สุขภาพ

มารู้จัก โรคไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว

โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder) เป็นโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ มีอารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างชัดเจน แบบที่หนึ่งคือมีพฤติกรรมแบบเศร้า และแบบที่สองมีอาการพลุ่งพล่าน หรือเรียกว่าแบบแมเนีย อารมณ์ของผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วง ๆ ไป อาจมีอาการแบบแรกคือแบบเศร้าก่อน แล้วสักพักก็จะมีอาการแมเนีย บางคนอาจมีอาการแบบแมเนียก่อน แล้วจึงมีอาการแบบเศร้าขึ้นมา หรืออาจจะสลับกับอาการปกติต่อเนื่องกันไป

สาเหตุของโรคไบโพลาร์

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้นมีได้หลายสาเหตุ

  • ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย การนอนหลับที่ผิดปกติ ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียดหรือปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้
  • ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ขณะนี้ยังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรค แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มากกว่าในประชากรทั่วไป

อาการของโรคไบโพลาร์

Bipolar disorder อาจแบ่งกลุ่มกว้าง ๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่ม

  • Bipolar I disorder คือ มีอาการแมเนียสลับกับช่วงซึมเศร้า หรืออาจมีอาการแมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้
  • Bipolar II disorder คือ มีอาการซึมเศร้าสลับกับช่วงไฮโปแมเนีย (hypomania)

ผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์จะมีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นบ่อยกว่าภาวะแมเนียเกือบ 3 เท่า อาการที่พบบ่อย ในภาวะอารมณ์ 2 แบบ

ภาวะซึมเศร้าหรืออารมณ์ตก

  • ขาดความร่างเริงไม่สนุกสนานเหมือนเก่า
  • เบื่อหน่ายอยู่ตลอดเวลา
  • อารมณ์เศร้า หรือร้องไห้ง่ายโดยไม่มีเหตุชัดเจน
  • ความอยากอาหารและการนอนลดลง หมดเรี่ยวแรงในการทำงาน อ่อนเพลียตลอดเวลา
  • หงุดหงิด โกรธง่ายกว่าปกติ
  • มองโลกในแง่ร้ายไปหมด
  • ขาดสมาธิ ความจำลดลง
  • หมกหมุ่น คิดวนเวียนเรื่องเดิม ไม่สามารถตัดสินใจได้
  • ไม่อยากสังสรรค์ หรือออกสังคม
  • มีอาการปวดที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • มองตนเองว่าไร้ค่า หรือเป็นภาระ ไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปทำไม
  • มีความคิดทำร้ายตนเอง หรืออยากฆ่าตัวตายบ่อย ๆ

ภาวะแมเนียหรืออารมณ์คลุ้มคลั่ง

  • มีพลังมากขึ้นกว่าปกติ
  • มีการแสดงออกและการคิดอ่านมากกว่าปกติ
  • มีความเข้มของอารมณ์มากขึ้น ทั้งอารมณ์แบบ สนุกสนาน ร่าเริง และก้าวร้าว โดยเฉพาะเมื่อถูกขัดใจ
  • ความเชื่อมั่นตนเองมากขึ้น เชื่อว่าตนเองเก่งสามารถ ควบคุมทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ และชอบวิจารณ์ผู้อื่น มากขึ้น เอาแต่ใจ
  • มีอาการหลงผิดถึงความยิ่งใหญ่ หรือความเก่งของตนเอง
  • ความต้องการในการนอนลดลง แต่ไม่อ่อนเพลีย
  • ความคิดว่องไวเหมือนรถด่วน แสดงออกด้วยการพูดเร็ว และมีเนื้อหามาก เสียงดัง
  • ขาดความจดจ่อต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นาน ๆ
  • ขยันทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างขาดความยั้งคิดหรือ มีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้นหรือแสดงออกแบบเกินตัว
  • มีความต้องการทางเพศสูงขึ้น
โรคไบโพลาร์

การรักษาโรคไบโพลาร์

1. การใช้ยา

โดยมากจะเป็นยาที่ช่วยปรับอารมณ์ให้คงที่ และอาจใช้ยาต้านอาการทางจิตและยาต้านเสร้าร่วมด้วย

  • ยาช่วยปรับให้อารมณ์คงที่ ได้แก่ Lithium
  • ยาต้านอาการทางจิต ได้แก่ Olanzapine , Aripiprazole , Risperidone , Clozapine
  • ยาต้านเศร้า ได้แก่ Fluoxetine , Paroxetine , Sertraline

โรคนี้มีอัตราการเป็นซ้ำสูงมากถึง 90% ฉะนั้นโดยทั่วไปหลังจากหายแล้ว แพทย์มักแนะนำให้กินยาต่ออย่างน้อย 1 ปี เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หรืออาจนานกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นกับจำนวนครั้งที่เคยเป็นและความรุนแรงในครั้งก่อน ๆ ยาไม่ได้ทำให้สมองเสื่อมลงแต่การป่วยซ้ำหลาย ๆ ครั้งทำให้สมองแย่ลงได้

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น ออกกำลังกาย มีกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด หลีกเลี่ยงสุรา สารเสพติด
  • กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ามีปัญหาผลข้างเคียงจากยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรหยุดยาเอง
  • หมั่นสังเกตอารมณ์ของตน เรียนรู้อาการแรกเริ่มของโรค และรีบไปพบแพทย์ก่อนจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น
  • บอกคนใกล้ชิดถึงอาการเริ่มแรกของโรค ให้ช่วยสังเกตและพาไปพบแพทย์

3. การดูแลจากญาติหรือจากบุคคลใกล้ชิด

  • เข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นการเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยา และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และรีบพาไปพบแพทย์
  • ก่อนที่จะมีอาการกำเริบรุนแรง
  • ช่วยควบคุมการใช้จ่ายและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย ถ้าเห็นว่าผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการอีก
  • เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการ ให้กำลังใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน และไม่หยุดยาก่อนปรึกษาแพทย์

โรคไบโพลาร์รักษานานแค่ไหน

ในการรักษาผู้ป่วย โรคไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว แบ่งการรักษาออกเป็นระยะต่าง ๆ คือ

  • การรักษาระยะเฉียบพลัน เป็นการรักษาเพื่อลดอาการของผู้ป่วย และควบคุมอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งมักอยู่ในช่วง 3-8 สัปดาห์หลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มการรักษา
  • การรักษาระยะต่อเนื่อง หลังจากที่อาการดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจจะยังหลงเหลืออาการบ้าง โดยในระยะนี้จะเป็นการให้ยาเดิม ที่ผู้ป่วยได้รับในระยะเฉียบพลันต่อ หรือแพทย์อาจปรับลดขนาดยาลงเพื่อลดผลข้างเคียงของยา แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมอาการของผู้ป่วยได้ ระยะเวลาอยู่ในช่วงนี้นาน 2 – 6 เดือน เป้าหมายของการรักษาในระยะนี้คือ ต้องการให้ให้ผู้ป่วยหายขาด และป้องกันการเกิด ภาวะอารมณ์สองขั้ว กลับเป็นซ้ำในภายหลัง
  • การป้องกันระยะยาว เป้าหมายของการรักษา คือป้องกัน การเกิดอาการในครั้งต่อไป และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติให้มากที่สุด ระยะเวลาในการให้ยาสำหรับป้องกัน แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเจ็บป่วย ความถี่ของการเกิดอาการกำเริบแต่ละครั้ง ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และอาการกำเริบบ่อย ๆ อาจต้องกินยาตลอดชีวิต

Back to top button

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อนำเสนอเนื้อหาและโฆษณา คลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม นโยบายคุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ Analytics

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า