รีวิวหนังจีน

[รีวิว-เรื่องย่อ] น้องชาย | Dìdi (2024) หนังดราม่าวัยรุ่นสุดจี๊ด

  • Dìdi (2024) เป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติของผู้กำกับ ฌอน หวัง (Sean Wang) ที่เล่าเรื่องวัยรุ่นอเมริกันเชื้อสายไต้หวันในยุค 2008
  • การแสดงของ โจน เฉิน (Joan Chen) ในบทแม่โดดเด่นมาก ถ่ายทอดความรู้สึกของผู้หญิงที่ต้องเสียสละความฝันเพื่อครอบครัว
  • หนังพาย้อนกลับไปยุค MySpace, YouTube และ MSN Messenger ที่จะทำให้คนรุ่น 90s อินสุดๆ
  • ได้รับคะแนน Rotten Tomatoes 96% และคว้ารางวัล Audience Award จากเทศกาลหนัง Sundance

เคยรู้สึกไหมว่าช่วง วัยรุ่น มันคือช่วงเวลาที่ทั้งสนุกและเจ็บปวดที่สุดในชีวิต? เราอยากจะโตเร็วๆ แต่ก็ยังไม่พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่ อยากมีเพื่อนเยอะๆ แต่ก็กลัวว่าจะไม่มีใครยอมรับ หนัง Dìdi (2024) ของผู้กำกับ ฌอน หวัง (Sean Wang) ตอบโจทย์ความรู้สึกเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านเรื่องราวของ คริส เด็กชายอเมริกันเชื้อสายไต้หวันวัย 13 ปี ที่กำลังเผชิญกับฤดูร้อนสุดท้ายก่อนเข้ามัธยมปลาย หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องวัยรุ่นธรรมดา แต่ยังพาเราดำดิ่งไปสู่โลกของ ครอบครัวผู้อพยพ ที่ต้องดิ้นรนระหว่างสองวัฒนธรรม พร้อมกับความทรงจำสุดคลาสสิกของยุค 2008 ที่ MySpace, YouTube และ MSN Messenger ยังเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

Dìdi เล่าเรื่องของ คริส หวัง รับบทโดย ไอแซค หวัง (Izaac Wang) เด็กชายวัย 13 ปีที่อาศัยอยู่ในเมืองฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาถูกเรียกว่า “ตี้ตี้” (แปลว่า น้องชาย ในภาษาจีน) โดยแม่ แต่เพื่อนๆ กลับเรียกเขาว่า “หวังหวัง” ซึ่งเป็นชื่อที่เขาเริ่มรู้สึกว่ามันดูเด็กเกินไปสำหรับตัวเอง หนังเริ่มต้นในช่วงฤดูร้อนปี 2008 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนที่คริสจะเข้าเรียนมัธยมปลาย เขากำลังพยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใคร และอยากจะเป็นอะไรในโลกใบนี้

คริสอาศัยอยู่กับ แม่ชุงซิง รับบทโดย โจน เฉิน (Joan Chen) ผู้หญิงที่เสียสละความฝันในการเป็นศิลปินเพื่อดูแลครอบครัว พี่สาว วิเวียน รับบทโดย เชอร์ลีย์ เฉิน (Shirley Chen) ที่กำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัยในฤดูใบไม้ร่วง และ คุณย่าไหน่ไหน่ รับบทโดย จาง ลี่ หัว (Zhang Li Hua) ซึ่งเป็นคุณย่าจริงๆ ของผู้กำกับฌอน หวัง ส่วนพ่อของคริสทำงานอยู่ที่ไต้หวัน ทำให้แม่ต้องรับภาระดูแลทุกอย่างคนเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างคริสกับแม่นั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะคริสกำลังอยู่ในช่วงที่อยากแยกตัวออกจากครอบครัวเพื่อเป็นตัวของตัวเอง

Dìdi (2024) #1

ชีวิตของคริสหมุนรอบเพื่อนสนิทอย่าง ฟาฮัด รับบทโดย ราอูล ดิอาด (Raul Dial) และ จิมมี่/ซุป รับบทโดย แอรอน ชาง (Aaron Chang) ซึ่งเป็นเด็กเชื้อสายเอเชียเหมือนกัน แต่พวกเขากำลังพยายามกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมอเมริกันแบบ “บรูๆ” ที่วัยรุ่นยุคนั้นนิยม พวกเขาเล่นสเก็ตบอร์ด ถ่ายวิดีโอลง YouTube และพยายามทำตัวให้ดูเท่ คริสแอบชอบ มาดี รับบทโดย มาเฮลา พาร์ค (Mahaela Park) สาวรุ่นพี่ที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์ พวกเขาคุยกันผ่าน AOL Instant Messenger และคริสพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เธอประทับใจ แม้กระทั่งแกล้งทำเป็นชอบหนังเรื่อง “A Walk to Remember” เหมือนเธอ

สิ่งที่ทำให้ Dìdi แตกต่างจากหนังวัยรุ่นเรื่องอื่นคือการถ่ายทอดความเป็น ครอบครัวผู้อพยพ ได้อย่างละเอียดอ่อน คริสพยายามหนีจากรากเหง้าความเป็นเอเชียของตัวเอง เพราะอยากเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนอเมริกัน แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เขาก็หนีไม่พ้นจากตัวตนที่แท้จริง หนังแสดงให้เห็นว่าการเติบโตในฐานะ ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย นั้นมีความท้าทายเฉพาะตัว ที่ต้องเผชิญกับทั้งความคาดหวังจากครอบครัวและแรงกดดันจากสังคม

ไอแซค หวัง (Izaac Wang) ในบทคริสถ่ายทอดความเป็นวัยรุ่นได้อย่างน่าทึ่ง เขาแสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นนั้นเปลี่ยนบุคลิกไปตามสถานการณ์อย่างไร เมื่ออยู่กับเพื่อนก็ทำตัวเท่ เมื่ออยู่กับแม่ก็หงุดหงิดและอยากหนี เมื่ออยู่กับสาวที่ชอบก็ประหม่าสุดๆ การแสดงของเขาทำให้เราเห็นความกลัว ความไม่มั่นใจ และความโหยหาการยอมรับที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเฉยเมย

Dìdi (2024) #2

โจน เฉิน (Joan Chen) คือไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เธอเล่นบทแม่ที่ต้องเสียสละความฝันเพื่อครอบครัวได้อย่างลึกซึ้งจนทำให้เราต้องหยุดคิด ฉากที่เธอระเบิดอารมณ์กับลูกชายนั้นทรงพลังมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่เป็นความเจ็บปวดที่สะสมมานาน ของผู้หญิงที่รู้สึกว่าไม่มีใครเห็นคุณค่าในสิ่งที่เธอทำ โจน เฉินทำให้เราเข้าใจว่าแม่ก็เคยมีความฝันและชีวิตของตัวเองก่อนที่จะมีลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่วัยรุ่นมักจะลืมไป

จาง ลี่ หัว (Zhang Li Hua) ในบทคุณย่าไหน่ไหน่นั้นพิเศษมากเพราะเธอเป็นคุณย่าจริงๆ ของผู้กำกับ การแสดงของเธอเป็นธรรมชาติมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างรุ่นที่ผสมกับความรักและความห่วงใย ผู้กำกับฌอน หวังเคยทำหนังสั้นชื่อ “Nǎi Nai & Wài Pó” ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ โดยมีคุณย่าจริงๆ ของเขาเป็นตัวละครหลัก และเขานำความสัมพันธ์พิเศษนี้มาใส่ใน Dìdi ด้วย

หนังเรื่องนี้เป็นเหมือน ไทม์แมชชีน ที่พาเราย้อนกลับไปยุค 2008 ที่อินเทอร์เน็ตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น MySpace ยังเป็นโซเชียลมีเดียที่ฮอตที่สุด และการถูกลบออกจาก “Top 8 Friends” คือความเจ็บปวดที่แท้จริง ผู้กำกับฌอน หวังเรียกยุคนี้ว่ายุค “เทคโนโลยีก่อนยุคเทคโนโลยี” เพราะอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิต แต่ยังไม่ถึงขั้นครอบงำทุกอย่างเหมือนยุคสมาร์ทโฟน

Dìdi (2024) #3

สำหรับใครที่โตมาในช่วงปลายยุค 2000s หนังเรื่องนี้จะทำให้นึกถึงวันวานที่เราใช้เวลาทั้งวันอยู่ข้างนอกกับเพื่อน แล้วกลับมาบ้านตอนค่ำเพื่อเปิด MSN Messenger คุยกับคนที่ชอบ หรือการอัปโหลดวิดีโอแรกๆ ขึ้น YouTube โดยไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนโลกไปอย่างไร เสียงเอฟเฟกต์ของ AOL Instant Messenger ในหนังจะทำให้หลายคนขนลุกเพราะมันเรียกความทรงจำกลับมาทันที

แม้หนังจะดูเหมือนเป็นเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับวัยรุ่น แต่ Dìdi ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้หลายชั้น ธีมหลักคือ การค้นหาตัวตน ในช่วงวัยที่เรายังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร คริสพยายามเป็นคนที่คนอื่นอยากให้เขาเป็น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือสาวที่ชอบ แต่กลับลืมไปว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ หนังสอนให้เรารู้ว่าการพยายามเป็นคนอื่นนั้นไม่เคยได้ผล และการยอมรับตัวเองคือก้าวแรกของการเติบโต

อีกธีมที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์แม่ลูก ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ลึกลงไปคือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข หนังทำให้เราเห็นว่าแม่ไม่ได้เป็นแค่ “แม่” แต่เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความฝันและความผิดหวังของตัวเอง การได้เห็นแม่ในมุมนี้ทำให้เราเข้าใจเธอมากขึ้น และอาจทำให้หลายคนอยากโทรหาแม่หลังจากดูหนังจบ

Dìdi (2024) #4

หนังยังพูดถึง การเป็นชาวเอเชียในอเมริกา ผ่านประสบการณ์ของคริสที่พยายามกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน แต่กลับถูกมองว่าแตกต่างเสมอ ฉากที่สาวคนหนึ่งบอกว่า “เธอน่ารักนะสำหรับผู้ชายเอเชีย” นั้นเจ็บแสบมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแม้จะพยายามแค่ไหน เขาก็ยังถูกแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติอยู่ดี

Dìdi เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลหนัง Sundance ในเดือนมกราคม 2024 และได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม หนังคว้ารางวัล Audience Award ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชมรักหนังเรื่องนี้จริงๆ นอกจากนี้ยังได้รางวัลสำหรับ นักแสดงนำรวม (Ensemble Cast) อีกด้วย บน Rotten Tomatoes หนังได้คะแนน 96% จากนักวิจารณ์ และบน IMDb ได้คะแนน 7.3/10 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับหนังอินดี้

นักวิจารณ์หลายคนเปรียบเทียบ Dìdi กับหนังวัยรุ่นคลาสสิกอย่าง “Eighth Grade” (2018) และ “Lady Bird” (2017) โดยบางคนถึงกับบอกว่านี่คือหนังวัยรุ่นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ Lady Bird ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ทำให้ Focus Features ซึ่งเป็นค่ายหนังเดียวกับ “The Holdovers” และ “Belfast” รับไปจัดจำหน่าย

Dìdi (2024) เป็นหนังที่จะทำให้ทุกคนที่เคยผ่านวัยรุ่นมาต้องนึกถึงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความเขินอาย ความผิดพลาด หรือความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ ผู้กำกับ ฌอน หวัง ถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งความสับสนได้อย่างซื่อสัตย์และงดงาม โดยไม่พยายามสอนบทเรียนชีวิตใดๆ แต่ปล่อยให้ตัวละครเรียนรู้ด้วยตัวเอง หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับใครก็ตามที่ชื่นชอบ หนังตลกและคอมเมดี้ ที่มีหัวใจและความหมาย ถ้าเคยโตมาในยุค 2000s หนังเรื่องนี้จะเป็นของขวัญแห่งความทรงจำ และถ้าไม่เคย ก็จะได้เข้าใจว่าทำไมยุคนั้นถึงพิเศษ มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงอะไร และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชอบหนังดราม่าวัยรุ่นสุดจี๊ดที่เต็มไปด้วยความหมาย!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: น้องชาย
  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Dìdi (弟弟)
  • ประเภท: ดราม่า, คอมเมดี้, Coming-of-Age
  • วันที่ออกฉาย: 26 กรกฎาคม 2567 (สหรัฐอเมริกา)
  • นักแสดงนำ: ไอแซค หวัง (Izaac Wang), โจน เฉิน (Joan Chen), เชอร์ลีย์ เฉิน (Shirley Chen), จาง ลี่ หัว (Zhang Li Hua)
  • ผู้กำกับ: ฌอน หวัง (Sean Wang)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 31 นาที
  • เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 96%
  • เรตติ้ง IMDb: 7.3/10
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: HBO MAX

Dìdi หนังวัยรุ่นที่เจ็บปวดแต่งดงาม ใครเคยเป็นวัยรุ่นต้องร้องไห้

โครงเรื่อง - 8.5
การแสดง - 9
โปรดักชัน - 8
ความบันเทิง - 8.2
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8.7

8.5

Dìdi เป็นหนังที่ถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและความงุ่นง่านของวัยรุ่นได้อย่างสมจริงจนน่าขนลุก ผู้กำกับ ฌอน หวัง พาเราย้อนกลับไปยุค 2008 ที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มเปลี่ยนโลก ผ่านมุมมองของเด็กชายไต้หวัน-อเมริกันที่กำลังค้นหาตัวตนระหว่างสองวัฒนธรรม หนังมีทั้งความตลก ความเศร้า และความอบอุ่นที่จะทำให้ทุกคนที่เคยผ่านวัยนี้มาต้องนึกถึงตัวเอง การแสดงของโจน เฉินในบทแม่นั้นงดงามจนต้องยกนิ้วให้ และที่พิเศษกว่านั้นคือคุณย่าในหนังเป็นคุณย่าจริงๆ ของผู้กำกับเอง!

User Rating: Be the first one !

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button