รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] The Fugitive (1993) หนังไล่ล่ายุค 90s ที่ตัดต่อเฉียบและยังดูสนุกจนถึงตอนนี้

  • The Fugitive (1993) คือหนังแอ็กชันระทึกขวัญที่ตัดต่อได้เฉียบคมและเดินเรื่องเร็ว จนกลายเป็นมาตรฐานของหนังไล่ล่าในยุค 90s มีฉากแอ็กชันระดับไอคอนิกอย่างรถบัสชนรถไฟที่ถ่ายทำด้วยของจริงโดยไม่ใช้ CGI
  • แฮร์ริสัน ฟอร์ด ทำให้บทหมอศัลยแพทย์ที่ถูกใส่ร้ายกลายเป็นตัวละครที่น่าเอาใจช่วย ด้วยการใช้สติปัญญาและทักษะวิชาชีพเป็นอาวุธในการเอาตัวรอด ตรงข้ามกับหนังแอ็กชันทั่วไปที่ตัวเอกต้องเป็นนักสู้
  • ทอมมี ลี โจนส์ ได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบชายจากบทซามูเอล เจอราร์ด แต่เมื่อดูซ้ำในปัจจุบัน ตัวละครนี้ค่อนข้างแบน วนเวียนอยู่กับที่ และอาศัยความบังเอิญในการคลี่คลายคดีมากกว่าฝีมือที่แท้จริง
  • พล็อตสมคบคิดทางเภสัชกรรมในช่วงท้ายเรื่องคือจุดอ่อนที่เด่นชัดที่สุดของหนัง เนื่องจากขาดการปูทางและให้ความรู้สึกรวบรัดเมื่อเทียบกับการไล่ล่าในสองในสามส่วนแรก

การกลับไปดูหนังเก่าที่เคยประทับใจในวัยเด็กซ้ำอีกรอบในวัยผู้ใหญ่ มักให้ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความอบอุ่นใจกับความผิดหวัง บางเรื่องที่เคยคิดว่ายอดเยี่ยมกลับกลายเป็นหนังเด็กที่เปี่ยมไปด้วยข้อบกพร่อง ในทางกลับกัน บางเรื่องที่เคยคิดว่าธรรมดากลับเผยชั้นเชิงทางศิลปะที่ตอนเด็กมองไม่เห็น The Fugitive (1993) หรือชื่อไทยว่า ขึ้นทำเนียบจับตาย คือหนึ่งในหนังที่การกลับไปดูซ้ำรอบล่าสุดให้ผลลัพธ์แบบก้ำกึ่งพอดี

หนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในหนัง ระทึกขวัญ (Thriller) ที่ดีที่สุดแห่งยุค 90s และเมื่อกลับไปนั่งดูอีกครั้ง ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้เลือนหายไปไหน มันยังคงเป็นหนังที่ตัดต่อได้เฉียบคมและเดินเรื่องได้เร็วจนแทบไม่มีจังหวะให้หายใจ ภายในเวลาไม่กี่นาที แฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) ก็กลายเป็นนักโทษหนีคุกที่ต้องวิ่งหนีจากการตามล่าของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันก็ต้องสืบหาตัวคนร้ายแขนเทียมที่ฆ่าภรรยาของเขา

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปกว่าสามทศวรรษ สิ่งที่เคยดูตื่นเต้นก็กลับเผยรอยต่อบางอย่างที่มองข้ามไปตอนเด็ก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวละครที่ลืมใส่แรงจูงใจซับซ้อน หรือความรู้สึกว่าตัวร้ายในเรื่องไม่ใช่ใครอื่นนอกจากระบบที่ทั้งแข็งกร้าวและโง่เขลาไปพร้อมกัน นี่คือบทความที่จะชวนย้อนดูอีกครั้งว่า The Fugitive ยังเป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูหรือไม่ ในวันที่มาตรฐานหนังระทึกขวัญถูกยกระดับขึ้นมากแล้ว

The Fugitive คือตัวอย่างชั้นเยี่ยมของหนัง ระทึกขวัญ ที่รู้จักใช้จังหวะการเล่าเรื่องให้เป็นประโยชน์สูงสุด นี่คือหนังที่เปิดเรื่อง ปมถูกวางไว้ในห้านาทีแรก ตัวเอกถูกตัดสินประหารชีวิต และไม่นานหลังจากนั้นก็เข้าสู่ฉากแอ็กชันระทึกครั้งใหญ่ นั่นคือเหตุการณ์รถบัสนักโทษแหกคุกที่ควบคุมไม่อยู่และพุ่งชนเข้ากับรถไฟ ฉากรถไฟชนครั้งนี้สร้างด้วยของจริง ไม่ใช่ CGI แลกด้วยทุนสร้างหนึ่งล้านดอลลาร์ ถ่ายทำในเทกเดียวโดยใช้หัวรถจักรที่ถูกถอดเครื่องยนต์ออกแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือหนึ่งในฉากหายนะบนจอที่สมจริงและชวนตะลึงที่สุดของทศวรรษ

นอกจากงานสร้างแล้ว ระบบการตัดต่อของหนังก็คือหัวใจที่ทำให้มันยังดูดีได้จนถึงวันนี้ หนังใช้ทีมตัดต่อถึงหกคน ตัดต่อแข่งกับเวลาเพียงสิบสัปดาห์หลังปิดกล้อง เพราะต้องเร่งให้ทันกำหนดฉาย ทุกซีนถูกจัดเรียงให้เกิดแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้าแบบไม่หยุด ไม่มีฉากไหนที่รู้สึกเยิ่นเย้อหรือหลุดจากเส้นเรื่องหลัก หนังเดินจากฉากหนี ไปสู่การสืบสวน และวกกลับมาที่การไล่ล่าอีกครั้งอย่างเป็นวัฏจักรที่สนุกและตรึงเครียด การออกแบบเสียงก็เข้าชิงออสการ์เช่นกัน เพราะมันช่วยให้ทุกย่างก้าวของตัวละครเต็มไปด้วยแรงกดดัน

แฮร์ริสัน ฟอร์ด ในบท ดร. ริชาร์ด คิมเบิล คือแม่เหล็กที่ดึงให้เรื่องราวเดินหน้าไปได้ เขาสวมบทหมอศัลยแพทย์ที่ไม่ได้ฝึกการต่อสู้ แต่ใช้สติปัญญาและทักษะแพทย์ในการเอาตัวรอดและสืบหาความจริง จังหวะที่คิมเบิลปลอมตัวเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วบังเอิญเจอเด็กที่ถูกวินิจฉัยผิดและเปลี่ยนผลตรวจเพื่อช่วยชีวิตเด็ก คือหนึ่งในซีนที่บอกเล่าความเป็นมนุษย์ของตัวละครได้ดีโดยไม่ต้องอธิบายมาก

แต่เมื่อหันไปมอง ทอมมี ลี โจนส์ (Tommy Lee Jones) ในบทซามูเอล เจอราร์ด ยูเอสมาร์แชลจอมโหด ผู้กวาดรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายจากบทนี้ ความรู้สึกหลังกลับไปดูซ้ำกลับไม่หวือหวาอย่างที่จำได้ ตัวละครของเจอราร์ดเดินเรื่องด้วยความมั่นใจที่ไม่มีวันสั่นคลอน แต่หากพิจารณาการกระทำของเขาในฐานะเจ้าหน้าที่สืบสวน เขากลับดูวนเวียนอยู่กับที่มากกว่าจะคลี่คลายคดีด้วยไหวพริบ เขาเป็นตำรวจที่มักจะไปโผล่ถูกที่ถูกเวลาด้วยความบังเอิญเสียมากกว่า

บทสนทนาระหว่างคิมเบิลกับเจอราร์ดในท่อระบายน้ำเป็นช่วงเวลาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในหนัง เมื่อคิมเบิลตะโกนว่า “ผมไม่ได้ฆ่าเธอ!” แล้วเจอราร์ดตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “I don’t care” (ผมไม่สน)

“I don’t care” ไม่ใช่แค่ประโยคที่นิยามตัวละครตัวนี้ แต่มันคือนิยามของระบบยุติธรรมที่หนังพยายามเสียดสี ระบบที่ตั้งใจทำงานของมันไปวัน ๆ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าใครผิดใครถูก ขอเพียงกระบวนการดำเนินต่อไปก็พอ

โจนส์แสดงบทนี้ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะหาใครมาแทนได้ ความเฉื่อยชา ความเย็นชาที่ปนความตลกร้ายของเขา ทำให้บทตำรวจที่ค่อนข้างแบนในกระดาษกลับมีชีวิตขึ้นมาได้ แต่เสน่ห์นั้นปกปิดความจริงที่ว่าตัวละครของเจอราร์ดไม่เคยพัฒนา ไม่เคยเปลี่ยน และไม่เคยต้องตั้งคำถามกับอะไรเลยตลอดทั้งเรื่อง

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ The Fugitive แตกต่างจากหนังแอ็กชันทั่วไปคือการใช้โลเคชันจริงในการถ่ายทำ แอนดรูว์ เดวิส (Andrew Davis) ผู้กำกับเลือกถ่ายทำในชิคาโกตามคำแนะนำของแฮร์ริสัน ฟอร์ด ซึ่งเติบโตในเมืองนี้ ภาพของถนน ซอย ตึก และผู้คนในชิคาโกถูกจับผ่านเลนส์ของ ไมเคิล แชปแมน (Michael Chapman) ผู้กำกับภาพ มันคือชิคาโกที่ไม่ได้ถูกเซ็ตให้สวย แต่ถูกเซ็ตให้สมจริง ทั้งตรอกสกปรก สถานีตำรวจเก่า และเขื่อนเชโออาห์ที่คิมเบิลตัดสินใจกระโดดลงมาโดยไม่ลังเล

การถ่ายทำฉากไล่ล่าในขบวนพาเหรดวันเซนต์แพทริกเป็นอีกหนึ่งความทะเยอทะยานของทีมงาน พวกเขาเข้าไปถ่ายทำในขบวนพาเหรดจริงในวันที่ 17 มีนาคม 1993 ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบและมีทีมถ่ายของหนังอีกเรื่องหนึ่งคือ Blink แทรกตัวอยู่ในฝูงชนด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือฉากไล่ล่าที่มีคนเป็นฉากหลังราวสามพันคนโดยไม่ต้องใช้ CGI ทั้งหมดนี้ตอกย้ำสถานะของ The Fugitive ในฐานะหนึ่งใน หนังฝรั่ง ที่ใช้ทรัพยากรการสร้างได้คุ้มค่าที่สุด

หากมองด้วยสายตาของปี 2026 ข้ออ่อนของ The Fugitive ที่เด่นชัดที่สุดคือพล็อตสมคบคิดทางเภสัชกรรมในช่วงท้ายเรื่อง การเฉลยว่าฆาตกรที่ตามหาคือฝีมือของเพื่อนสนิทที่ต้องการปกปิดผลข้างเคียงของยาที่บริษัทกำลังจะเปิดตัว ดูเป็นการหักมุมที่รวบรัดและไม่ได้รับการปูทางมากพอเมื่อเทียบกับน้ำหนักของสองในสามส่วนแรกของหนังที่ดำเนินไปในโทนการไล่ล่าตัวต่อตัว

นอกจากนี้ บทของตัวละครสมทบฝั่งมาร์แชล แม้จะเพิ่มสีสันและอารมณ์ขันให้หนัง แต่ก็ไม่เคยได้รับบทบาทที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเรื่อง พวกเขาเป็นเพียงผู้ติดตามเจอราร์ดไปจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง โดยที่เราแทบไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามหรือแรงจูงใจอะไรของใครเลย กระทั่งตัวร้ายอย่างเฟรดริก ไซก์ส (แอนเดรียส แคทซูลาส) เองก็ถูกใช้ให้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่แทบไม่มีบทพูด

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ The Fugitive ทำได้ดีที่สุดไม่ใช่การสร้างตัวละคร แต่คือการสร้างโมเมนตัม มันคือหนังที่รู้ตัวว่าเกิดมาเพื่อให้คุณหายใจไม่ทัน และมันก็ทำหน้าที่นั้นได้สมบูรณ์แบบ

The Fugitive ออกฉายในปี 1993 ด้วยทุนสร้าง 44 ล้านดอลลาร์ และทำรายได้ทั่วโลกไปกว่า 368 ล้านดอลลาร์ มันเป็นหนังทำเงินสูงสุดอันดับสามของปีนั้น นอกจากนี้ยังเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 7 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดยทอมมี ลี โจนส์คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายไปครอง ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า The Fugitive ไม่ใช่แค่หนังที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ แต่มันยังได้รับการยอมรับในเชิงศิลปะ

หากสนใจหนังในยุคเดียวกันนี้ สามารถดูรายชื่อหนังเด่นจากยุค 90s ได้ที่ 100 หนังน่าดูแห่งยุค 90s ซึ่งรวบรวมหนังที่นิยามทศวรรษนั้นไว้ หรือหากสนใจผลงานเด่นอื่น ๆ ของแฮร์ริสัน ฟอร์ด อ่านต่อได้ที่ 10 หนังดังของ แฮร์ริสัน ฟอร์ด และถ้าชอบแนวไล่ล่าตื่นเต้นแบบนี้ ลองดู 30 หนังไล่ล่า ที่รวบรวมหนังแนวเดียวกันไว้

หนังภาคต่อในชื่อ U.S. Marshals (1998) ก็ถูกสร้างขึ้น โดยมีทอมมี ลี โจนส์กลับมารับบทเดิม แต่ครั้งนั้นไม่มีแฮร์ริสัน ฟอร์ดร่วมเฟรมด้วย และหนังก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับดีเทียบเท่าภาคแรก ไม่ว่าจะด้วยการขาดตัวละครของคิมเบิลที่ทำให้เรื่องราวไร้ศูนย์กลาง หรือด้วยความที่มันเป็นภาคต่อที่ไม่มีอะไรใหม่ให้เล่า

The Fugitive ยังเป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรก ๆ ที่เข้าฉายในจีนแผ่นดินใหญ่ ภายใต้ข้อตกลงแบ่งรายได้หลังจากที่จีนปิดกั้นหนังต่างชาติมานานเกือบทศวรรษ นี่แสดงให้เห็นถึงน้ำหนักและอิทธิพลของหนังในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมยุค 90s

The Fugitive คือหนัง หนัง แอ็กชันระทึกขวัญที่ตรงไปตรงมาและไม่เสแสร้ง มันคือสูตรสำเร็จของหนังไล่ล่าที่สร้างมาตรฐานให้หนังหลายเรื่องหลังจากนั้นเดินตาม การตัดต่อที่เฉียบแหลม งานสร้างที่สมจริง และการแสดงของแฮร์ริสัน ฟอร์ดที่ดึงดูดให้เอาใจช่วย คือเหตุผลที่ทำให้มันยังเป็นหนังที่ควรค่าแก่การดู ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี แม้ตัวละครสมทบบางตัวอาจดูจืดจางตามกาลเวลาและพล็อตสมคบคิดท้ายเรื่องอาจไม่แข็งแรงพอ แต่โดยรวมแล้วนี่คือหนึ่งในหนังยุค 90s ที่ยังคงความบันเทิงไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

หนังเรื่องนี้เหมาะกับแฟนหนังระทึกขวัญคลาสสิก แฟนของแฮร์ริสัน ฟอร์ด และคนที่กำลังมองหาหนังแอ็กชันที่ไม่ต้องพึ่ง CGI และดำเนินเรื่องด้วยแรงผลักของบทและการตัดต่อล้วน ๆ แต่ไม่เหมาะกับคนที่คาดหวังการสืบสวนที่ซับซ้อน หรือตัวละครที่มีมิติทางจิตวิทยาลึกซึ้ง รวมถึงคนที่มองหาหนังระทึกขวัญในโทนหม่นดาร์กแบบ The Silence of the Lambs เพราะ The Fugitive เลือกที่จะเป็นหนังที่เอนเตอร์เทนมากกว่า

หนังไล่ล่าต้นแบบที่ตัดต่อดีแต่ตัวละครบางตัวกลับดูจืดจางตามกาลเวลา

โครงเรื่อง - 7.8
การแสดง - 8.5
โปรดักชัน - 8.8
ความบันเทิง - 8.3
ความคุ้มค่าในการรับชม - 8

8.3

The Fugitive (1993) เล่าเรื่องของ ดร. ริชาร์ด คิมเบิล (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ศัลยแพทย์ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมภรรยา ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นคนลงมือ หลังแหกคุกจากอุบัติเหตุรถบัสชนกับรถไฟ คิมเบิลต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหนีคดีที่วิ่งหนีการไล่ล่าของทีมเจ้าหน้าที่มาร์แชล นำโดยซามูเอล เจอราร์ด (ทอมมี ลี โจนส์) ระหว่างทาง คิมเบิลพยายามตามหาฆาตกรตัวจริง นั่นคือชายแขนเทียมที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หนังสร้างจากซีรีส์โทรทัศน์ยุค 60s และเป็นหนึ่งในหนังที่นิยามมาตรฐานของหนังแอ็กชันระทึกขวัญยุค 90s ด้วยการตัดต่อที่เฉียบขาด จังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็ว และงานสร้างที่สมจริง แม้ตัวละครของเจอราร์ดอาจไม่ได้ลึกซึ้งอย่างที่เราจำได้

User Rating: Be the first one !
Released
1993-08-06
Runtime
131 min
Status
Released
Movie บู๊ ระทึกขวัญ หนังชีวิต Released
IMDb Rating 7.8 /10
Metascore 87 /100
Tomatometer 96 %

ดร.ริชาร์ด คิมเบิล (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ศัลยแพทย์ชื่อดังถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมภรรยาตัวเอง คิมเบิลถูกจับขณะที่รถขนถ่ายนักโทษกำลังเดินทางอยู่นั้นได้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้นักโทษหลายคนหลบหนีได้ รวมถึงคิมเบอร์ด้วยขณะเดียวกัน ทางการเจ้าหน้าที่ศาลสหรัฐ ที่นำโดย แซมมวล เจอราร์ด (ทอมมี ลี โจนส์) ผู้ซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างเข้มข้น เด็ดขาดได้ออกตามล่าริชาร์ด คิมเบิล อย่างเต็มที่ ก่อนที่ริชาร์ดจะสอบสวนเรื่องราวทั้งหมดเองและพบว่าแท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่วางแผนฆาตกรรมและใส่ร้ายเขานั้น คือ ดร.ชาร์ล นิโคลส์ (เจอเรน เครบเบ) เพื่อนศัลยแพทย์ของเขานั่นเอง ที่ต้องการลบชื่อริชาร์ดออกไป เพื่อที่จะขโมยงานวิจัยตัวยาของเขามาเป็นของตัวเอง!!!


นักแสดงนำ

แฮร์ริสัน ฟอร์ด แฮร์ริสัน ฟอร์ด Richard Kimble
ทอมมี่ ลี โจนส์ ทอมมี่ ลี โจนส์ Samuel Gerard
Joe Pantoliano Joe Pantoliano Cosmo Renfro
Jeroen Krabbé Jeroen Krabbé Charles Nichols
Daniel Roebuck Daniel Roebuck Biggs
L. Scott Caldwell L. Scott Caldwell Poole
Tom Wood Tom Wood Newman
Ron Dean Ron Dean Detective Kelly

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button