
- การดูวิดีโอสั้นมากเกินไปสัมพันธ์กับ Theta power ที่ลดลงในสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพ Executive Control ยิ่งติดคลิปสั้นมาก ความสามารถในการโฟกัสและยับยั้งสิ่งรบกวนก็ยิ่งต่ำ
- Self-Control กับการเสพติดวิดีโอสั้นมีความสัมพันธ์เชิงลบ คนที่ควบคุมตัวเองได้น้อยมีแนวโน้มติดคลิปสั้นมากกว่า และวงจรนี้อาจเสริมแรงซึ่งกันและกัน
- ผลกระทบเกิดในระดับ Neural Activity ไม่ใช่แค่พฤติกรรม แม้ผลทดสอบเชิงพฤติกรรม (Reaction Time) จะไม่แตกต่างกัน แต่ข้อมูล EEG แสดงให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน
- Mindfulness Meditation และการจำกัดเวลาหน้าจอ เป็นแนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยฟื้นฟู Self-Control และลดพฤติกรรมเสพติดดิจิทัลได้
ลองนึกดูว่าตอนนี้ใช้เวลาไปกับ TikTok, Reels หรือ YouTube Shorts วันละกี่ชั่วโมง? ตั้งใจจะเปิดแค่ 5 นาที แต่สุดท้ายไถฟีดไปจน 2 ชั่วโมงผ่าน แล้วพอต้องมานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิ กลับรู้สึกว่ามันยากผิดปกติ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก เพราะตอนนี้มีงานวิจัยที่ใช้เครื่องมือทางประสาทวิทยาอย่าง EEG (Electroencephalogram) ยืนยันแล้วว่า การดูวิดีโอสั้นมากเกินไป ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมสมาธิและการยับยั้งตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน Frontiers in Human Neuroscience โดยทีมนักวิจัยจาก Zhejiang University ประเทศจีน ศึกษากลุ่มตัวอย่าง 48 คน แล้ววัดคลื่นสมองขณะทำแบบทดสอบความสนใจ ผลลัพธ์ชัดเจน ยิ่งมีแนวโน้มติดคลิปสั้นมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมและความสนใจก็ยิ่งลดลง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมองเมื่อเราติดการไถคลิปสั้น และมีทางออกอย่างไร

งานวิจัย EEG กับผลกระทบของวิดีโอสั้นต่อสมาธิ
งานวิจัยนี้ใช้วิธีการที่เรียกว่า Attention Network Test (ANT) ซึ่งเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่นักประสาทวิทยาใช้ประเมินระบบสมาธิของมนุษย์ 3 ระบบย่อย ได้แก่ ระบบ Alerting (ความตื่นตัว), ระบบ Orienting (การมุ่งเน้น) และระบบ Executive Control (การควบคุมเชิงบริหาร) ซึ่งเป็นระบบที่รับผิดชอบเรื่องการยับยั้งสิ่งรบกวนและการจัดการความขัดแย้งทางความคิด
กลุ่มตัวอย่างทั้ง 48 คน (อายุเฉลี่ย 21.8 ปี) ถูกประเมินด้วยแบบสอบถามวัดแนวโน้มการเสพติดวิดีโอสั้น (MPSVATQ) และแบบวัดการควบคุมตนเอง (SCS) จากนั้นจึงวัดคลื่นสมองด้วยเครื่อง EEG 64 ช่องสัญญาณขณะทำแบบทดสอบ ANT สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้แตกต่างจากการศึกษาอื่น ๆ ที่ผ่านมาซึ่งอาศัยแค่แบบสอบถามหรือการสังเกตพฤติกรรม งานนี้ลงลึกถึงระดับกลไกทางสมองโดยตรง
ผลวิเคราะห์พบความสัมพันธ์เชิงลบที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (r = −0.395, p = 0.007) ระหว่างคะแนนแนวโน้มการเสพติดวิดีโอสั้นกับ theta power ในบริเวณสมองส่วนหน้า (Frontal Region) ขณะทำภารกิจที่ต้องใช้การควบคุมเชิงบริหาร พูดง่าย ๆ ว่า ยิ่งติดคลิปสั้นมากเท่าไหร่ สมองส่วนที่ทำหน้าที่โฟกัสและยับยั้งสิ่งรบกวนก็ยิ่งทำงานได้น้อยลง
Theta Wave คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
คลื่นสมอง Theta (ช่วงความถี่ 4–8 Hz) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักประสาทวิทยาใช้วิเคราะห์กระบวนการทางความคิดที่เกี่ยวกับสมาธิ งานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ยืนยันว่า Theta wave มีบทบาทสำคัญในกระบวนการ Cognitive Conflict Resolution หรือการจัดการความขัดแย้งทางความคิด โดยเฉพาะในบริเวณ Prefrontal Cortex และ Anterior Cingulate Cortex
ในการทดลองนี้ นักวิจัยเปรียบเทียบ Theta power ระหว่างเงื่อนไข “Incongruent” (มีสิ่งรบกวนที่ขัดแย้งกัน) กับเงื่อนไข “Neutral” (ไม่มีสิ่งรบกวน) พบว่าคนที่มีแนวโน้มติดวิดีโอสั้นสูงจะมี Theta power difference ต่ำกว่า ในบริเวณสมองส่วนหน้า ซึ่งบ่งชี้ว่าสมองใช้ทรัพยากรในการจัดการความขัดแย้งทางความคิดน้อยกว่าปกติ
ที่น่าสนใจ ผลลัพธ์นี้ไม่ปรากฏในข้อมูล EEG ขณะพัก (Resting-state) ก่อนและหลังทำแบบทดสอบ นั่นหมายความว่าผลกระทบนี้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อสมองต้องทำงาน ไม่ใช่แค่ค่าพื้นฐานของคลื่นสมองที่เปลี่ยนไป แต่เป็นความสามารถในการ “เปิดสวิตช์” สมาธิเมื่อต้องการจริง ๆ ที่ถูกลดทอนลง

ความเชื่อมโยงระหว่างคลิปสั้นกับการควบคุมตัวเอง
นอกจากผลกระทบต่อคลื่นสมองแล้ว งานวิจัยยังพบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างคะแนน MPSVATQ กับ คะแนน Self-Control Scale (r = −0.320, p = 0.026) อีกด้วย พูดตรง ๆ ว่า ยิ่งมีแนวโน้มติดวิดีโอสั้นสูง ความสามารถในการควบคุมตัวเองก็ยิ่งต่ำ
สิ่งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าเกี่ยวกับการเสพติดพฤติกรรมในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การติดเฟซบุ๊กที่พบว่าสัมพันธ์กับ Self-Control ที่ต่ำลง รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับ Internet Gaming Disorder ที่พบว่าผู้ที่ติดเกมมีการทำงานของ Prefrontal Cortex ที่บกพร่อง ส่งผลให้ควบคุมแรงกระตุ้นได้แย่ลง
ปัจจุบัน แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ถูกออกแบบมาให้กดดูต่อไปเรื่อย ๆ โดยใช้ระบบ Algorithm ที่เลือกคอนเทนต์ตรงใจผู้ใช้แบบเฉพาะบุคคล ทำให้สมองได้รับ Dopamine (สารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ) ทีละนิดอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ไถหน้าจอก็เหมือนเล่นสล็อตแมชชีน ไม่รู้ว่าคลิปถัดไปจะสนุกหรือเปล่า แต่ “แค่ดูอีกอันเดียว” กลายเป็นวนลูปที่ออกยาก
Popcorn Brain ปรากฏการณ์สมองป๊อปคอร์น
นักจิตวิทยาเริ่มใช้คำว่า “Popcorn Brain” หรือ “สมองป๊อปคอร์น” เพื่ออธิบายสภาวะที่สมองถูกฝึกให้คาดหวังสิ่งกระตุ้นใหม่ ๆ ตลอดเวลา เหมือนเม็ดข้าวโพดที่แตกเป๊าะแป๊ะไม่หยุด สมองกระโดดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งโดยไม่เคยจดจ่ออยู่กับอะไรนาน ๆ แม้คำนี้จะไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนจำนวนมาก
David Levy นักวิจัยจาก University of Washington เป็นคนบัญญัติคำนี้ตั้งแต่ปี 2011 แต่มาเป็นที่พูดถึงกันมากในช่วงปี 2024–2025 เมื่อมีงานวิจัยด้าน Neuroscience รองรับมากขึ้น อาการที่เห็นได้ชัด ได้แก่ นั่งอ่านบทความยาว ๆ ไม่จบ ดูหนังทั้งเรื่องไม่ไหว หรือรู้สึกกระวนกระวายเมื่อต้องรอ
เด็กและวัยรุ่นได้รับผลกระทบหนักกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจาก Executive Function ของสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ทักษะการควบคุมตัวเอง การจัดลำดับความสำคัญ และการยับยั้งแรงกระตุ้นยังอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าจากภายนอก งานวิจัยเชิง Meta-analysis ขนาดใหญ่ที่รวมกลุ่มตัวอย่างเกือบ 100,000 คน พบว่าผู้ใช้แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นเป็นประจำได้คะแนนต่ำกว่าในด้าน Attention, Inhibitory Control และ Working Memory อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมสมองถึงต้านคลิปสั้นไม่ไหว
กลไกทางประสาทวิทยาเบื้องหลังการเสพติดวิดีโอสั้นทำงานคล้ายกับการเสพติดสารเสพติดในหลายแง่มุม ทุกครั้งที่ไถคลิปใหม่ สมองปล่อย Dopamine ในปริมาณเล็ก ๆ ออกมา สร้างวงจรการเสริมแรง (Reinforcement Loop) ที่ทำให้อยากไถต่อ ยิ่งคอนเทนต์สั้น ตัดเร็ว เปลี่ยนฉากถี่ ยิ่งกระตุ้นระบบ Reward ของสมองอย่างเข้มข้น
เมื่อสมองถูกฝึกให้รับรางวัลแบบ “เร็วและง่าย” เป็นเวลานาน ๆ กิจกรรมที่ต้องใช้ความอดทนและสมาธิอย่างการอ่านหนังสือ เรียนออนไลน์ หรือแม้แต่สนทนากับคนจริง ๆ ก็จะรู้สึก “น่าเบื่อ” มากขึ้น เพราะสมองปรับจุดตั้งค่า (Baseline) ของความพึงพอใจไว้สูง ถ้าไม่ได้รับสิ่งกระตุ้นในระดับเดียวกับคลิปสั้น Dopamine ก็ไม่หลั่งออกมาเท่าที่ควร
งานวิจัยจาก Yan et al. (2024) ที่เป็นหัวใจของบทความนี้ ยืนยันภาพนี้ผ่านข้อมูล EEG สมองส่วนหน้าของคนที่ติดคลิปสั้นมี Theta power ต่ำกว่า เมื่อต้องจัดการกับสิ่งรบกวน ซึ่งแปลว่าทรัพยากรทาง Cognitive ที่สมองจัดสรรมาเพื่อการโฟกัสนั้นลดลงตามระดับความเสพติด
ข้อจำกัดของงานวิจัยและทิศทางในอนาคต
แม้งานวิจัยนี้จะให้ข้อค้นพบที่มีคุณค่าสูง แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรับรู้ ประการแรก กลุ่มตัวอย่างมีเพียง 48 คน และส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (35 คน) อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วงวัยเรียน ทำให้การนำผลไปอ้างอิงกับกลุ่มประชากรที่หลากหลายยังต้องระมัดระวัง
ประการที่สอง งานนี้เป็นการศึกษาแบบ Cross-sectional (ศึกษาจุดเดียวของเวลา) จึงไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุ-ผลได้อย่างชัดเจน อาจเป็นไปได้ว่าคนที่มี Executive Control ต่ำอยู่แล้วมีแนวโน้มจะติดคลิปสั้นมากกว่า ไม่ใช่คลิปสั้นทำให้ Executive Control ลดลง หรืออาจเป็นทั้งสองทางก็ได้
ทีมวิจัยเสนอว่าในอนาคตควรมีการศึกษาแบบ Longitudinal (ติดตามกลุ่มตัวอย่างข้ามช่วงเวลา) เพื่อไขความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ รวมถึงการใช้เทคนิค Neuroimaging อื่น ๆ เช่น fMRI เพื่อระบุบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบได้แม่นยำกว่า นอกจากนี้ การขยายกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ จะช่วยให้เห็นภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น
วิธีรับมือและฝึกสมองกลับมาโฟกัส
ข่าวดีก็มี สมองมนุษย์มีคุณสมบัติ Neuroplasticity หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท แปลว่าแม้จะถูกฝึกให้ชอบสิ่งกระตุ้นเร็ว ๆ ก็ยังสามารถฝึกกลับมาโฟกัสได้
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า Mindfulness Meditation หรือการฝึกสติแบบมีสมาธิ ช่วยลดพฤติกรรมเสพติดและเพิ่มการควบคุมตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยของ Song & Park (2019) พบว่า Mindfulness ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสพติดอินเทอร์เน็ตผ่านกลไกการเพิ่ม Self-Control ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบของงานวิจัยนี้ที่ Self-Control สัมพันธ์โดยตรงกับระดับการเสพติดวิดีโอสั้น
แนวทางปฏิบัติที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ได้แก่ การตั้งเวลาจำกัดการใช้แอปวิดีโอสั้นต่อวัน, การเปลี่ยนมาบริโภคคอนเทนต์ยาวขึ้น เช่น พอดแคสต์ หนังสือ หรือภาพยนตร์, การฝึก Single-tasking คือทำทีละอย่างแทนที่จะ Multitask และการสร้างช่วงเวลา “ปลอดหน้าจอ” โดยเฉพาะก่อนนอน เพื่อให้สมองได้พักจากสิ่งกระตุ้น

ทิ้งท้าย
งานวิจัยจาก Zhejiang University ให้หลักฐานทาง Neuroscience ที่ชัดเจนว่าการดูวิดีโอสั้นมากเกินไปสัมพันธ์กับการทำงานที่ลดลงของสมองส่วนหน้าในแง่ของ Executive Control และ Self-Control สิ่งนี้ไม่ได้หมายว่าต้องเลิกดูคลิปสั้นไปเลย แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าการบริโภคอย่างไร้ขีดจำกัดมีต้นทุนทางสมองที่แท้จริง
ในยุคที่แพลตฟอร์มดิจิทัลแข่งกันแย่งชิงสมาธิ การรู้เท่าทันกลไกเหล่านี้ถือเป็นทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าตัวเองจดจ่อได้สั้นลง หรือพ่อแม่ที่กังวลเรื่องลูก ๆ ที่จมอยู่กับหน้าจอ ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับพฤติกรรมดิจิทัลให้สมดุลมากขึ้น ลองเริ่มจากวันนี้ ลดเวลาไถคลิปลงสัก 30 นาที แล้วเอาเวลานั้นไปทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิจริง ๆ แค่นี้ก็เป็นก้าวแรกที่ดีแล้ว


