![[รีวิว-เรื่องย่อ] เดอะบลัฟ ชำระแค้นราชินีโจรสลัด | The Bluff (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/02/Review-The-Bluff-2026.webp)
- The Bluff เป็นหนังโจรสลัดแอ็คชั่นที่นำเสนอด้านมืดของการเป็นโจรสลัด ไม่โรแมนติกเหมือนหนังโจรสลัดทั่วไป เน้นความดิบเถื่อนและสมจริงในฉากต่อสู้ระดับเรต R
- การแสดงของ ปริยังกา โชปรา โจนัส เป็นจุดแข็งที่สุดของหนัง ทั้งฉากแอ็คชั่นและฉากอารมณ์ แต่ตัวละครสมทบรวมถึง คาร์ล เออร์บัน ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่
- เนื้อเรื่องเป็นแนวล้างแค้นตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรซับซ้อนเกินไป ทำให้หนังขาดความลุ้นระทึกในช่วงท้าย
- งานภาพและ world-building ของเกาะเคย์แมน แบรกทำได้ดี แต่ถูกจำกัดด้วยบทที่ตื้นเกินไป
หนังโจรสลัดในความทรงจำของเราส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยการผจญภัยสุดอลังการ เรือรบยิงปืนใหญ่กันกลางทะเล แต่ The Bluff (2026) บน Prime Video กลับพลิกสูตรสำเร็จนั้นทิ้งหมด แล้วเสิร์ฟหนังโจรสลัดแอ็คชั่นที่ดิบ เถื่อน และโฟกัสไปที่แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งที่ต้องสู้เพื่อปกป้องครอบครัว เมื่ออดีตอันมืดมนตามหลอกหลอนกลับมาอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ไม่ได้โรแมนไทซ์ชีวิตโจรสลัดแม้แต่น้อย แต่เจาะลึกไปที่ ความโหดร้ายของโลกยุคศตวรรษที่ 19 ในทะเลแคริบเบียน อย่างไม่ไว้หน้า ลองมาดูกันว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้เราตื่นเต้นได้มากแค่ไหน
The Bluff เล่าเรื่องของ เออร์เซลล์ “บลัดดี้ แมรี่” บอดเดน (ปริยังกา โชปรา โจนัส) อดีตโจรสลัดสุดโหดที่วางดาบแล้วมาใช้ชีวิตเงียบๆ บนหมู่เกาะ เคย์แมน กับสามี ที.เอช. บอดเดน (อิสมาเอล ครูซ คอร์โดวา) ลูกชายไอแซก (เวดันเทน ไนดู) และน้องสะใภ้เอลิซาเบธ (ซาเฟีย โอกลีย์-กรีน) ทุกอย่างดูสงบสุขจนกระทั่ง กัปตันคอนเนอร์ (คาร์ล เออร์บัน) อดีตกัปตันของเธอแล่นเรือมาถึงเกาะพร้อมลูกเรือเต็มลำ ทั้งเพื่อเอาทองคำคืนและล้างแค้นส่วนตัว เออร์เซลล์ที่พยายามจะเป็นแม่บ้านธรรมดาจึงต้องปลุกสัญชาตญาณนักสู้ในตัวขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อปกป้องทุกคนที่เธอรัก
จุดขายที่โดดเด่นที่สุดของ The Bluff คือ ฉากแอ็คชั่น ที่ออกแบบท่าต่อสู้โดย ทาร่า แม็คเคน และ ไคล์ การ์ดิเนอร์ ทีมเดียวกับที่เคยทำให้ หนังแอ็คชั่น จากค่าย Marvel หนังไม่ได้ขายความสวยงาม แต่ขายความรุนแรงแบบสมจริงระดับเรต R ตั้งแต่การฟันดาบ การต่อสู้มือเปล่า ไปจนถึงการใช้ปืนคาบศิลาและกับดักสุดโหด ทุกฉากให้ความรู้สึกหนักหน่วงและมีน้ำหนัก ไม่ใช่แค่ตบตีกันเล่นๆ สิ่งที่ทำให้มันต่างจาก หนังโจรสลัด ทั่วไปคือโทนที่ไม่โรแมนติกเลย แต่ฉากต่อสู้กลับให้อารมณ์คล้ายหนังอย่าง John Wick มากกว่าจะเป็น Pirates of the Caribbean

ต้องยอมรับว่า ปริยังกา โชปรา โจนัส (Priyanka Chopra Jonas) คือหัวใจและพลังขับเคลื่อนของหนังเรื่องนี้ เธอทำให้เออร์เซลล์เป็นตัวละครที่ทั้งเข้มแข็งและเปราะบางได้อย่างน่าเชื่อถือ ฉากแอ็คชั่นที่เธอจัดการโจรสลัดทีละคนนั้นดุดันมาก ขณะเดียวกันฉากอารมณ์ที่เธอต้องปกป้องลูกชายที่พิการก็สะเทือนใจไม่น้อย เธอผ่านประสบการณ์ทั้งใน Citadel, Quantico และหนังบอลลีวูดมามาก ทำให้การแสดงในหนังเรื่องนี้ดูเป็นธรรมชาติ เธอจับดาบ ยิงปืน และต่อสู้ด้วยมือเปล่าได้อย่างน่าทึ่ง ราวกับ เวอร์ชันโจรสลัดของ John Wick เลยทีเดียว
ในทางกลับกัน คาร์ล เออร์บัน (Karl Urban) ในบท กัปตันคอนเนอร์ นั้นดูเป็นตัวร้ายที่น่ากลัวในแง่ของบุคลิกและความดุดัน แต่ปัญหาคือบทให้เขาทำได้แค่ขู่คนไปเรื่อยๆ แรงจูงใจของตัวละครค่อนข้างตรงไปตรงมาจนเกินไป เขาแค่อยากได้ทองคืนและล้างแค้น ไม่มีมิติอื่นให้ขุดลึก เออร์บันเล่นสนุกกับบทนี้และมีความเป็นวายร้ายที่เมามันอยู่ แต่เมื่อเทียบกับผลงานอื่นๆ ของเขาอย่างใน The Boys หรือ Lord of the Rings แล้ว ตัวละครนี้ยังห่างไกลจากศักยภาพที่ควรจะเป็น ตัวละครสมทบคนอื่นๆ ก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ถูกเขียนมาให้มีแค่หน้าที่เดียวโดยไม่ได้พัฒนาให้มีความลึกซึ้ง
บทของ แฟรงก์ อี. ฟลาวเวอร์ส (Frank E. Flowers) และ โจ บัลลาริน (Joe Ballarini) นำเสนอเนื้อเรื่อง แนวล้างแค้น แบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม คนนึงอยากแก้แค้นอีกคน พื้นหลังของความขัดแย้งก็ค่อนข้างสุ่ม เมื่อรวมกับการพัฒนาตัวละครที่น้อยเกินไปของทุกคน ทำให้หนังเสียน้ำหนักและความตึงเครียดไปเยอะ ตั้งแต่ต้นเรื่องก็รู้แล้วว่าใครจะรอดใครจะตาย ไม่มีจุดพลิกผันที่ทำให้ต้องลุ้นหนักใจ บทมีการแตะเรื่อง ความรุนแรงจากลัทธิอาณานิคม และการเป็นทาสอยู่บ้าง แต่ก็แค่ผ่านๆ ไม่ได้ขุดลึกพอที่จะทำให้หนังมีน้ำหนักมากกว่าหนังล้างแค้นธรรมดา

ผู้กำกับภาพ เกร็ก บัลดี (Greg Baldi) ถ่ายทำหนังในออสเตรเลียแต่ให้บรรยากาศเหมือนหมู่เกาะเคย์แมน แบรกจริงๆ ฉากหลังของเกาะไม่ใช่แค่ฉากประกอบแบบขอไปที แต่ดูมีชีวิตและสัมผัสได้ถึงความร้อนและความเปียกชื้น ทั้งหาดทราย ป่ารก ถ้ำลับ และหน้าผาสูงชันถูกใช้เป็นสนามรบได้อย่างครีเอทีฟ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในถ้ำที่ใช้แสงจากปืนเป็นตัวส่องสว่างนั้นสร้างสรรค์มาก ส่วนเสียงประกอบของ เฮนรี่ แจ็คแมน (Henry Jackman) ก็ช่วยเสริมอารมณ์ตึงเครียดและยิ่งใหญ่ให้หนังได้ดี แม้จะไม่ได้โดดเด่นจนน่าจดจำ แต่ก็ทำหน้าที่ของมันได้ครบ
แฟรงก์ อี. ฟลาวเวอร์ส ที่เคยกำกับหนังชีวประวัติ Bob Marley: One Love เลือกที่จะนำเสนอ หนังโจรสลัด ในมุมที่ต่างออกไป เขาเกิดที่หมู่เกาะเคย์แมนเองและมีสายเลือดโจรสลัดจริงๆ ทำให้เขาเข้าใจฉากหลังเป็นอย่างดี หนังเปิดด้วยตัวหนังสือว่า “Pirates of the Caribbean” แบบตั้งใจ เพื่อบอกว่านี่ไม่ใช่หนังโจรสลัดแบบที่เราคุ้นเคย โจรสลัดในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นฮีโร่ แต่เป็น เจ้าอาณานิคมและนายทาส ที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ด้วยการโปรดิวซ์ของพี่น้องรุสโซ (Russo Brothers) จาก AGBO ทำให้หนังได้มาตรฐานงานโปรดักชันระดับหนังใหญ่ แม้จะฉายบน Prime Video เท่านั้น
The Bluff เป็นหนังที่พักอยู่บนบ่าของปริยังกา โชปรา โจนัส แทบทั้งหมด เธอรับมือทั้งฉากแอ็คชั่นและฉากอารมณ์ได้อย่างมั่นใจ แต่นอกเหนือจากเธอแล้ว ทุกอย่างดูยังพัฒนาไม่เต็มที่ เรื่องราวดำเนินไปอย่างสะดวกเกินจริง และก่อนจะรู้ตัว หนังก็มาถึงบทสรุปที่คาดเดาได้แล้ว งานภาพและ world-building ทำได้ดี แต่ก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่งเมื่อเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนพอ สำหรับสายแอ็คชั่นที่ชอบหนังบู๊สุดดิบแนว หนังผจญภัย จะถูกใจ แต่ถ้าหวังอะไรมากกว่าหนังล้างแค้นธรรมดา ก็อาจรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรบางอย่าง ลองดูแล้วมาแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์ว่ารู้สึกยังไง และแชร์รีวิวนี้ให้คนที่กำลังมองหา หนังโจรสลัดแนวใหม่ บน Prime Video ได้เลย!
- ชื่อเรื่องในภาษาไทย: เดอะบลัฟ ชำระแค้นราชินีโจรสลัด
- ประเภท: แอ็คชั่น, ผจญภัย, ดราม่า
- วันที่เข้าฉาย: 25 กุมภาพันธ์ 2569
- นักแสดงนำ: ปริยังกา โชปรา โจนัส (Priyanka Chopra Jonas), คาร์ล เออร์บัน (Karl Urban), อิสมาเอล ครูซ คอร์โดวา (Ismael Cruz Córdova), ซาเฟีย โอกลีย์-กรีน (Safia Oakley-Green), เทมูเอร่า มอร์ริสัน (Temuera Morrison)
- ผู้กำกับ: แฟรงก์ อี. ฟลาวเวอร์ส (Frank E. Flowers)
- ความยาว: 1 ชั่วโมง 41 นาที
- เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 67%
- ช่องทางการดูในประเทศไทย: Prime Video
The Bluff แอ็คชั่นดิบจัด แต่เรื่องราวยังตื้นเกินไป
โครงเรื่อง - 5
การแสดง - 7.2
โปรดักชัน - 7
ความบันเทิง - 6.5
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6
6.3
The Bluff เป็นหนังโจรสลัดแอ็คชั่นที่พึ่งพาการแสดงของปริยังกา โชปรา โจนัสเป็นหลัก ฉากต่อสู้ดิบเถื่อนสมจริงระดับเรต R ถือเป็นไฮไลต์ที่ทำให้หนังน่าดู แต่เนื้อเรื่องแนวล้างแค้นที่ตรงไปตรงมาเกินไป ตัวละครสมทบที่ขาดมิติ และจุดพลิกผันที่คาดเดาได้ ทำให้หนังเสียโมเมนตัมเร็วกว่าที่ควร งานภาพของเกาะเคย์แมนสวยงาม แต่ช่วยกู้บทที่อ่อนแอได้แค่ระดับหนึ่ง สรุปดูเพลินได้แต่ไม่ใช่หนังที่จะจำได้นาน
![[รีวิว-เรื่องย่อ] Cross ซีซั่น 2 ซีรีส์สืบสวนล่าเศรษฐีชั่ว Prime Video](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/02/Review-Cross-Season-2.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] แดนจลาจล | State of Fear (2026) หนังแอ็คชั่นบราซิลสุดเดือด](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/02/Review-State-of-Fear-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] คลั่งนรก หลบตาย | Shelter (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Shelter-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] 90 นาทีสั่งตาย | Mercy (2026) หนังระทึกขวัญ AI ตัดสินชีวิต](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Mercy-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] เมืองห่าผี นรกคืนชีพ | Return to Silent Hill (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Return-to-Silent-Hill-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] คู่พยัคฆ์เดือด เชือดเจ้าพ่อฮาวาย | The Wrecking Crew (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-The-Wrecking-Crew-2026.webp)
![[รีวิว-เรื่องย่อ] โปรดส่งใครมาช่วยฉันที | Send Help (2026)](https://www.nanitalk.com/wp-content/uploads/2026/01/Review-Send-Help-2026.webp)