไอเดีย ตำแหน่งนี้จึงตกมาอยู่ที่ แป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ โปรดิวเซอร์ที่ลงมากำกับเป็นครั้งแรก ร่วมกับ ต้อม ธนเดช ประดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้กำกับจากภาคแรก การเปลี่ยนมือแบบนี้ทำให้ฟีลของหนังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ภาค 1 เน้นสยองขวัญจัดเต็ม ภาค 2 เน้น แอ็คชั่น สะใจ แต่ภาค 3 กลับออกมาแบบรวมมิตร ไม่สุดสักทาง จนหลายคนนั่งดูจบแล้วยังนึกไม่ออกว่าภาคนี้เน้นอะไรเป็นหลัก

ธี่หยด 3 | Death Whisperer 3 (2025)

จุดน่าสนใจของ ธี่หยด 3 อยู่ที่ความพยายามขยายจักรวาลให้กว้างขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ ผีชุดดำ เป็นแค่ภัยคุกคามลอยๆ หนังพยายามอธิบายที่มาที่ไปของมัน ทำไมมันถึงเกลียดชังมนุษย์ และทำไมครอบครัวตัว ย. ถึงถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางจุดเปิดเผยได้น่าสนใจพอสมควร ทำให้รู้สึกว่าจักรวาลนี้มีความลึกมากกว่าที่คิด แต่ปัญหาอยู่ที่การเล่าเรื่องรู้สึกเร่งรีบ บทโดนหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า สะเปะสะปะ อัดหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปจนไม่มีอะไรได้พื้นที่เพียงพอ ทั้งผีโป่งค่าง ผีพราย ซอมบี้ทหาร และลัทธิลึกลับ ทุกอย่างผ่านไปเร็วจนไม่ทันซึมซับ

ไม่ต้องพูดเยอะ ณเดชน์ คูกิมิยะ ในบทพี่ยักษ์ยังคงเป็นจุดขายหลักที่แบกหนังไว้ได้ทั้งเรื่อง ในภาคนี้ยักษ์ถูกดีไซน์ให้โตขึ้น เคร่งขรึมขึ้น ไม่ยียวนกวนบาทาผีชุดดำแบบภาค 2 อีกแล้ว เพราะสถานการณ์บีบ น้องยี่หายไป เขาต้องซีเรียส ซึ่งณเดชน์เองก็มีส่วนร่วมในการออกแบบคาแรกเตอร์ตัวละครนี้ตั้งแต่ต้น ความกลัวของยักษ์ไม่ได้มาจากความอ่อนแอ แต่มาจากการที่เขา รู้ดีว่าสิ่งที่กำลังเผชิญมันน่ากลัวแค่ไหน ตรงนี้ทำให้ตัวละครมีมิติและน่าลุ้นไปด้วย ฉากไคลแมกซ์ที่ณเดชน์ถอดเสื้อสู้กับฝูงปีศาจนั้นเรียกว่าเป็น แฟนเซอร์วิส ที่แฟนคลับต้องกรี๊ดหนักแน่นอน

ตัวละครครอบครัวตัว ย. ยังคงมีเคมีที่ดีต่อกัน ทำให้รู้สึกถึง ความผูกพันแบบครอบครัว ได้จริง ณัฐชา นีน่า เจสซิกา พาโดวัน ในบทยี่แสดงได้โดดเด่นเกินวัย กาจบัณฑิต ใจดี ในบทยศ และ พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ ในบทยอดก็ทำหน้าที่ได้ดี ส่วน เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค ที่มาร่วมแสดงเป็นตัวละครใหม่ในภาคนี้ก็สร้างสีสันได้น่าจับตา แต่ปัญหาอยู่ที่บทไม่ได้ให้พื้นที่แต่ละตัวละครได้เปล่งประกายเต็มที่ หลายตัวถูกลดบทบาทลงจนน่าเสียดาย

ธี่หยด 3 | Death Whisperer 3 (2025)

ฉากหลักของหนังเปลี่ยนจากบ้านและหมู่บ้านมาเป็น ป่าลึกในบ่องสะโหนดเบียง ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากสองภาคแรก ความมืด หมอก และต้นไม้ครึ้มช่วยเพิ่มความอึดอัดได้ดี ซาวด์ดีไซน์ยังคงเป็นจุดแข็ง เสียงกระซิบ ความเงียบอย่างกะทันหัน และเสียงแปลกๆ จากระยะไกลถูกวางตำแหน่งมาอย่างมีชั้นเชิง บางทีทำให้ขนลุกได้มากกว่าฉากผีโผล่ตรงๆ ด้วยซ้ำ แต่ข้อเสียของการวนเวียนอยู่ในป่าตลอดเรื่องทำให้บรรยากาศดู ซ้ำซาก ไปบ้าง ไม่มีการเปลี่ยนโลเกชันที่ช่วยสร้างจังหวะให้หายใจ

นี่คือจุดที่แฟนภาคเก่าน่าจะรู้สึกผิดหวังมากที่สุด ธี่หยด 3 เน้น แอ็คชั่น ประมาณ 70% แฟนตาซี 20% และสยองขวัญแค่ 10% เท่านั้น ใครที่คาดหวังจะไปนั่งหลอนแบบภาคแรกต้องปรับความคาดหวังใหม่หมดเลย ฉากผีบางฉากยังคงสร้างความอึดอัดได้ดีผ่านบรรยากาศและการสร้างความคาดหวัง แต่หลายฉากกลับพึ่งพา จัมป์สแคร์ หรือการเผยโฉมสิ่งมีชีวิตแบบคาดเดาได้ ความไม่สม่ำเสมอตรงนี้ทำให้ภาพรวมของความน่ากลัวลดลง เมื่อหนังตั้งเป้าจะเป็นเรื่องเล่าเชิงตำนาน แต่ยังหนีไม่พ้นเทคนิคหลอนแบบเดิมๆ มันเลยรู้สึกขัดกัน

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดและเป็นเสน่ห์ของ แฟรนไชส์ธี่หยด มาตลอด คือมุกตลกและคำพูดกวนตีนของตัวละครที่สร้างสีสันให้หนังได้มหาศาลในภาคก่อนๆ ในภาคนี้แทบไม่มีเลย การรับส่งมุกหน้าตายระหว่างยักษ์กับจ่าปพันธ์ที่เคยทำให้ผู้ชมทั้งหัวเราะทั้งลุ้นกลับแทบหายสูญ บทเปลี่ยนไปในทาง ซีเรียสจริงจัง มากขึ้น ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเพราะสถานการณ์บีบ น้องยี่ถูกจับไป แต่มันทำให้หนังสูญเสียตัวตนที่ทำให้มันโดดเด่นจากหนังสยองขวัญทั่วไป ออกจากโรงมาแล้วรู้สึกเหมือนดูหนังคนละเรื่องกับสองภาคแรก

ธี่หยด 3 | Death Whisperer 3 (2025)

แม้จะมีข้อบกพร่อง แต่สิ่งที่หนังทำได้ดีอยู่ที่ การปูทางสำหรับอนาคต ฉากหลังเครดิตเผยให้เห็นดวงตาและริมฝีปากของ น้ำเพชร ลูกสาวของจ่าปพันธ์ผู้ล่วงลับ นอกจากนี้หนังยังแทรกบทพูดที่บอกใบ้ถึง “สมิงเขาขวาง” ภาคแยกที่จะเล่าเรื่องราวก่อนหน้าธี่หยด เกี่ยวกับการพบกันครั้งแรกของยักษ์และจ่าปพันธ์ก่อนเจอผีชุดดำ ซึ่งมีกำหนดเปิดกล้องในเดือนมกราคม 2569 และวางแผนเข้าฉายวันที่ 30 กันยายน 2569 จักรวาลธี่หยดจึงยังไม่จบแค่นี้ และ IP นี้ยังมีศักยภาพที่จะขยายต่อได้อีกมาก รวมถึงการขาย ลิขสิทธิ์ให้ Universal Studios Singapore สร้างเป็นบ้านผีสิงอีกด้วย

ธี่หยด 3 เป็นหนังที่ดูสนุกได้ในฐานะหนังแอ็คชั่นผจญภัย แต่อาจทำให้แฟนสายสยองขวัญจากสองภาคแรกรู้สึกขัดใจ มันไม่ได้เลวร้าย แต่มาตรฐานที่ภาค 1 และ 2 สร้างไว้สูงเกินไปจนภาคนี้ตามไม่ทัน การเปลี่ยนผู้กำกับส่งผลชัดเจนต่อ รสชาติของหนัง มุกตลกหายไป ความหลอนลดลง และบทที่เร่งรีบทำให้หลายอารมณ์ไม่ถูกส่งถึงผู้ชมอย่างที่ควร อย่างไรก็ตาม ธีมเรื่อง ครอบครัว ความเสียสละ และบาปที่ส่งต่อ ยังคงส่งผ่านมาได้ชัดเจน ถ้ามองในมุมการปิดไตรภาค มันทำหน้าที่ได้ไม่เลวนัก แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ สำหรับใครที่ตามมาตั้งแต่ภาคแรกก็ไม่ควรพลาด แล้วมาแชร์ความเห็นกันในคอมเมนต์ว่าภาคนี้ให้คะแนนเท่าไหร่ แล้วอยากเห็นอะไรในภาคแยก “สมิงเขาขวาง”! อย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้คนที่กำลังลังเลว่าจะดูดีไหมด้วยนะ

  • ชื่อเรื่องภาษาไทย: ธี่หยด 3
  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Death Whisperer 3 / Tee Yod 3
  • ประเภท: สยองขวัญ, แอ็คชั่น, ระทึกขวัญ, เหนือธรรมชาติ
  • วันที่เข้าฉาย: 1 ตุลาคม 2568
  • นักแสดงนำ: ณเดชน์ คูกิมิยะ (Nadech Kugimiya), เดนิส เจลีลชา คัปปุน (Denise Jelilcha Kapaun), ณัฐชา นีน่า เจสซิกา พาโดวัน (Natcha Nina Jessica Padovan), กาจบัณฑิต ใจดี (Kajbhunditt Jaidee), พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ (Peerakrit Patcharaboonyakiat), องอาจ เจียมเจริญพรกุล (Ong-art Jeamjaroenpornkul), เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค (Chermawee Suwanpanuchoke)
  • ผู้กำกับ: ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ (Narit Yuvaboon), ธนเดช ประดิษฐ์ (Thanadet Pradit)
  • เขียนบท: สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 44 นาที
  • เรตติ้ง IMDb: 5.2/10
  • ช่องทางรับชมในประเทศไทย: Netflix

ธี่หยด 3 แอ็คชั่นยังดี แต่บทหลุดจากสองภาคแรก

โครงเรื่อง - 5.5
การแสดง - 7.2
โปรดักชัน - 7
ความบันเทิง - 6.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6.2

6.5

ธี่หยด 3 ปิดไตรภาคครอบครัวตัว ย. ด้วยหนังที่เน้นแอ็คชั่นและผจญภัยมากกว่าความหลอน เปลี่ยนบรรยากาศจากสยองขวัญสู่การเดินป่าตะลุยบ่องสะโหนดเบียง พี่ยักษ์ของ ณเดชน์ ยังคงเป็นจุดขายหลักที่แบกหนังได้เต็มที่ แต่การเปลี่ยนผู้กำกับทำให้รสชาติเปลี่ยนไปจนแฟนภาคเก่าอาจรู้สึกขัดใจ มุกตลกที่เคยเป็นเสน่ห์หายไป บทดูเร่งรีบ และความน่ากลัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม หนังยังมีข้อดีในเรื่องการขยายจักรวาลและฉากบู๊ที่จัดเต็ม ทำให้ดูสนุกได้ในฐานะหนังแอ็คชั่นผจญภัยมากกว่าหนังสยองขวัญ

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button