รีวิวซีรีส์ฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] สตีล: ลับ ลวง ปล้น | Steal (2026) ซีรีส์ปล้นสุดระทึก

  • Steal เป็นซีรีส์ระทึกขวัญ 6 ตอนบน Prime Video ที่สำรวจการปล้นเงินบำนาญมูลค่ามหาศาลและผลกระทบต่อชีวิตคนธรรมดา
  • การแสดงของโซฟี เทิร์นเนอร์ในบท Zara โดดเด่นด้วยความจริงใจและความมุ่งมั่นที่ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวา
  • ซีรีส์เน้นความสนุกแบบ binge-worthy ด้วย plot twist เกลียวต่อเกลียว แต่ขาดความลึกซึ้งในการสำรวจประเด็นสังคม
  • ผู้กำกับ Sam Miller และ Hettie Macdonald สร้างฉากระทึกขวัญที่น่าจับตามองด้วยการถ่ายทำที่กระชับและเข้มข้น

เคยคิดไหมว่าวันธรรมดาในออฟฟิศจะกลายเป็นฝันร้ายได้แค่ชั่วพริบตา? ซีรีส์ Steal (2026) จาก Prime Video พาเราไปสัมผัสกับช่วงเวลาที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตของพนักงานออฟฟิศธรรมดาอย่าง Zara แสดงโดย โซฟี เทิร์นเนอร์ (Sophie Turner) ดาราสาวจาก Game of Thrones ที่กลับมาพิสูจน์ฝีมือการแสดงอีกครั้งในบทบาทที่เต็มไปด้วยความเครียดและอันตราย เมื่อกลุ่มโจรบุกเข้ามาในบริษัท Lochmill Capital และบังคับให้เธอกับเพื่อนสนิท Luke แสดงโดย อาร์ชี่ เมดิควี (Archie Madekwe) ต้องช่วยปล้นเงินบำนาญมูลค่า 4 พันล้านปอนด์ ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ซีรีส์ 6 ตอนนี้สร้างโดย S.A. Nikias และกำกับโดย Sam Miller และ Hettie Macdonald นำเสนอเรื่องราวที่เต็มไปด้วย plot twist แบบเกลียวต่อเกลียว ทำให้เราอดลุ้นไม่ได้ว่าใครคือต้นตอของการปล้นครั้งนี้ และอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริง

Steal เริ่มต้นด้วยวันทำงานธรรมดาของ Zara พนักงานบริษัทลงทุนกองทุนบำเหน็จบำนาญ Lochmill Capital ที่กำลังเบื่อหน่ายกับงานประจำซ้ำซาก เธอและ Luke เพื่อนสนิทมักจะพูดเล่นว่า “กลเม็ดของงานนี้คือพยายามอย่าให้ตายด้วยความเบื่อ” แต่แล้ววันธรรมดาก็กลายเป็นฝันร้ายเมื่อกลุ่มโจรติดอาวุธบุกเข้ามา พวกเขาไม่ได้มาเพื่อปล้นเงินสดหรือสิ่งของมีค่า แต่มาเพื่อบังคับให้ Zara และ Luke ช่วยโอนเงินจากกองทุนบำนาญของคนธรรมดาหลายพันล้านปอนด์ออกจากระบบ การปล้นครั้งนี้ไม่ใช่แค่อาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นการโจมตีที่มีแผนการอย่างรอบคอบและมีคนในหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง

DCI Rhys แสดงโดย เจคอบ ฟอร์จูน-ลอยด์ (Jacob Fortune-Lloyd) นักสืบที่มีปัญหา การพนันติดหนัก และกำลังจมอยู่ในหนี้สิน เขาได้รับมอบหมายให้สืบสวนคดีนี้ แต่เมื่อเงินมูลค่ามหาศาลถูกขโมยไป ความล่อใจที่จะหยิบฉวยโอกาสก็เริ่มคุกคาม ซีรีส์พยายามสร้างความคาดเดาไม่ถึงด้วยการหยิบยกปัญหาส่วนตัวของ Rhys มาเป็นจุดสนใจ แต่น่าเสียดายที่ไอเดียนี้ถูกนำเสนอแบบผิวเผิน เพียงแค่โผล่มาเป็นครั้งคราวแล้วก็หายไปอย่างไม่มีน้ำหนัก ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเพียง กลอุบายเพื่อหลอกล่อผู้ชม มากกว่าการพัฒนาตัวละครอย่างจริงจัง

ตัวละคร Zara ถูกนิยามอย่างเรียบง่ายเกินไป คุณลักษณะ ภูมิหลัง และความสัมพันธ์ของเธอถูกปรับให้เข้ากับความต้องการของบทภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับแม่ มิตรภาพกับเพื่อนร่วมงาน ความพัวพันทางรักกับ Rhys ความฉลาดและความสามารถในการแก้ปัญหา ทุกอย่างถูกใช้เป็นแค่ปุ่มที่ถูกกดเพื่อขับเคลื่อนโครงเรื่องไปข้างหน้า เธอกลายเป็นเหมือนหุ่นเชิดที่ถามคำถามอย่าง “พวกโจรต้องการอะไร” และ “ใครคือผู้บงการ” เพื่อกระตุ้นความสงสัยและนำความสนใจของผู้ชมไปตามที่เรื่องต้องการ แต่ โซฟี เทิร์นเนอร์ ก็ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวาด้วยความมุ่งมั่นและพลังงานของเธอ ถ้าไม่มีเธอ Zara คงดูอ่อนแอและไร้พลังอย่างแน่นอน

Steal (2026) #1

การกำกับของ Sam Miller และ Hettie Macdonald มุ่งเน้นไปที่การสร้างฉากที่กระชับและเต็มไปด้วยความตึงเครียด กล้องจับภาพตัวละครอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาวิกฤต เหมือนพยายามทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความไม่สบายใจ ทั้งทางกายและทางใจ เมื่อพนักงานของ Lochmill Capital ถูกจ่อปืนคุกคาม และ Zara กับ Luke ถูกบังคับให้ช่วยปล้น เราจะรู้สึกกังวลไปด้วย แต่ความกังวลนี้เกิดจาก ความเห็นอกเห็นใจขั้นพื้นฐาน ที่เรามีต่อมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในวิกฤต ไม่ใช่เพราะเราผูกพันกับตัวละครอย่างลึกซึ้ง

ความรู้สึกนี้ก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อซีรีส์เข้าสู่โหมดของ เครื่องจักรที่ผลิต plot twist อย่างไม่หยุดหย่อน แต่ละตอนจบด้วย cliffhanger หรือการเปิดเผยความลับที่ออกแบบมาเพื่อให้เรากดดูตอนต่อไป Steal ยอมรับชะตากรรมของตัวเองที่จะเป็นซีรีส์ binge-watching ที่ลืมง่ายอีกเรื่องหนึ่ง ทั้ง 6 ตอนผ่านไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะ Steal มีเนื้อหาเพียงพอที่จะยกระดับตัวเองให้ดีขึ้นอย่างน้อยเล็กน้อย

DCI Rhys ตัวอย่างเช่น มีปัญหาการพนันและจมอยู่ในหนี้สิน เราคงคิดว่าโอกาสที่เขาจะได้เงิน 4 พันล้านปอนด์ที่ถูกขโมยไปอาจทำให้พฤติกรรมของเขาเลอะเลือนและน่าสงสัยมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ Steal ใช้รายละเอียดนี้เป็นเพียง จุดล่อใจ เท่านั้น ซีรีส์พยายามเข้าไปในดินแดนนี้ในที่สุด แต่ไอเดียก็ถูกนำเสนอแบบลวก ๆ และทิ้งไปอย่างลวก ๆ เช่นกัน

Zara ก็ถูกกำหนดอย่างผิวเผินเช่นกัน คุณลักษณะ ภูมิหลัง และความสัมพันธ์ของเธอถูกทำให้แบนราบและกรองเพื่อให้เข้ากับความต้องการของบท ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับแม่ มิตรภาพกับเพื่อนร่วมงาน ความพัวพันทางรักกับ Rhys ความฉลาดเฉลียว และความสามารถในการแก้ปัญหา ทุกอย่างถูกจัดการเหมือนปุ่มที่ถูกกดเพื่อรับใช้โครงเรื่อง อย่างไรก็ตาม เทิร์นเนอร์ทำให้ Zara มีชีวิต ด้วยความมุ่งมั่นและพลังงานอย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีเธอ ตัวละครคงดูอ่อนแอและไร้พลัง

Steal (2026) #2

ไฮไลท์ที่แท้จริงของ Steal คือการแสดงของ โซฟี เทิร์นเนอร์ ที่ทำให้ Zara เป็นมากกว่าแค่ตัวละครที่ถูกกำหนดจากบท เธอนำเสนอความจริงใจและความมุ่งมั่นที่ทำให้เราเชื่อว่า Zara เป็นคนจริงที่กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แม้ว่าบทจะไม่ให้พื้นที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาตัวละคร แต่เทิร์นเนอร์ก็สามารถสร้างมิติให้กับ Zara ด้วยสายตา ภาษากาย และน้ำเสียงที่สื่อถึงความกลัว ความสับสน และความตั้งใจที่จะไม่ยอมแพ้

หากไม่มีพลังการแสดงของเธอ Steal อาจจะกลายเป็นเพียงซีรีส์ระทึกขวัญธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ แต่การที่เทิร์นเนอร์ยอมเต็มใจที่จะทุ่มเทให้กับบทบาทนี้ ทำให้ซีรีส์มีจุดยืนที่มั่นคงกว่าที่ควรจะเป็น เธอเหมือนกับ แสงสว่างในความมืด ที่ทำให้เราอยากติดตามต่อไป แม้ว่าโครงเรื่องจะไม่ได้ให้อะไรที่ลึกซึ้งมากนักก็ตาม

อาร์ชี่ เมดิควี ในบท Luke ก็แสดงได้ดี เขาเป็นเพื่อนสนิทของ Zara ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน และทั้งสองต้องพึ่งพากันเพื่อความอยู่รอด ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามีความเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือ ทำให้เราเห็นถึงความผูกพันที่แท้จริงระหว่างเพื่อนที่ต้องเผชิญกับวิกฤตร่วมกัน

เจคอบ ฟอร์จูน-ลอยด์ นำเสนอตัวละคร DCI Rhys ที่มีปัญหาส่วนตัวและต้องต่อสู้กับความล่อใจ แม้ว่าบทจะไม่ขุดลึกเรื่องนี้เท่าที่ควร แต่ฟอร์จูน-ลอยด์ก็แสดงได้ดีในขอบเขตที่มีให้ เขาทำให้ Rhys ดูเหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับตัวเอง ไม่ใช่แค่นักสืบที่ทำหน้าที่ตามคำสั่ง

Sam Miller และ Hettie Macdonald สร้างซีรีส์ที่มีจังหวะเร็วและเต็มไปด้วยความตึงเครียด การถ่ายทำมุ่งเน้นไปที่การจับภาพความวุ่นวายและความไม่สบายใจของตัวละครในช่วงเวลาวิกฤต กล้องเข้าไปใกล้ตัวนักแสดงในช่วงที่มีความเร่งด่วน สร้างความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ เมื่อพนักงานถูกจ่อปืนและถูกบังคับให้ทำตามคำสั่ง เราจะรู้สึกถึง ความกังวลและความกลัว ไปด้วย

Steal (2026) #3

อย่างไรก็ตาม ความกังวลนี้มาจากความเห็นอกเห็นใจขั้นพื้นฐานที่เรามีต่อมนุษย์ที่อยู่ในวิกฤต ไม่ใช่เพราะเราสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งกับตัวละคร และความรู้สึกนี้ก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อซีรีส์เริ่มมุ่งเน้นไปที่ การผลิต twist ต่อ twist อย่างไม่หยุดหย่อน

การออกแบบฉากและสถานที่ถ่ายทำก็ดูสมจริงและเหมาะสมกับบรรยากาศของเรื่อง ออฟฟิศของ Lochmill Capital ดูเหมือนสถานที่ทำงานจริง ๆ ที่น่าเบื่อและซ้ำซาก ซึ่งทำให้การบุกรุกของโจรดูน่าตกใจและไม่คาดคิดยิ่งขึ้น

หนึ่งในปัญหาหลักของ Steal คือการที่ซีรีส์ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพียง ความบันเทิงแบบ binge-watching ที่ไม่ได้มุ่งหวังจะสร้างสรรค์อะไรที่ลึกซึ้งหรือมีความหมาย ทั้ง 6 ตอนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ชมดูต่อเนื่อง โดยแต่ละตอนจบด้วย cliffhanger หรือการเปิดเผยความลับที่ทำให้เราอยากรู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลในแง่ของการดึงดูดผู้ชม แต่ก็ทำให้เรื่องราวขาด น้ำหนักและความหมาย

ซีรีส์พยายามแตะประเด็นเรื่อง ความยากลำบากของคนธรรมดา โดยบอกว่าผู้บงการมีแรงจูงใจที่มาจากความห่วงใยต่อคนธรรมดา แต่การนำเสนอก็ทำได้เพียงแค่ผิวเผิน ไม่มีการแสดงความโกรธแค้นของสาธารณะ ไม่มีการถกเถียงที่โต๊ะอาหารค่ำของคนธรรมดาที่น่าจะได้รับผลกระทบจากการปล้นนี้ คนธรรมดาไม่มีเสียง ในเรื่องนี้เลย สิ่งนี้ทำให้ Steal กลายเป็นเพียงการแสดงที่เนียนแต่ผิวเผิน ที่ใช้ความตั้งใจดีของคนหนึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อให้ความน่าเชื่อถือกับการเปิดเผยความลับในตอนจบ

บางคนอาจบอกว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องน่าขัน แต่จริง ๆ แล้วมันเกินกว่าน่าขัน ทำไม Nikias ถึงต้องใส่มุมมองเรื่อง “ฉันใส่ใจคนธรรมดา” เข้ามาด้วย ทำไมไม่ผลักดันโครงเรื่องไปสู่ความไร้สาระอย่างเต็มที่และสนุกกับมันไปเลย? เทิร์นเนอร์ดูเหมือนจะพร้อมสำหรับบางอย่างที่ สนุกสนานและวุ่นวาย มากกว่านี้ แต่ซีรีส์กลับกักเธอไว้ในบางอย่างที่ปราศจากชีวิตชีวา

Steal (2026) #4

หนึ่งในจุดสนุกที่ไม่คาดคิดของซีรีส์คือ Myrtle แสดงโดย Eloise Thomas ตัวละครที่ดูเหมือนจะดำเนินชีวิตอยู่ในความถี่ที่แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง เธออาจจะถูกส่งมาจากซีรีส์อื่นที่มีคำขวัญว่า “แค่ชิล ๆ ไป” ก็ได้ ความสามารถของเธอที่จะ ดูดซับบาดแผลทางใจและก้าวต่อไป พร้อมกับยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้ เธอดูเหมือนจะหลงอยู่ในโลกของตัวเอง และเราอยากรู้ว่าเธอดื่มหรือสูบอะไรอยู่บ้างที่ทำให้เธอผ่อนคลายได้ขนาดนี้

ตัวละครอย่าง Myrtle ให้ความบันเทิงที่ไม่ตั้งใจ และทำให้ซีรีส์มีช่วงเวลาที่เบาสบายกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ตัวละครหลัก แต่ก็เป็นจุดที่น่าจดจำเพราะความแปลกประหลาดและความไม่เข้ากับบรรยากาศของเรื่อง

เมื่อเทียบกับซีรีส์ปล้นที่มีชื่อเสียงอย่าง Money Heist หรือ Berlin (2023) ที่มีการพัฒนาตัวละครอย่างลึกซึ้งและมีแผนการปล้นที่ซับซ้อนและน่าติดตาม Steal ดูอ่อนแอกว่ามาก ซีรีส์อย่าง Money Heist ใช้เวลาในการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ชมกับตัวละคร และทำให้เรารู้สึกถึงน้ำหนักของการตัดสินใจแต่ละครั้ง ในขณะที่ Steal มุ่งเน้นไปที่การสร้าง twist และ cliffhanger เพื่อให้เราดูต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ลงทุนในการสร้างตัวละครที่มีมิติ

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับซีรีส์ระทึกขวัญแนว workplace thriller ที่มีบน Prime Video อื่น ๆ Steal ก็ยังถือว่าให้ความบันเทิงได้ดี โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบดูซีรีส์แบบ binge-watching โดยไม่ได้ต้องการเนื้อหาที่ลึกซึ้งมากนัก หากกำลังมองหาซีรีส์ใหม่ ๆ บน Prime Video สามารถดูรายการแนะนำได้ที่ 60 ซีรีส์ใหม่บน Prime Video

Steal (2026) คือซีรีส์ระทึกขวัญที่สร้างมาเพื่อความบันเทิงแบบดูต่อเนื่อง โดยมี โซฟี เทิร์นเนอร์ เป็นแกนหลักที่ทำให้เรื่องมีชีวิตชีวาด้วยการแสดงที่เต็มไปด้วยพลังและความจริงใจ แม้ว่าโครงเรื่องจะมุ่งเน้นไปที่ การผลิต twist ต่อ twist อย่างไม่หยุดหย่อนและขาดความลึกซึ้งในการพัฒนาตัวละครและการสำรวจประเด็นทางสังคม แต่ก็ยังให้ความบันเทิงได้ดีสำหรับคนที่ต้องการซีรีส์แบบ binge-watching ที่ไม่ต้องคิดมาก หากกำลังมองหาซีรีส์เพื่อดูในช่วงสุดสัปดาห์หรือเวลาว่าง Steal ก็เป็นตัวเลือกที่โอเคทีเดียว แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้อะไรที่ลึกซึ้งหรือจดจำได้นาน การแสดงของเทิร์นเนอร์คือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้ยืนหยัดได้ และหากเป็นแฟนของเธอ ก็คุ้มค่ากับการลองดู สำหรับใครที่สนใจซีรีส์จาก Prime Video ลองเช็กซีรีส์อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Amazon Prime Video มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าชอบหรือไม่ชอบ Steal อย่างไร และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาซีรีส์ใหม่ ๆ บน Prime Video!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: สตีล: ลับ ลวง ปล้น
  • ประเภท: ระทึกขวัญ, อาชญากรรม, ดราม่า
  • วันที่ออกฉาย: 21 มกราคม 2569 (21 January 2026)
  • นักแสดงนำ: โซฟี เทิร์นเนอร์ (Sophie Turner), อาร์ชี่ เมดิควี (Archie Madekwe), เจคอบ ฟอร์จูน-ลอยด์ (Jacob Fortune-Lloyd), อีโลอีส โทมัส (Eloise Thomas)
  • ผู้สร้าง/เขียนบท: S.A. Nikias (Sotiris Nikias)
  • ผู้กำกับ: Sam Miller, Hettie Macdonald
  • จำนวนตอน: 6 ตอน
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Prime Video

ซีรีส์ปล้นระทึกที่สนุกแต่ขาดมิติลึก

โครงเรื่อง - 6.8
การแสดง - 7.8
โปรดักชัน - 7.2
ความบันเทิง - 7.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7

7.3

Steal เป็นซีรีส์ระทึกขวัญที่ออกแบบมาสำหรับการดูแบบ binge-watching โดยมีโซฟี เทิร์นเนอร์เป็นแกนหลักในบท Zara พนักงานออฟฟิศธรรมดาที่ถูกบังคับให้ช่วยปล้นเงินบำนาญมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ ซีรีส์ 6 ตอนนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการพลิกโผที่คาดไม่ถึง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขาดความลึกซึ้งในการพัฒนาตัวละครและการสำรวจประเด็นทางสังคม การแสดงของเทิร์นเนอร์ช่วยยกระดับซีรีส์ด้วยพลังและความจริงใจ ในขณะที่การกำกับของ Sam Miller และ Hettie Macdonald สร้างฉากระทึกขวัญที่กระชับและน่าจับตามอง แม้ว่าซีรีส์จะพยายามแตะประเด็นเรื่องความยากลำบากของคนธรรมดา แต่ก็ทำได้เพียงแค่ผิวเผิน ทำให้รู้สึกว่าเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อสร้าง plot twist มากกว่าการนำเสนอเนื้อหาที่มีความหมาย

User Rating: Be the first one !

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button