อาหาร

ปลาทู (Short mackerel) ปลาของชาติที่มีประโยชน์มากมาย!

เรียกได้ว่าปลาทูเป็นอาหารทะเลชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายในประเทศไทย อีกทั้งยังนำมาประกอบอาหารได้ง่าย มีประโยชน์และให้สารอาหารมากมายแก่ร่างกาย ราคาถูก และมีความอร่อยแตกต่างจากปลาชนิดอื่น

ชนิดปลาทู

ชนิดปลาทู
ภาพโดย Claire Gowson จาก Pixabay

ปลาทูจัดอยู่ในกลุ่มปลาอินทรีย์ ปลาทูน่า ปลาโอ มีทั้งหมด 3 ชนิด ดังนี้

ปลาทู (Short mackerel)

เป็นชนิดที่นำมาบริโภคมากที่สุด มีลำตัวแบนป้อมสั้น ตาเล็กปากแหลม แป้นยาวเพรียว เกล็ดเล็กละเอียด มีครีบหลัง 2 อัน ครีบหลังอันแรกมีก้านแข็ง ส่วนอันหลังก้านครีบอ่อน ครีบท้องมีก้านครีบแข็ง 1 อัน สีตัวพื้นท้องสีขาวเงิน มีความยาวประมาณ 14–25 เซนติเมตร เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปลาทูตัวสั้น หรือปลาทูสั้น และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rastrelliger brachysoma

ปลาทูไทยมีถิ่นที่อยู่เฉพาะตามอ่าวไทย เนื่องจากมีขนาดเล็ก มีรูปร่างกลมและสั้น หลายคนมักบอกว่าปลาทูไทยมีรสชาติที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับปลาแมคเคอเรลที่มาจากที่แหล่งอื่น อาจเป็นเพราะพืชและแพลงก์ตอนที่มีอยู่มากมายในอ่าวไทยทำให้เนื้อมีไขมันและสารอาหารครบถ้วน

ปลาลัง (Indian mackerel)

ลำตัวยาวเรียว ความยาวของหัวยาวกว่าความกว้างของลำตัว ปากกว้างครีบหลังมี 2 อัน ครีบหางเว้าลึกเป็นส้อม พื้นลำตัวมีสีน้ำเงินปนเขียวมีจุดดำ 2 แถวเรียงไปตามแนวสันหลังใต้ฐานครีบหลังมีแถบสีดำพาดไปตามความยาวของลำตัว บริเวณฐานครีบมีจุดสีดำข้างละจุด มีความยาวประมาณ 14–25 เซนติเมตร เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปลาทูลัง หรือ ปลาทูโม่ง และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rastrelliger kanagurta

ปลาทูจิ้งจก (Island mackerel)

ปลาทูปากจิ้งจกเป็นปลาที่เป็นญาติใกล้ชิดกับปลาทูและปลาลังมีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับปลาลังคือความยาวของหัวมากกว่าความกว้างของหัว แต่มีขนาดความยาวเท่าปลาทูและมีความกว้างของลำตัวน้อยกว่าปลาลัง ปลายปากแหลม ด้านบนลำตัวมีสีน้ำเงิน แวววาว ด้านท้องมีสีขาวเงิน มีความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ปลาทูปากจิ้งจกโดยทั่วไปมีเนื้อหยาบแข็ง รสชาติไม่อร่อย ไม่เป็นที่นิยมรับประทาน และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rastrelliger faughni

ปลาทูทําอะไรได้บ้าง

ปลาทูทําอะไรได้บ้าง
Food photo created by jcomp

วิธีนำปลาทูมาประกอบอาหารเพื่อบริโภคโดยไม่ทำลายโอเมก้า 3 มีดังนี้

  • ปลาทูทอด
  • ต้มยำปลาทูสด
  • เมี่ยงปลาทู
  • ยำปลาทู-ขนมจีน

ประโยชน์ของปลาทู

ประโยชน์ของปลาทู
ภาพโดย ทินกร อินทนิล จาก Pixabay

บำรุงหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพ แต่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้อาจมาจากภาวะไขมันหรือคอเลสเตอรอลสูง โดยจากการศึกษาหลายงานชี้ให้เห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นมีประโยชน์ต่อหัวใจ เพราะมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลหรือไขมันชนิดไม่ดีภายในเลือด ลดความดันโลหิต ต้านการอักเสบ ลดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ดังนั้น การบริโภคปลาทูที่อุดมไปด้วยกรดไขมันดีเหล่านี้ก็อาจช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจได้ รวมถึงอาจช่วยบรรเทาและลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลวได้อีกด้วย

บำรุงสายตา

กรดไขมันดีเอชเอและอีพีเอนั้นเชื่อกันว่าช่วยบำรุงสายตาและอาจลดความเสี่ยงจากโรคตาที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่าการบริโภคกรดไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 เดือน อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อหินและปัญหาการมองเห็นที่ค่อย ๆ ลดลง โดยกรดไขมันจะช่วยลดความดันภายในดวงตาที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรค และยังมีอีกงานวิจัยที่พบว่าการบริโภคดีเอชเออาจช่วยลดการระคายเคืองตาจากการใส่คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้ วิตามินบี 12 ที่พบมากในปลาทูยังอาจช่วยชะลอการเสื่อมของประสาทตาที่เป็นสาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม ด้วยเหตุนี้ การบริโภคปลาทูหรือปลาทะเลที่มีกรดไขมันดีจึงอาจช่วยบำรุงดวงตาและการมองเห็น รวมถึงชะลอการเสื่อมของดวงตาที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาในการมองเห็น

บำรุงครรภ์

อาหารเป็นอีกสิ่งที่สำคัญเป็นลำดับต้นในระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะร่างกายของคุณแม่นั้นต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาปกติอย่างมาก เพราะสารอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่และพัฒนาการของทารกในครรภ์เป็นไปอย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะผิดปกติต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการบริโภคกรดไขมันดีเอชเอ 600-800 มิลลิกรัมต่อวันนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ นอกจากนี้ กรดไขมันดีเอชเอยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสมองของทารกและคนในทุกช่วงวัยอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ปลาทะเลมักมีสารปรอทปนเปื้อนมาโดยธรรมชาติ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรรับประทานอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากสารปนเปื้อน

กระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ

ผู้ที่อายุ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับเซเลเนียมวันละประมาณ 55 ไมโครกรัมต่อวัน โดยในปลาทูปริมาณ 100 กรัม อาจมีเซเลเนียมอยู่ถึง 40-55 ไมโครกรัม ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สำหรับเซเลเนียมนั้นเชื่อกันว่าอาจมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มของร่างกาย ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์และลดการอักเสบของร่างกาย

โภชนาการสารอาหารที่ให้ในปลาทู

วิตามินดี

ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท และการทำงานของหัวใจ

ไอโอดีน

ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ

กรดอะมีโนโปรตีน

จำเป็นต่อร่างกายสูงดวา่ปลาขนิดอื่น โดยเฉพาะ ไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกระดูก เส้นเอ็นและข้อ ในส่วนของ ทรีโอนิน จำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็ก

โอเมก้า 3

มีประโยชน์มากมาย เช่น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะอักแสบของร่ายกาย เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลของอารมณ์

ข้อควรระวังของการบริโภคปลาทู

ข้อควรระวังของการบริโภคปลาทู
ภาพโดย photosforyou จาก Pixabay

สารปรอท

สารปรอทจัดเป็นโลหะหนักตามธรรมชาติที่พบได้ในปลาและสัตว์ทะเล นั่นหมายถึงพบในปลาทูด้วยเช่นกัน แม้ว่าสารอาหารในปลาทูนั้นจะมีประโยชน์ต่อทารกและปริมาณของสารปรอทอาจไม่ได้มากจนเป็นอันตรายในกลุ่มคนทั่วไป แต่อาจเป็นอันตรายสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมลูก

พยาธิ

หลายคนอาจเข้าว่าปลาทะเลนั้นไม่มีพยาธิ แต่ในความเป็นจริงแล้วการบริโภคปลาทะเลหรือ ปลาทูก็อาจเสี่ยงต่อการได้รับพยาธิอะนิซาคิส (Anisakis Simplex) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเป็นพิษฉับพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน สำหรับภาวะเป็นพิษจากพยาธิชนิดนี้อาจเป็นเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคลำไส้ชนิดอื่น ๆ ได้

ทิ้งท้าย

ในการทานอาหารทะเลปกติแล้วแพทย์จะแนะนำให้รับประทานปลาทะเล 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 3-4 ช้อนกินข้าว โดยควรใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปรุงอาหารเพื่อฆ่าพยาธิและเชื้อโรคในปลาทะเล ส่วนการปรุงควรใช้วิธีย่าง อบ ต้ม นึ่ง แทนการทอด นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อปลาจากหลายแหล่งและรับประทานปลาทูสลับกับปลาทะเลชนิดอื่นเพื่อป้องกันการสะสมของสารบางชนิด รวมไปถึงเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ผลการศึกษาค้นคว้าและงานวิจัยบอกถึงสรรพคุณต่าง ๆ ของสารอาหารในปลาทู แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาจากปลาทูโดยตรง แต่เป็นศึกษาจากสารอาหารชนิดเดียวกันที่มาจากแหล่งอื่น อีกทั้งบางงานวิจัยยังเป็นการทดลองร่วมกับสารอาหารชนิดอื่น จึงอาจทำให้สรรพคุณของปลาทูในบางด้านนั้นยังไม่ชัดเจน จึงควรรอผลการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพของปลาทูและสารอาหารภายในปลาทูโดยตรง

ถึงแม้ว่าผลการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรดไขมัน เซเลเนียม และวิตามินบี 12 อาจยังไม่มีการยืนยันสรรพคุณที่แน่ชัด แต่ปลาทูก็ยังมีโปรตีนที่เป็นสารอาหารที่ได้รับการศึกษาอย่างชัดเจนและแพร่หลายถึงคุณสมบัติในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างกล้ามเนื้อ อีกทั้งช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้น การบริโภคปลาทูในปริมาณที่เหมาะสมก็อาจช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้

คำถามที่พบบ่อย

  1. ปลาทู 1 ตัว กี่แคล

    ปริมาณ 100 กรัม ให้ พลังงาน 136 กิโลแคลอรี

  2. ปลาทู 1 ตัว สารอาหาร

    ปริมาณ 100 กรัม ให้ พลังงาน 136 กิโลแคลอรี ,โปรตีน 24.9 กรัม ,ไขมัน 4.0 กรัม ,แคลเซียม 163 มิลลิกรัม ,ฟอสฟอรัส 640 มิลลิกรัม ,เหล็ก 3.0 มิลลิกรัม ,วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม ,วิตามินบี 2 0.10 มิลลิกรัม ,ไนอะซิน 6.1 มิลลิกรัม ,ไอโอดีน 48 ไมโครกรัม ,คอเลสเตอรอล 76 มิลลิกรัม ,ไขมัน 6.20% ,กรดไขมันอิ่มตัว (SAT) 1,695 มิลลิกรัม ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) 953 มิลลิกรัม ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) 1,978 มิลลิกรัม ,กรดโอเลอิก (18:1) 391 มิลลิกรัม ,กรดไลโนเลอิก (18:2) 87 มิลลิกรัม ,อีพีเอ (EPA) 636 มิลลิกรัม และ DHA 778 มิลลิกรัม

  3. ปลาทูกินอะไรเป็นอาหาร

    ปลาตัวเล็ก ปลาหมึก และแพลงก์ตอน

NaniTalk

Nanitalk.com เว็บไซต์ที่รวม ข่าวทันทุกเหตุการณ์ ข่าวไอที เรื่องน่าสนใจ ข่าวบันเทิง ข่าวต่างประเทศ BNK48 ข่าวโซเชียล ท่องเที่ยว สุขภาพ อาหาร วันสำคัญ ดวง เกม อีกมากมาย

บทความที่เกี่ยวข้อง

Back to top button