![[รีวิว-เรื่องย่อ] นูเรมเบิร์ก | Nuremberg (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Nuremberg-2025.webp)
- Nuremberg สร้างจากหนังสือ The Nazi and the Psychiatrist เล่าเรื่อง ดักลาส เคลลีย์ จิตแพทย์ที่ถูกส่งไปประเมินผู้นำนาซีก่อนการพิพากษาที่นูเรมเบิร์ก
- รัสเซล โครว์ รับบท แฮร์มันน์ เกอริง ได้อย่างน่าทึ่ง แสดงให้เห็นความซับซ้อนของอาชญากรสงครามในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
- หนังเน้นความสัมพันธ์ระหว่างจิตแพทย์กับนักโทษสงคราม และตั้งคำถามเกี่ยวกับ ธรรมชาติของความชั่วร้าย
- ผู้กำกับ เจมส์ แวนเดอร์บิลต์ นำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนประเด็นทางการเมืองร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง
เคยสงสัยไหมว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลัง การพิพากษาที่นูเรมเบิร์ก ครั้งประวัติศาสตร์ที่นำอาชญากรสงครามนาซีมารับโทษ? และถ้ามีจิตแพทย์คนหนึ่งได้รับมอบหมายให้เจาะลึกจิตใจของผู้นำนาซีที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง เขาจะค้นพบอะไร? หนัง Nuremberg (2025) ของผู้กำกับ เจมส์ แวนเดอร์บิลต์ (James Vanderbilt) พาเราไปสัมผัสกับเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นและชวนขนลุกของ ดักลาส เคลลีย์ จิตแพทย์กองทัพอเมริกันที่ถูกส่งไปประเมินสภาพจิตของ แฮร์มันน์ เกอริง มือขวาของฮิตเลอร์ ก่อนการพิพากษาครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
เรื่องราวเริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เมื่อ ดักลาส เคลลีย์ รับบทโดย รามี มาเล็ค (Rami Malek) ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังเรือนจำในเมือง นูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เพื่อประเมินว่าผู้นำนาซีที่ถูกจับกุมนั้นมีสภาพจิตเหมาะสมที่จะขึ้นศาลหรือไม่ แต่ภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นงานประจำกลับกลายเป็นการเดินทางสู่ความมืดมิดของจิตใจมนุษย์ เมื่อเคลลีย์เริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับ แฮร์มันน์ เกอริง รับบทโดย รัสเซล โครว์ (Russell Crowe) อดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมันและบุคคลหมายเลขสองของไรช์ที่สาม
ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่การแสดงที่ทรงพลัง ไปจนถึงข้อความที่ผู้กำกับพยายามสื่อสารกับผู้ชมในยุคปัจจุบัน มาดูกันว่า Nuremberg จะพาเราไปสัมผัสกับประวัติศาสตร์ที่ยังคงส่งเสียงสะท้อนมาถึงวันนี้ได้อย่างไร
รีวิวและเรื่องย่อ Nuremberg
Nuremberg ดัดแปลงมาจากหนังสือ The Nazi and the Psychiatrist ของ แจ็ค เอล-ไฮ (Jack El-Hai) ซึ่งเล่าเรื่องจริงของความสัมพันธ์ระหว่างจิตแพทย์ชาวอเมริกันกับอาชญากรสงครามนาซีระดับสูงสุดที่รอดชีวิต หนังพาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อโลกกำลังพยายามหาคำตอบว่าจะจัดการกับผู้นำนาซีที่รอดชีวิตอย่างไร ฝ่ายพันธมิตรตัดสินใจจัดตั้ง ศาลทหารระหว่างประเทศ ที่เมืองนูเรมเบิร์ก เพื่อพิพากษาผู้นำนาซี 24 คนในข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อสันติภาพ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ดักลาส เคลลีย์ เดินทางมาถึงนูเรมเบิร์กในฐานะจิตแพทย์ที่มีความทะเยอทะยาน เขาไม่ได้แค่ต้องการประเมินสภาพจิตของนักโทษ แต่ยังหวังจะ ผ่าตัดความชั่วร้าย เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ประหลาดได้ เคลลีย์มีดวงตาที่จับจ้องไปที่ประวัติศาสตร์ แต่อีกดวงก็มองหาโอกาสทางอาชีพ เขาหวังว่าจะได้หนังสือขายดีจากประสบการณ์ครั้งนี้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนทางจริยธรรมที่หนังนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ
ในบรรดานักโทษทั้งหมด แฮร์มันน์ เกอริง โดดเด่นที่สุดในฐานะบุคคลที่มีเสน่ห์ ฉลาดแกมโกง และอันตราย เกอริงรู้วิธีเล่นเกมจิตวิทยา และใช้เวลาร่วมกับเคลลีย์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เมื่อเคลลีย์ค้นพบว่าเกอริงแสร้งทำเป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเกมแมวไล่จับหนูทางปัญญาที่ดำเนินไปตลอดทั้งเรื่อง
รัสเซล โครว์ (Russell Crowe) ในบท แฮร์มันน์ เกอริง คือหัวใจของหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย โครว์สวมบทบาทอาชญากรสงครามด้วยร่างกายที่อ้วนขึ้น ผมหวีไปข้างหลัง และสำเนียงเยอรมันที่แสดงถึงความมั่นใจในตัวเองอย่างไม่สั่นคลอน สิ่งที่ทำให้การแสดงของโครว์โดดเด่นคือความสามารถในการแสดงให้เห็นว่าเกอริงเป็นคนธรรมดาได้ในบางขณะ จนทำให้เราลืมไปชั่วครู่ว่าเขาคือหนึ่งในผู้รับผิดชอบต่อการฆาตกรรมหมู่หลายล้านคน นี่คือการแสดงที่ดีที่สุดของโครว์ในรอบหลายปี และไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
รามี มาเล็ค (Rami Malek) รับบท ดักลาส เคลลีย์ ได้อย่างน่าสนใจ แม้จะไม่โดดเด่นเท่าโครว์ มาเล็คแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของจิตแพทย์ที่ค่อยๆ ถูกดึงเข้าไปในวังวนของความหลงใหลกับวัตถุศึกษาของตัวเอง เขาเก่งเป็นพิเศษในฉากที่ต้องรับฟังและตอบสนองต่อการพูดของเกอริง แม้บางครั้งการแสดงอารมณ์บนใบหน้าจะดูไม่สอดคล้องกับคำพูดก็ตาม
ไมเคิล แชนนอน (Michael Shannon) รับบท โรเบิร์ต เอช. แจ็คสัน อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ได้อย่างทรงพลัง แม้จะมีเวลาบนจอไม่มากนัก แชนนอนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนักกฎหมายที่ต้องการให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การแก้แค้น ฉากในห้องพิจารณาคดีที่เขานำเสนอหลักฐานนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทรงพลังที่สุดของหนัง
หนังเรื่องนี้พยายามตั้งคำถามหลายประการเกี่ยวกับ ธรรมชาติของความชั่วร้าย และความรับผิดชอบส่วนบุคคล เคลลีย์ต้องการค้นหาว่ามีบางอย่างที่แตกต่างในจิตใจของผู้นำนาซีหรือไม่ มีความผิดปกติทางจิตเวชบางอย่างที่ทำให้พวกเขากระทำสิ่งเลวร้ายได้หรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาค้นพบกลับน่ากลัวกว่า นั่นคือพวกเขาเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษที่แยกพวกเขาออกจากคนทั่วไป
เจมส์ แวนเดอร์บิลต์ ไม่ได้ซ่อนเจตนาของตัวเองเลย เขาต้องการให้หนังเป็นกระจกสะท้อนสังคมปัจจุบัน มีฉากที่ตัวละครพูดถึงการที่ความเน่าเฟะแพร่กระจายในสังคมเพราะผู้คนยอมให้มันเกิดขึ้น มีการอธิบายความหมายของ กฎหมายนูเรมเบิร์ก ที่ใช้เลือกปฏิบัติกับชาวยิว และในตอนท้าย เคลลีย์กลายเป็นกระบอกเสียงของผู้กำกับโดยตรง เตือนว่าอเมริกาอาจเลือกผู้นำแบบฮิตเลอร์ได้ถ้าไม่ระวัง
จุดแข็ง ของหนังคือการแสดงที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะจากโครว์ การออกแบบงานสร้างที่งดงามและสมจริง รวมถึงการใช้ฟุตเทจจริงจากค่ายกักกันที่สร้างผลกระทบทางอารมณ์อย่างมาก เพลงประกอบโดย ไบรอัน ไทเลอร์ (Brian Tyler) ช่วยสร้างบรรยากาศของความหนักหน่วงและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้ดี
จุดอ่อน ที่เห็นได้ชัดคือการที่หนังลดทอนตัวละครรองให้เป็นแค่เครื่องมือในการขับเคลื่อนเรื่อง ตัวละครอย่าง ไลลา (ลิเดีย เพคคัม) และ จ่าฮาวี ไทรสต์ (ลีโอ วูดออลล์) แทบไม่มีชีวิตจิตใจของตัวเอง พวกเขาแค่พูดบทและหายไป เมื่อ ยูเลียส สไตรเคอร์ ขอบคุณฮาวีที่เป็นเพื่อนที่ดี เราไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะไม่เคยเห็นความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนา
นอกจากนี้ ความพยายามของแวนเดอร์บิลต์ที่จะแสดงให้เห็น ด้านมนุษย์ ของเกอริงก็ดูผิวเผินเกินไป เขาแค่แสดงว่าเกอริงรักครอบครัวผ่านสีหน้าที่โหยหาเพียงไม่กี่วินาที แต่ไม่เคยให้เราได้เห็นฉากครอบครัวที่มีความสุขจริงๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเคลลีย์กับ เอมมี เกอริง (ลอตเต แวร์บีค) ภรรยาของเกอริง ก็ถูกนำเสนอผ่านมอนทาจสั้นๆ ที่ไม่ให้ความลึกใดๆ
Nuremberg (2025) เป็นหนังที่มีความทะเยอทะยานและมีหัวใจอยู่ในที่ถูกต้อง มันต้องการเตือนเราว่าประวัติศาสตร์อันมืดมนสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ถ้าเราไม่ระวัง แต่ในความพยายามที่จะตะโกนข้อความนี้ออกมา ผู้กำกับกลับลืมไปว่าหนังต้องเป็นหนังก่อน ตัวละครต้องมีชีวิต และเรื่องราวต้องดึงดูดด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่แค่เป็นเวทีสำหรับปาฐกถาทางการเมือง
สำหรับใครที่ชื่นชอบ หนังสงครามโลก หรือหนังที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ Nuremberg ยังคงเป็นหนังที่น่าดู โดยเฉพาะการแสดงของ รัสเซล โครว์ ที่ทำให้การดูหนังเรื่องนี้คุ้มค่าเวลา มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดอย่างไรเกี่ยวกับบทเรียนจากประวัติศาสตร์ และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบหนังดราม่าประวัติศาสตร์!
- ประเภท: ดราม่า, ชีวประวัติ, ประวัติศาสตร์
- วันที่ออกฉาย: 7 พฤศจิกายน 2568
- นักแสดงนำ: รามี มาเล็ค (Rami Malek), รัสเซล โครว์ (Russell Crowe), ไมเคิล แชนนอน (Michael Shannon), ลีโอ วูดออลล์ (Leo Woodall), คอลิน แฮงค์ส (Colin Hanks)
- ผู้กำกับ: เจมส์ แวนเดอร์บิลต์ (James Vanderbilt)
- ความยาว: 2 ชั่วโมง 20 นาที
- เรตติ้ง IMDb: 7.4/10
- เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 71%
- ช่องทางการดูในประเทศไทย: รอประกาศ
![[รีวิว-เรื่องย่อ] ลาก่อน จูน | Goodbye June (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-Goodbye-June-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] ความลับแม่บ้านร้าย | The Housemaid (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-The-Housemaid-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Man vs. Baby (2025) มิสเตอร์บีนกับภารกิจเลี้ยงเด็ก](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-Man-vs.-Baby-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Wake Up Dead Man: A Knives Out Mystery (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-Wake-Up-Dead-Man-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] เจย์ เคลลี | Jay Kelly (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-Jay-Kelly-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] The Night My Dad Saved Christmas 2 (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-The-Night-My-Dad-Saved-Christmas-2-2025.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] โอ้วอทฟัน: คริสต์มาสนี้ แม่ล่ะเพลีย | Oh. What. Fun. (2025)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2025/12/Review-Oh.-What.-Fun.-2025.webp)