เรื่องน่าสนใจ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ความงดงามบนสายน้ำกลางกรุงสยาม

  • ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคหมายถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำด้วยริ้วขบวนเรือพระที่นั่ง มีประวัติยาวนานกว่า 700 ปีจากสุโขทัยถึงปัจจุบัน
  • เรือพระที่นั่งสำคัญมี 4 ลำ ได้แก่ สุพรรณหงส์ อนันตนาคราช อเนกชาติภุชงค์ และนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 โดยสุพรรณหงส์ได้รับยกย่องเป็นมรดกโลกทางทะเล
  • ขบวนใหญ่ใช้เรือ 52 ลำ ฝีพายกว่า 2,000 คน ล่องจากท่าวาสุกรีถึงวัดอรุณราชวรารามบนแม่น้ำเจ้าพระยา
  • พระราชพิธีล่าสุดจัดเมื่อ 27 ตุลาคม 2567 และครั้งก่อนหน้า 12 ธันวาคม 2562 จึงเป็นภาพที่คนไทยรอคอยทีละหลายปี

ไม่บ่อยนักที่สายน้ำเจ้าพระยาจะกลายเป็นเวทีของภาพที่อลังการที่สุดภาพหนึ่งของวัฒนธรรมไทย เมื่อเรือพระที่นั่งทองคำแล่นนำขบวนยาวเหยียด ฝีพายนับพันพร้อมเพรียงกันยกพายตามจังหวะเสียงเห่เรือที่ก้องไปทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ภาพเช่นนี้เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พิธีการที่จัดขึ้นเฉพาะโอกาสสำคัญเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังสงสัยว่าขบวนนี้มีมายาวนานแค่ไหน เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อใด และเหตุใดจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนไทยนับถือทั้งในฐานะพิธีกรรมทางศาสนาและมรดกวัฒนธรรมของชาติ

บทความนี้รวบรวมข้อเท็จจริงจากประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่ร่องรอยการจัดขบวนเรือในสมัยสุโขทัย ยุครุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา จนถึงการฟื้นฟูในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมเจาะลึกเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ รูปแบบการจัดขบวน และพระราชพิธีล่าสุดที่จัดขึ้นบนแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เห็นความสำคัญของขบวนเรือที่ผูกพันทั้งพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์มานานกว่า 700 ปี

นอกจากประวัติความเป็นมา บทความนี้ยังชี้ช่องทางให้ติดตามข่าวคราวการจัดพระราชพิธี และแนะนำสถานที่เรียนรู้ใกล้ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี ใครอยากบันทึกความประทับใจจากการชมขบวน หรือกำลังมองหาเนื้อหาเกี่ยวกับประเพณีทางน้ำของไทย ยังมีเรื่องอ่านต่อในตอนท้ายของบทความ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีความหมายอย่างไร

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีความหมายอย่างไร

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หมายถึงกระบวนการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำของพระมหากษัตริย์ด้วยริ้วขบวนเรือพระที่นั่งและเรือลำเลียงจำนวนมาก มิใช่การเดินทางธรรมดา แต่เป็นพิธีการที่ผสานคติความเชื่อทางพุทธศาสนาเข้ากับธรรมเนียมพระราชสำนัก การจัดขบวนแต่ละครั้งใช้อัตรากำลังคนนับพัน มีการฝึกฝนการพายพร้อมเพรียงและการเห่เรือให้เป็นจังหวะเดียวกันราวกับเรือทั้งขบวนเคลื่อนไหวด้วยหัวใจดวงเดียว

คำว่า พยุหยาตรา มาจากศัพท์ภาษาบาลีสันสกฤต หมายถึงการเดินทางไกลเป็นกระบวนแถว เมื่อผนวกเข้ากับคำว่า ทางชลมารค (การเดินทางทางน้ำ) ชื่อของขบวนจึงบ่งบอกตัวตนของพิธีการไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นการจัดกระบวนเรือเคลื่อนไปตามสายน้ำเพื่อประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม

จุดเด่นที่ทำให้ขบวนนี้แตกต่างจากพิธีอื่นอยู่ที่ความสำคัญของโอกาสที่จัดขึ้น เนื่องด้วยมิได้มีกำหนดจัดประจำปีหรือประจำรอบแน่นอน ขบวนจะเคลื่อนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นในวโรกาสมงคลของบ้านเมืองเท่านั้น ในรัชสมัยอันยาวนานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชที่ครองราชย์กว่า 70 ปี การจัดขบวนเรือพระราชพิธีเกิดขึ้นเพียง 16 ครั้ง ทุกครั้งที่เรือทองแล่นผ่านสายน้ำจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ชาวไทยพร้อมใจกันตั้งตารอชมทั่วประเทศ

ในสยามนี้ เดินทางทางน้ำสะดวกกว่าทางบก พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงมีเรือพระที่นั่งที่งดงามยิ่ง เรือลำหนึ่งสร้างจากไม้ซุงต้นเดียว ยาวได้ถึง 16 ถึง 20 วา ฝีพายนั่งไขว้ขาเรียงสองคนต่อแผ่นไม้ พายพร้อมเพรียงกันเป็นจังหวะ และเปล่งเสียงเพลงสลับกับการร้องเป็นจังหวะอย่างคล่องแคล่วและงดงาม

บันทึกของซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ พ.ศ. 2230

หลักฐานจากชาวต่างชาติในคริสต์ศตวรรษที่ 17 สะท้อนว่าความงดงามของขบวนเรือไทยเป็นที่เลื่องลือในสายตาชาวโลกมาแต่โบราณ ลา ลูแบร์ผู้มาเยือนสยามในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ยังพรรณนาถึงท่าพายที่สอดคล้องกันและเสียงร้องเป็นจังหวะของฝีพายจนกลายเป็นภาพติดตาของคณะทูตฝรั่งเศสที่กล่าวขานกันไปทั่วยุโรป

ประวัติขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่สุโขทัยถึงอยุธยา

ประวัติขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่สุโขทัยถึงอยุธยา

รากเหง้าของขบวนเรือพระราชพิธีเก่าแก่อย่างน้อยตั้งแต่ยุคอาณาจักรสุโขทัย หลักฐานในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงบันทึกว่าพระองค์เสด็จทางเรือเพื่อทอดพระเนตรการละเล่นของราษฎร และมีบันทึกว่าในโอกาสเทศกาลลอยกระทงของสุโขทัยมีการจัดขบวนเรือขึ้นเช่นกัน นับเป็นร่องรอยแรก ๆ ของการจัดกระบวนเรือเพื่อความอภิรมย์และความเป็นสิริมงคล

เมื่อมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา แม่น้ำและลำคลองกลายเป็นหัวใจของวิถีชีวิตและความมั่นคงของอาณาจักร ขบวนเรือมิได้เป็นเพียงขบวนพิธีการ แต่ยังหมายรวมถึงกองเรือรบสำรองยามศึกสงคราม สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยใช้ขบวนเรือในการเคลื่อนพลทางน้ำก่อนยกทัพบกจำนวนมหาศาล และโปรดฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญขึ้นเรือพระที่นั่งนำขบวนเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การศึก

ยุคที่ขบวนเรือถูกกล่าวถึงมากที่สุดในบันทึกชาวต่างชาตินับเป็นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คณะทูตฝรั่งเศสและมิชชันนารีที่มาสยามช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ต่างบันทึกภาพขบวนเรือนับร้อยลำ ฝีพายแต่งกายด้วยเสื้อสีเดียวกันนั่งเป็นแถว และเห่เรือพร้อมเพรียงกันเป็นจังหวะ จนมีบันทึกของมิชชันนารีฟรานซิสกันที่เดินทางมาสยามก่อนหน้านั้นอธิบายถึงความวิจิตรของเรือพระที่นั่งไว้อย่างละเอียด

เรือพระที่นั่งของพระเจ้ากรุงสยามทาสีและแกะสลักลวดลายต่าง ๆ มากมาย หัวเรือและท้ายเรือปิดทองอร่าม รูปทรงและกรรมวิธีประดิษฐ์งดงามน่าเกรงขาม ขบวนเรือจอดเทียบท่าหน้าวัดฝั่งตรงข้ามตัวเมือง เพื่อให้กษัตริย์แวะประกอบพิธีทางศาสนา

บันทึกของมิชชันนารีฟรานซิสกันในสยาม พ.ศ. 2125

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 ริ้วขบวนเรือและกองเรือส่วนใหญ่ถูกทำลาย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงรวบรวมกำลังและโปรดฯ ให้ต่อเรือใหม่เพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง โดยใช้เรือนับร้อยลำในการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญไปสู่ราชธานีแห่งใหม่ เมื่อเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การจัดขบวนเรือจึงถูกฟื้นฟูเป็นธรรมเนียมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การฟื้นฟูในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

การฟื้นฟูในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หลังย้ายราชธานีมาอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงเริ่มธรรมเนียมพระราชพิธีทรงกฐินทางชลมารค พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์เป็นเรือนำขบวน กษัตริย์ในราชวงศ์จักรีใช้เรือลำนี้เป็นเรือหลักยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ขบวนเรือในยุคนี้จึงผูกพันกับการทำนุบำรุงพุทธศาสนาเป็นหัวใจสำคัญ

ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ขบวนเรือเกิดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการคิดรูปแบบการจัดริ้วขบวนให้เป็นมาตรฐาน ทั้งแบบขบวนใหญ่และขบวนน้อยที่ใช้สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ขบวนใหญ่เรียงแถวเป็นห้าเสา ส่วนขบวนน้อยจัดเป็นสามเสา ใช้ในโอกาสที่ความสำคัญต่างระดับกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2454 รัชกาลที่ 6 โปรดฯ ให้ต่อเรือพระที่นั่งองค์ใหม่ขึ้นแทนเรือเดิม กลายเป็นเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่คนไทยรู้จักในปัจจุบัน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ขบวนเรือไทยซบเซาลง เรือพระที่นั่งส่วนใหญ่ที่เก็บรักษาไว้บริเวณสถานีรถไฟธนบุรีถูกระเบิดทำลายเสียหายจำนวนมาก ประเพณีนี้จึงหยุดชะงักไประยะหนึ่ง ก่อนจะฟื้นคืนอีกครั้งในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2500 และใน พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงฟื้นฟูการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อทอดกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามอย่างต่อเนื่อง เรือพระราชพิธีจึงได้กลับมาร้อยเรียงกันบนสายน้ำเจ้าพระยาอีกครั้งนับตั้งแต่นั้น

เรือพระที่นั่งสำคัญทั้ง 4 ลำ

เรือพระที่นั่งสำคัญทั้ง 4 ลำ

ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีเรือพระที่นั่งหลัก 4 ลำ แต่ละลำล้วนเป็นผลงานช่างฝีมือที่งดงามด้วยการแกะสลักไม้และลงรักปิดทอง ดาวเด่นของขบวนได้แก่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือนำขบวนที่แกะสลักจากไม้สักทั้งต้นเพียงต้นเดียวใน พ.ศ. 2454 ตัวเรือยาวราว 46 เมตร ส่วนหัวเชิดเป็นรูปหงส์ทองคำประดับกระจกสีอำไพ ใช้เป็นเรือพระที่นั่งหลักตลอดมา และใน พ.ศ. 2535 องค์กร World Ship Trust ประกาศยกย่องให้เรือลำนี้เป็นมรดกโลกทางทะเล

ถัดมาอีกลำหนึ่งได้แก่เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช หัวเรือแกะสลักเป็นพญานาคเจ็ดเศียรปิดทอง ตัวเรือสีเขียว ต่อขึ้นใหม่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2457 ในขบวนใหญ่เรือลำนี้มักนำหน้า ส่วนบนของเรือติดตั้งบุษบกสำหรับประดิษฐานสิ่งสำคัญทางศาสนา ต่างจากเรือพระที่นั่งลำอื่นที่มีพระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เป็นเรือที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาเรือพระที่นั่งทั้งสี่ลำ ต่อขึ้นช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวเรือสีชมพู หัวเรือแกะสลักพญานาคขนาดเล็กจำนวนมากประดับอยู่รอบโขนเรือ ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรองในขบวน เช่นเดียวกับเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือลำล่าสุดและเป็นลำเดียวที่ต่อขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เริ่มวางกระดูกงูเมื่อ พ.ศ. 2537 แล้วเสร็จพร้อมพิธีปล่อยเรือใน พ.ศ. 2539 ตรงกับวโรกาสครองราชย์ครบ 50 ปี ตัวเรือสีแดงสด หัวเรือจำลองภาพพระนารายณ์ทรงครุฑอันเป็นประติมากรรมที่สะท้อนคติจักรวาลวิทยาของไทยได้อย่างงดงาม

นอกเหนือจากเรือพระที่นั่ง ขบวนใหญ่ยังประกอบด้วยเรืออีกหลายสิบลำ ทั้งเรือคู่ชัก เรือดั้ง เรือกลอง เรือตำรวจ และเรือลำเลียง รวมทั้งสิ้นราว 52 ลำ พร้อมฝีพายกว่า 2,000 คน การพายเรือแต่ละลำต้องใช้ความชำนาญสูง เพราะเรือมีน้ำหนักมากและหัวเรือเชิดสูง ควบคุมทิศทางยากกว่าเรือทั่วไป ความพร้อมเพรียงของฝีพายจึงถูกถ่ายทอดผ่านการฝึกซ้อมนับเดือนก่อนวันจริง

รูปแบบการจัดขบวนและการเห่เรือ

รูปแบบการจัดขบวนและการเห่เรือ

การจัดขบวนแบ่งเป็น 2 แบบตามความสำคัญของพระราชพิธี แบบขบวนใหญ่หรือพยุหยาตราใหญ่ใช้ในงานระดับประเทศ เช่น การทอดกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม และการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุหรือพระพุทธรูปสำคัญ เรียงแถวเป็นห้าเสา ส่วนแบบขบวนน้อยใช้ในงานที่ย่อส่วนลงมา จัดแถวเพียงสามเสา โดยมีเรือพระที่นั่งอยู่กลางขบวนเสมอ

เส้นทางของขบวนเริ่มต้นจากท่าวาสุกรีในเขตดุสิต แล่นผ่านวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามซึ่งรู้จักกันในชื่อวัดโพธิ์ ผ่านหน้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนถึงปลายทางที่วัดอรุณราชวรารามซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ระยะทางตลอดเส้นทางไม่กี่กิโลเมตร แต่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและสัญลักษณ์ทางศาสนาอันยิ่งใหญ่ของไทย

เสน่ห์ที่ทำให้ขบวนนี้ติดตาผู้ชมมากที่สุดอยู่ที่การเห่เรือ เสียงเพลงเรือแบบโบราณที่พนักงานเห่ขับกล่อมสลับกับเสียงฝีพายอย่างเป็นจังหวะ เพื่อส่งสัญญาณให้ทุกแถวพายพร้อมเพรียงกัน ประเพณีนี้ถือปฏิบัติสืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เมื่อขบวนเต็มแม่น้ำ เสียงเห่เรือดังกระหึ่มไปทั้งสองฝั่ง สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมขนลุกตามจังหวะขวานพายที่ทิ่มลงผิวน้ำพร้อมกันราวกับเครื่องจักรกลหนึ่งเดียว

อีกความเชื่อที่แฝงอยู่ในขบวนเรือได้แก่การเคารพแม่ย่านาง วิญญาณประจำเรือที่ชาวเรือเชื่อว่าคอยปกปักรักษาลูกเรือให้ปลอดภัย ฝีพายและเจ้าหน้าที่ประจำเรือจึงประกอบพิธีไหว้แม่ย่านางก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลและความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ความศรัทธานี้ทำให้ขบวนเรือมิได้งดงามเพียงกายภาพ หากยังอุดมด้วยความเชื่ออันเป็นวิถีของชาวน้ำไทย

คำถามที่พบบ่อย

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจัดขึ้นบ่อยแค่ไหน ไม่มีกำหนดการประจำปี ขบวนจะจัดเฉพาะโอกาสสำคัญระดับประเทศ เช่น พระราชพิธีทรงกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม หรือวโรกาสมงคลของพระมหากษัตริย์ บางช่วงห่างกันหลายปีจึงนับเป็นการชมที่หายาก

เส้นทางของขบวนผ่านบริเวณใดบ้าง จัดขึ้นบนแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานคร เริ่มจากท่าวาสุกรี เขตดุสิต ผ่านวัดโพธิ์ พระบรมมหาราชวัง และสิ้นสุดที่ท่าหน้าวัดอรุณราชวราราม

ในขบวนมีเรือทั้งหมดกี่ลำ ขบวนใหญ่ใช้เรือทั้งสิ้น 52 ลำ พร้อมฝีพายและเจ้าหน้าที่ประจำเรือรวมกว่า 2,000 คน ส่วนขบวนน้อยใช้เรือในจำนวนที่น้อยกว่า

ชมเรือพระที่นั่งได้ที่ไหนเมื่อไม่มีพระราชพิธี ที่พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี ริมคลองบางกอกน้อย เปิดให้เข้าชมเรือจริง เช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช พร้อมนิทรรศการให้ความรู้

การเห่เรือในขบวนสำคัญอย่างไร การเห่เรือเป็นเพลงประกอบจังหวะพาย ช่วยให้ฝีพายทุกแถวพายพร้อมเพรียงกัน และสร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ระหว่างขบวนเคลื่อนผ่านผู้คนสองฝั่งแม่น้ำ

สรุป

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมิใช่เพียงขบวนเรือที่จัดขึ้นเพื่อความงดงาม หากเป็นพิธีกรรมที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย ทุกครั้งที่เรือพระที่นั่งทองคำแล่นผ่านเจ้าพระยา จึงเปรียบเสมือนการย้อนเวลาให้เห็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางกรุงเทพมหานครที่เปลี่ยนแปลงไป

ความสำคัญในสายตาคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกมิได้ลดน้อยลงตามจำนวนครั้งที่จัด เรือแต่ละลำล้วนเป็นฝีมือช่างโบราณที่สืบทอดวิชาการต่อเรือ ฝีพายแต่ละคนแสดงออกซึ่งความอดทนที่ผ่านการฝึกซ้อมจนพร้อมเพรียง การได้ชมขบวนสักครั้งจึงเท่ากับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะ ความเชื่อ และการเมืองของไทยไปพร้อมกันในชั่วโมงเดียวกัน

บทความนี้รวบรวมแคปชั่นล่องเรือไว้สำหรับผู้ที่อยากบันทึกช่วงเวลาริมน้ำ และยังมีเรื่องราวประเพณีทางน้ำอื่น ๆ เช่นประวัติวันลอยกระทงและเหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทงให้ติดตามอ่านกันต่อ หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากแชร์ไปให้คนที่ชื่นชอบเรื่องราวของไทย และคอมเมนต์เล่าสู่กันฟังได้ว่ามีโอกาสชมขบวนเรือพระราชพิธีที่ไหนมาแล้วบ้าง

กดเพื่ออ่านต่อ

NaniTalk S.

เป็นนักเขียนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ เรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอ เชื่อว่าเนื้อหาที่ดีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button