รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] หวีดสุดขีด 7 | Scream 7 (2026) หนังไล่เชือดตำนาน 30 ปี

  • Scream 7 กลับมาแบบ back-to-basics ทิ้งทิศทางที่น่าสนใจจากภาค 6 เพื่อเล่าเรื่องแม่ลูกปะทะ Ghostface แต่ผลลัพธ์กลับดูเหมือนสูตรเก่าที่ใช้จนหมดไฟ
  • ฉากเปิดเรื่องถือว่าเป็นหนึ่งในฉากเปิดที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์ จับอารมณ์ยุค true crime ได้เฉียบ แต่ไม่เชื่อมต่อกับเนื้อเรื่องหลักเลย
  • การเปิดเผยตัวฆาตกรและแรงจูงใจเป็นจุดอ่อนใหญ่สุด รู้สึกเร่งรัดและขาดน้ำหนักทางอารมณ์ ทำให้ตอนจบตกม้าตาย
  • นีฟ แคมป์เบลล์ ยังคงเป็น Final Girl ระดับตำนาน แต่ตัวละครใหม่ทั้งหมดจืดชืดเกินไปจนไม่มีใครรู้สึกเจ็บปวดเมื่อพวกเขาถูกเชือด

สามสิบปีผ่านไป หนังสยองขวัญ ที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์วงการไล่เชือดยังไม่ยอมหยุดหวีด Scream 7 (2026) หรือ หวีดสุดขีด 7 พา ซิดนีย์ เพรสคอตต์ กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มาในฐานะสาวน้อย Final Girl แต่เป็นแม่ลูกสามที่ต้องปกป้องลูกสาวจาก Ghostface รายใหม่ ฟังดูน่าตื่นเต้นใช่ไหม? แต่พอเข้าโรงจริง ความรู้สึกกลับเหมือนกินข้าวจานเดิมที่อุ่นแล้วอุ่นอีกจนรสชาติจืดสนิท แฟรนไชส์ที่เคยคมกริบตอนล้อเลียนหนังสยองขวัญ กลับกลายมาเป็นสิ่งที่มันเคยเสียดสีเสียเอง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ หวีดสุดขีด 7 ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องสุดปังที่ไม่เชื่อมกับอะไรเลย ไปจนถึงการเปิดเผยตัวฆาตกรที่ทำเอาคนดูอ้าปากค้าง ไม่ใช่เพราะช็อก แต่เพราะงง

เรื่องราวเปิดมาด้วยฉาก pre-credit สุดจัดที่พา สก็อตต์ (จิมมี่ เทโทร) แฟนหนังซีรีส์ Stab ตัวยง พาแฟนสาว เมดิสัน (มิเชลล์ แรนดอล์ฟ) ไปเยือนบ้านของ สตู มาเคอร์ ที่ตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สยองขวัญสำหรับแฟนหนัง สุดท้ายทั้งคู่ก็โดน Ghostface จัดการ และบ้านหลังนั้นก็ถูกเผาวอดวาย เป็นการปิดฉากอดีตอย่างแท้จริง ตัดมาที่เมืองเล็กๆ ชื่อ ไพน์ โกรฟ รัฐอินเดียนา ที่ซิดนีย์ เพรสคอตต์ ตอนนี้กลายเป็น ซิดนีย์ อีแวนส์ แต่งงานกับตำรวจชื่อ มาร์ก (โจเอล แม็คเฮล) เปิดร้านกาแฟ ใช้ชีวิตสงบ มีลูกสาวชื่อ เททั่ม (อิซาเบล เมย์) ตั้งชื่อตามเพื่อนรักที่เสียชีวิตในภาคแรก เมื่อ Ghostface คนใหม่โผล่มาขู่ผ่านวิดีโอคอลในคราบของ สตู มาเคอร์ (แมทธิว ลิลาร์ด) ที่ทุกคนเชื่อว่าตายไปนานแล้ว ซิดนีย์ก็ต้องกลับเข้าสู่สนามรบเดิมอีกครั้ง

ต้องยอมรับตรงๆ ว่าฉากเปิดของ Scream 7 เป็นหนึ่งในฉากเปิดที่ดีที่สุดตลอดทั้งแฟรนไชส์ จิมมี่ เทโทร กับ มิเชลล์ แรนดอล์ฟ สร้างความประทับใจได้มากกว่าตัวละครใหม่ทั้งหมดรวมกัน ฉากนี้จับบรรยากาศของยุค true crime ที่คนหมกมุ่นกับคดีฆาตกรรมจนกลายเป็นแฟนคลับได้อย่างคมและตลกร้าย เป็นการทรงตัวระหว่างความสยอง เสียงหัวเราะ และความฉลาดแบบที่ Scream ภาคแรก ทำได้ดีเสมอมา แต่ปัญหาใหญ่สุดคือฉากนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับเนื้อเรื่องหลักเลยแม้แต่นิดเดียว มันเหมือนหนังสั้นคนละเรื่องที่แปะไว้หน้าหนังยาว และนั่นทำให้น่าหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้ “มีศักยภาพ” แต่เลือกที่จะไม่ใช้มัน

Scream 7 (2026) #1

หัวใจหลักของ Scream 7 คือความสัมพันธ์ระหว่าง ซิดนีย์ กับ เททั่ม ลูกสาววัยรุ่นที่กำลังใช้ชีวิตซ้ำรอยแม่ตัวเองสมัยเป็นวัยรุ่น ตั้งแต่มีแฟนหนุ่มหน้าตาคล้ายๆ บิลลี่ ลูมิส อย่าง เบน (แซม เร็คเนอร์) ที่ปีนเข้าหน้าต่างห้องนอนพร้อมพูดประโยคที่ฟังดูเหมือนคัดลอกมาจากภาคแรกคำต่อคำ ถ้าฟังดูคุ้นๆ นั่นเพราะมันคุ้น คุ้นมากจนรู้สึกเหมือนดูหนังเรื่องเดิม Scream 5 ทำเรื่องนี้ไปแล้ว ในฐานะ “Force Awakens ของแฟรนไชส์” ทำไมต้องมาทำซ้ำอีก? หนังพยายามขายธีมเรื่อง ความบาดแผลข้ามรุ่น แบบเดียวกับที่ Halloween (2018) ทำสำเร็จ ซึ่งหนังเองก็อ้างอิงถึงเรื่องนี้ตรงๆ แต่การเอามาพูดออกปากว่า “เรากำลังทำแบบเดียวกับ Jamie Lee Curtis นะ” ไม่ได้ทำให้หนังฉลาดขึ้น กลับทำให้ดูขี้เกียจมากกว่า

Ghostface ในภาคก่อนๆ เป็นฆาตกรที่เคลื่อนไหวเหมือนเงา ลอยผ่านมุมห้องเหมือนหมอกที่มีมีด น่ากลัวเพราะเราไม่มีทางรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แต่ Ghostface ใน Scream 7 ดูเหมือนว่าตัวเองก็เบื่อตัวเอง ความเจ้าเล่ห์และการวางแผนอันแยบยลถูกแทนที่ด้วยการฆ่าแบบ โหดเกินจำเป็น ที่เน้นฟินิชชิ่งมูฟสไตล์ Mortal Kombat มากกว่าการไล่ล่าแบบคลาสสิก มีฉากหนึ่งที่ตัวละครถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา อีกฉากก็เป็นการเชือดที่ดูทารุณเกินสไตล์ปกติของแฟรนไชส์ ใช่ว่าฉากฆ่าจะไม่มีดีเลย ฉาก ในบาร์ที่ใช้เบียร์เป็นอาวุธ สร้างเสียงฮือฮาได้ดี และฉาก crawlspace ก็ถึงขั้นตำนาน แต่โดยรวมแล้ว ความสมดุลระหว่างความบันเทิงกับความสยองที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของ Scream หายไปแทบหมด

จำได้ไหมว่าตอน แรนดี้ ถูกฆ่าในภาค 2 รู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน? หรือตอน ดิวอี้ ล้มลงในภาค 5 คนทั้งโรงร้อง “ไม่!” พร้อมกัน? ใน Scream 7 ไม่มีอารมณ์แบบนั้นเลย ตัวละครใหม่ทั้ง เบน, โคลอี้ (เซเลสต์ โอคอนนอร์), ฮันนาห์ (แม็คเคนนา เกรซ) และ ลูคัส (อาซา เกอร์มานน์) ล้วนเป็นแค่เหยื่อรอเชือด ไม่มีใครมีบุคลิกที่โดดเด่นพอจะทำให้คนดูห่วง อิซาเบล เมย์ ในบทเททั่มพยายามเต็มที่ แต่บทที่ได้รับไม่เอื้อให้เธอส่องแสงเท่าที่ควร เควิน วิลเลียมสันอยากให้กลุ่มนี้รู้สึกเหมือนแก๊งวัยรุ่นจากภาคแรก แต่ไม่มีใครมีเสน่ห์ใกล้เคียงเลย

Scream 7 (2026) #2

ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ นีฟ แคมป์เบลล์, คอร์ทนีย์ ค็อกซ์ และตัวละครจากภาค 5-6 อย่าง มินดี้ (แจสมิน ซาวอย บราวน์) กับ แชด (เมสัน กู๊ดดิ้ง) แคมป์เบลล์ยังคงเป็น Final Girl ระดับตำนานที่ทำให้ทุกฉากที่เธออยู่มีน้ำหนัก ท่าทีของซิดนีย์ตอนรับโทรศัพท์จาก Ghostface ครั้งนี้คือ “ช่างมันเถอะ” แบบสุดๆ ซึ่งสดชื่นดีมาก มันบอกใบ้ว่าหนังอาจจะไปในทิศทางของการดวลตัวต่อตัวระหว่าง Final Girl กับฆาตกรแบบ ริปลีย์ปะทะเอเลี่ยนควีน แต่สุดท้ายหนังก็เลือกที่จะกลับไปเป็น whodunit แบบเดิมๆ ส่วนค็อกซ์ในบท เกล เวเธอร์ส ก็ยังคงเฉิดฉายทุกครั้งที่ปรากฏตัว แต่บทให้เธอน้อยเกินไป การดึงตัวละครเก่ากลับมาทำให้เห็นชัดว่าแคสต์รุ่นใหม่จากภาค 5 และ 6 ดีแค่ไหน ซึ่งกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ภาค 7 ดูแย่ลงไปอีก

องค์ประกอบ whodunit เป็นหัวใจสำคัญของ แฟรนไชส์ Scream มาตลอด แต่ใน Scream 7 คำถามที่ว่า “ใครอยู่ใต้หน้ากาก” กลับกลายเป็น “ใครจะแคร์ล่ะ?” เมื่อผู้ต้องสงสัยที่ชัดเจนถูกตัดออกหมดแล้ว คำตอบก็ดูสุ่มและน่าลืมไปโดยปริยาย การเปิดเผยตัวฆาตกรในตอนท้ายเป็นจุดที่หลายคนเห็นตรงกันว่าอ่อนที่สุดในทั้งแฟรนไชส์ แรงจูงใจตื้นเขิน ไม่มีน้ำหนักทางอารมณ์ และทุกอย่างรู้สึกเร่งรัดจนไม่มีเวลาให้ช่วงไคลแม็กซ์ได้หายใจ ถ้าเทียบกับการเปิดเผยตัวบิลลี่กับสตูในภาคแรกที่ทำเอาขนลุก หรือแม้แต่ภาค 6 ที่ทวิสต์ได้โหดมาก ภาคนี้ดูเหมือนแค่ทำให้เสร็จๆ ไป

ในด้านเทคนิค Scream 7 มีปัญหาหลายจุด งานภาพใช้โทนมืดเกินไปจนบางฉากมองแทบไม่เห็น ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับหนังสมัยใหม่หลายเรื่อง การตัดต่อรู้สึกสะดุดและขาดจังหวะ โดยเฉพาะองก์แรกที่มีช่วงเงียบแปลกๆ ระหว่างบทสนทนาที่ทำให้ดูเหมือนยังตัดต่อไม่เสร็จ ดนตรีประกอบของ มาร์โก เบลทรามี ยังคงทำหน้าที่ได้ดีในการสร้างบรรยากาศตึงเครียด แต่ไม่มีอะไรที่โดดเด่นเป็นพิเศษ หนังพยายามสอดแทรกประเด็นเรื่อง AI และ deepfake เข้ามาในเนื้อเรื่อง แต่วิธีการนำเสนอดูเหมือนคนรุ่นเก่าบ่นเรื่องเทคโนโลยีมากกว่าจะเป็นการวิจารณ์สังคมที่แหลมคม

Scream 7 (2026) #3

เควิน วิลเลียมสัน คือคนเขียนบท Scream ต้นฉบับปี 1996 ที่เปลี่ยนวงการหนังสยองขวัญไปตลอดกาล แนวคิดเรื่อง เมตา สแลชเชอร์ ที่ตัวละครรู้กฎของหนังสยองขวัญแต่ยังหนีไม่พ้นความตาย เป็นอัจฉริยะบริสุทธิ์ แต่การกลับมากำกับครั้งแรกของเขากลับมาพร้อมวาระที่จำกัดเกินไป แนวทาง meta ที่เคยเป็นจุดขายถูกเล่นจนหมดไฟแล้ว และวิลเลียมสันก็รู้ เขาจึงเลือกกลับสู่รากเหง้าแบบตรงไปตรงมา แต่ผลลัพธ์กลับดู “basic” เกินไปสำหรับแฟรนไชส์ที่เคยฉลาดกว่านี้มาก บทร่วมเขียนกับ กาย บูซิก จากเรื่องราวของ เจมส์ แวนเดอร์บิลต์ มีร่องรอยของการเขียนใหม่หลายรอบอย่างชัดเจน เหมือนจิ๊กซอว์ที่ถูกบังคับให้เข้ากันแม้ชิ้นส่วนจะไม่ตรง

ด้วยเหตุผลที่หลายคนทราบกันดี Scream 7 ทิ้งทิศทางที่น่าตื่นเต้นจากตอนจบของ Scream VI ไปโดยสิ้นเชิง ตัวละคร แซม คาร์เพนเตอร์ (เมลิสซา บาร์เรรา) ที่ถูกวางตัวให้เป็นซิดนีย์คนใหม่หายไปจากเรื่องราว และหนังก็พยายามเติมช่องว่างนี้ด้วยการดึง OG กลับมา ผลลัพธ์คือหนังรู้สึกเหมือนถูกปะชุนอย่างเร่งรีบ ไอเดียหลายอย่างถูกแขวนไว้แบบหลวมๆ บนข้อเท็จจริงที่ว่าแคมป์เบลล์กลับมา หนังแม้แต่ล้อเรื่องที่ซิดนีย์หายไปในภาค 6 เพื่อตลก แต่ไม่กล้า meta พอที่จะยอมรับเหตุผลจริงๆ ว่าทำไมเธอถึงไม่กลับมา

Scream 7 เป็นหนังที่ทื่อปลายมีดของแฟรนไชส์อายุ 30 ปีที่เคยคมกริบ มันมีช่วงเวลาดีๆ ที่พอจะหยิบไปถกกันในปาร์ตี้ดูหนังสยองขวัญได้ แต่นอกจากนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรให้หวีดกับมันมากนัก ฉากเปิดเรื่องยอดเยี่ยม แคมป์เบลล์ยังคงเป็นตำนาน และฉากฆ่าบางฉากก็สร้างสรรค์ดี แต่ตัวละครใหม่จืด บทหนังเหมือนถูกเขียนใหม่หลายรอบจนเห็นรอยต่อ และการเปิดเผยตัวฆาตกรเป็นจุดต่ำสุดของแฟรนไชส์ ถ้าเป็นแฟน Scream ตัวยงก็ยังพอสนุกได้ในฐานะหนังป๊อปคอร์นวันศุกร์ แต่ถ้าหวังจะได้เห็นแฟรนไชส์กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เตรียมผิดหวัง แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยว่ารู้สึกยังไงกับภาคนี้ และอย่าลืมส่งรีวิวนี้ให้เพื่อนที่กำลังลังเลว่าจะเข้าโรงดี หวีดสุดขีด 7 ดีไหม!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: หวีดสุดขีด 7
  • ประเภท: สยองขวัญ, ระทึกขวัญ, ไล่เชือด
  • วันที่เข้าฉาย: 26 กุมภาพันธ์ 2569 (ไทย) / 27 กุมภาพันธ์ 2026 (สหรัฐฯ)
  • นักแสดงนำ: นีฟ แคมป์เบลล์ (Neve Campbell), คอร์ทนีย์ ค็อกซ์ (Courteney Cox), อิซาเบล เมย์ (Isabel May), แจสมิน ซาวอย บราวน์ (Jasmin Savoy Brown), เมสัน กู๊ดดิ้ง (Mason Gooding), แมทธิว ลิลาร์ด (Matthew Lillard), เดวิด อาร์เคว็ตต์ (David Arquette), แอนนา แคมป์ (Anna Camp), โจเอล แม็คเฮล (Joel McHale), แม็คเคนนา เกรซ (McKenna Grace)
  • ผู้กำกับ: เควิน วิลเลียมสัน (Kevin Williamson)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 54 นาที
  • เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 34% (นักวิจารณ์) / Metacritic: 37/100
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: โรงหนัง

หวีดสุดขีด 7 ตำนานที่หมดแรงหวีด

โครงเรื่อง - 4.2
การแสดง - 6.8
โปรดักชัน - 5
ความบันเทิง - 5.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 4.8

5.3

Scream 7 กลับมาในแบบ back-to-basics ที่กลับพื้นฐานเกินไปจนดูจืดชืด ฉากเปิดเรื่องสุดปังและการแสดงของนีฟ แคมป์เบลล์ช่วยพยุงหนังไว้ได้บ้าง แต่ตัวละครใหม่ที่ไร้เสน่ห์ Ghostface ที่หมดลูกเล่น และการเปิดเผยตัวฆาตกรที่อ่อนที่สุดในแฟรนไชส์ทำให้ภาคนี้เป็นจุดต่ำใหม่ มันไม่ได้แย่จนดูไม่ได้ แต่สำหรับแฟรนไชส์ที่เคยเปลี่ยนกฎเกณฑ์วงการหนังสยองขวัญ การเป็นแค่ "พอดูได้" ถือว่าน่าผิดหวังพอสมควร

User Rating: Be the first one !

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button