รีวิวหนัง-ซีรีส์

[รีวิว-เรื่องย่อ] Eko (2025) หนังระทึกขวัญลึกลับจากอินเดีย

  • Eko เป็นหนังลึกลับระทึกขวัญจากอินเดีย ภาคจบของ Animal Trilogy ผลงานของนักเขียนบท บาฮุล รเมศ (Bahul Ramesh) ต่อจาก Kishkindha Kaandam และ Kerala Crime Files 2
  • หนังเล่าเรื่องการตามหา คุริยาจัน นักเพาะพันธุ์สุนัขที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ผ่านมุมมองของภรรยาและคนดูแลบ้านที่ซ่อนความลับมากมาย
  • จุดเด่นของหนังคือบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อน การเล่าเรื่องแบบไม่ตรงไปตรงมา และการหักมุมในช่วงท้ายที่น่าประทับใจ
  • ได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกจากนักวิจารณ์และประสบความสำเร็จทางรายได้ ด้วยทุนสร้างเพียง 50 ล้านบาท แต่ทำเงินไปกว่า 500 ล้านบาท

เคยสงสัยไหมว่าถ้าเราหนีไปอยู่กลางป่าเขาห่างไกลผู้คน จะเกิดอะไรขึ้น? แล้วถ้าคนที่อยู่ด้วยกลับมีความลับมากมายซ่อนอยู่ล่ะ? หนัง Eko (2025) ของผู้กำกับ ดินจิต อัยยาธัน (Dinjith Ayyathan) พาเราไปเจาะลึกการตามหาชายลึกลับที่หายตัวไปในหุบเขาหมอกของรัฐ เกรละ ประเทศอินเดีย หนังเรื่องนี้เป็นภาคจบของ Animal Trilogy ที่เขียนบทโดย บาฮุล รเมศ (Bahul Ramesh) คนเดียวกับที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับ Kishkindha Kaandam และ Kerala Crime Files ซีซัน 2 ทำให้คนดูคาดหวังสูงมากกับหนังเรื่องนี้

รีวิวและเรื่องย่อ Eko

Eko เล่าเรื่องราวของ คุริยาจัน (รับบทโดย เซาราภ ซาชเดวา) นักเพาะพันธุ์สุนัขชื่อดังที่หายตัวไปอย่างลึกลับเป็นเวลาหลายปี มีข่าวลือว่าเขาซ่อนตัวอยู่ในถ้ำลึก โดยมีสุนัขฝึกของเขาคอยปกป้อง ในบ้านหลังใหญ่กลางป่าเขา มลาธี เชตาธี (รับบทโดย บิอานา โมมิน) ภรรยาชาวมาเลเซียของเขาอาศัยอยู่กับ ปียูส (รับบทโดย สันดีป ปราดีป) คนดูแลบ้านหนุ่มที่ถูกจ้างมาดูแลเธอ รอบบ้านมีสุนัขพันธุ์หายากจากมาเลเซียคอยเฝ้าอย่างเข้มงวด ราวกับผู้พิทักษ์ที่ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เจ้านาย

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ โมหัน โปธาน (รับบทโดย วินีต) มาถึงบริเวณชายแดนเกรละ-กรณาฏกะ เพื่อตามหาบ้านของคุริยาจันเพื่อน เขาต้องการสุนัขพันธุ์หายากที่คุริยาจันนำมาจากมาเลเซียเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่นานศพของโมหันก็ถูกพบ ดูเหมือนตกหน้าผาเสียชีวิต พร้อมกับสุนัขฮัสกี้ตัวเมียที่เขานำมาก็ตายไปด้วย จากจุดนี้เป็นต้นไป คนแปลกหน้าหลายคนเริ่มมาถึงบ้านหลังนี้เพื่อตามหาคุริยาจัน แต่ละคนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน และทุกคนต่างมีความลับซ่อนอยู่

หนังใช้การตัดสลับระหว่างยุคสมัยต่าง ๆ ได้อย่างชาญฉลาด มีฉากย้อนอดีตไปถึงยุค สงครามโลกครั้งที่ 2 ในบริติชมาลายา ที่เราได้เห็นที่มาของคุริยาจันและความสัมพันธ์กับ โยสิยาห์ เจ้าของบ้านผู้ทรงอิทธิพล พร้อมกับฝูงสุนัขพันธุ์ดีที่เชื่อฟังคำสั่งเจ้านายอย่างเคร่งครัด การเล่าเรื่องแบบไม่ตรงไปตรงมานี้ทำให้ผู้ชมต้องปะติดปะต่อเรื่องราวไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ภาพรวมทั้งหมด

สิ่งที่ทำให้ Eko โดดเด่นคือการใช้ สุนัข เป็นมากกว่าแค่สัตว์ในเรื่อง ตลอดทั้งเรื่องมีประโยคหนึ่งที่สะท้อนแก่นของหนังได้ดีว่า สุนัขสามารถสอนได้ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเจ้านายจะฝึกให้มันเป็นแบบไหน นี่คือคำถามที่หนังเสนอต่อผู้ชม มนุษย์เราก็เป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า? เราถูกสอน ถูกฝึก ถูกควบคุมโดยคนอื่นเหมือนกันไหม?

ในหนังมีตัวละครหนึ่งพูดอย่างไม่เหมาะสมว่าถ้าสุนัขตัวเมียหรือผู้หญิงมีอารมณ์ ก็ต้องถูกขังไว้ แต่ตลกร้ายคือตลอดทั้งเรื่อง คนที่มีอารมณ์รุนแรงที่สุดกลับเป็นผู้ชายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความโลภ หรือความต้องการทางเพศ ผู้หญิงในเรื่องถูกมองเป็นเพียงคนที่ต้องดูแล หรือเป็นวัตถุที่ต้องยึดครอง แต่ตอนจบของหนังจะพลิกมุมมองนี้อย่างสิ้นเชิง

สันดีป ปราดีป (Sandeep Pradeep) ในบทปียูสเป็นหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้ เขาแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติในฐานะคนดูแลบ้านที่ดูเงียบขรึมแต่ซ่อนความซับซ้อนไว้ภายใน การแสดงของเขาละเมียดละไมมาก โดยเฉพาะฉากที่เขาต้องเผชิญกับคนแปลกหน้าที่มาตามหาคุริยาจัน แต่ละครั้งเราจะเห็นว่าเขาปกปิดอะไรบางอย่างอยู่

บิอานา โมมิน (Biana Momin) ในบทมลาธีแสดงได้อย่างน่าประทับใจ เธอเป็นผู้หญิงสูงวัยที่ดูเหมือนต้องการความช่วยเหลือ แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่อ่อนแอกลับมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ เธอมีฉากน้อยแต่ทุกฉากที่ปรากฏล้วนทิ้งความประทับใจ เซาราภ ซาชเดวา (Saurabh Sachdeva) ในบทคุริยาจันก็แสดงได้ดีในฐานะชายลึกลับที่ตำนานรายล้อมตัวเขา เราได้เห็นเขาผ่านเรื่องเล่าของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ตัวละครยิ่งดูน่าค้นหา

บาฮุล รเมศ (Bahul Ramesh) พิสูจน์อีกครั้งว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเขียนบทที่เก่งที่สุดของ วงการหนังมาลายาลัม ในยุคปัจจุบัน บทของเขามีความซับซ้อนแต่ไม่สับสน เหมือนนิยายลึกลับชั้นดีที่แต่ละหน้าเปิดเผยข้อมูลใหม่ทีละนิด การเล่าเรื่องของเขาไม่ยัดเยียดคำตอบให้ผู้ชม แต่ปล่อยให้คนดูคิดและตีความเอง

สิ่งที่น่าชื่นชมคือความประหยัดในการเล่าเรื่อง มีฉากหนึ่งที่เราได้ยินเสียงระเบิดจากที่ไกล แค่นั้นก็พอจะบอกผู้ชมได้ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด โดยไม่ต้องใส่ข้อความบอกว่า “ปี 1942” หรืออะไรทำนองนั้น นี่คือ หนังระทึกขวัญ ที่เชื่อมั่นในสติปัญญาของผู้ชม ซึ่งหาได้ยากในยุคนี้ สำหรับคนที่ชอบแนวนี้ ลองอ่านแนะนำหนังหักมุม NETFLIX สนุก ๆ เพิ่มเติมได้

บาฮุล รเมศ นอกจากจะเขียนบทแล้ว ยังทำหน้าที่ถ่ายภาพด้วย ซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาในวงการหนัง ภาพหุบเขา กาตตุกุนนุ ที่ปกคลุมด้วยหมอกถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามแต่ไม่โรแมนติก สถานที่ในหนังดูเย็นชา อันตราย และซ่อนความลับไว้มากมาย ไม่ใช่สวรรค์บนดินที่น่าหลบหนีไปอยู่

ดนตรีประกอบของ มูจีบ มาจีด (Mujeeb Majeed) ช่วยเสริมบรรยากาศได้อย่างลงตัว เสียงดนตรีไม่โหมกระหน่ำเกินไป แต่คอยสร้างความรู้สึกไม่สบายใจและกังวลที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรื่องราวดำเนินไปสู่จุดสูงสุด การตัดต่อของ ซูราช อี.เอส. (Sooraj E.S.) ก็ทำได้ดี โดยเฉพาะการตัดสลับระหว่างยุคสมัยต่าง ๆ ที่ไม่ทำให้ผู้ชมสับสน

ชื่อหนัง Eko หมายถึง “เสียงสะท้อน” ซึ่งสะท้อนถึงแก่นของเรื่องได้ดี ทุกอย่างในหนังเป็นเสียงสะท้อนของอดีต ความลับที่ซ่อนไว้ย้อนกลับมาหลอกหลอน การกระทำในอดีตส่งผลต่อปัจจุบัน และวงจรของการครอบครองและถูกครอบครองไม่เคยจบสิ้น

บาฮุล รเมศ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาเรียกไตรภาคนี้ว่า Freedom Trilogy ได้เหมือนกัน ใน Kishkindha Kaandam ตัวละครเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความจริงของตัวเอง ใน Kerala Crime Files พูดถึงความจงรักภักดีและการเป็นทาส ส่วนใน Eko พูดถึงเส้นบาง ๆ ระหว่าง การปกป้อง กับ การจำกัด บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนการปกป้องก็อาจเป็นการกักขังในอีกรูปแบบหนึ่ง

ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือบทภาพยนตร์ที่แน่นปึ้ก การเล่าเรื่องที่ชาญฉลาด และการหักมุมที่น่าพอใจ หนังไม่ดูถูกผู้ชม แต่ปล่อยให้คนดูคิดและตีความเอง การแสดงก็ดีทุกคน โดยเฉพาะนักแสดงหลักที่ถ่ายทอดตัวละครที่ซับซ้อนได้อย่างน่าเชื่อถือ

ข้อเสียคือจังหวะหนังค่อนข้างช้า อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบ หนังไล่ล่าระทึกขวัญ ที่เร้าใจตลอดเวลา หนังต้องการความอดทนจากผู้ชม ถ้าไม่ตั้งใจดูอาจพลาดรายละเอียดสำคัญ นอกจากนี้การเล่าเรื่องแบบไม่ตรงไปตรงมาอาจทำให้บางคนสับสน โดยเฉพาะถ้าไม่คุ้นเคยกับหนังแนวนี้

หลายคนอาจสงสัยว่า Eko เทียบกับ Kishkindha Kaandam แล้วเป็นอย่างไร ทั้งสองเรื่องมีทีมงานเดียวกัน มีการเล่าเรื่องแบบลึกลับคล้ายกัน และมีสัตว์เป็นส่วนสำคัญของเรื่อง ใน Kishkindha Kaandam เป็นลิง ส่วนใน Eko เป็นสุนัข

ความแตกต่างคือ Kishkindha Kaandam พูดถึงครอบครัวและความลับที่ซ่อนอยู่ในบ้าน ในขณะที่ Eko พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าและคำถามเรื่องความไว้วางใจ Kishkindha Kaandam มีความอบอุ่นซ่อนอยู่แม้จะมืดมน แต่ Eko เย็นชากว่ามาก ทุกตัวละครระแวงกันและกัน แม้แต่คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน

Eko (2025) เป็นหนังที่พิสูจน์ว่าหนังอินเดียนอกกระแสหลักมีคุณภาพไม่แพ้ใคร หนังเรื่องนี้ไม่ได้มาพร้อมกับดาราดัง ไม่มีฉาก แอ็คชั่น หวือหวา และไม่มีเพลงประกอบสนุกสนาน แต่มีบทที่แน่น การเล่าเรื่องที่ชาญฉลาด และการหักมุมที่น่าพอใจ ถ้าชอบหนังจิตวิทยาระทึกขวัญ และยอมอดทนกับจังหวะที่ช้า หนังเรื่องนี้จะให้รางวัลที่คุ้มค่า มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงอะไรบ้าง และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบหนังลึกลับระทึกขวัญ แนว slow burn ที่เต็มไปด้วยความหมาย!

  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Eko (ekō)
  • ประเภท: ลึกลับ, ระทึกขวัญ, ดราม่า
  • วันที่ออกฉาย: 21 พฤศจิกายน 2568
  • นักแสดงนำ: สันดีป ปราดีป (Sandeep Pradeep), บิอานา โมมิน (Biana Momin), วินีต (Vineeth), นาเรน (Narain), เซาราภ ซาชเดวา (Saurabh Sachdeva)
  • ผู้กำกับ: ดินจิต อัยยาธัน (Dinjith Ayyathan)
  • ผู้เขียนบทและถ่ายภาพ: บาฮุล รเมศ (Bahul Ramesh)
  • เพลงประกอบ: มูจีบ มาจีด (Mujeeb Majeed)
  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 7 นาที
  • เรตติ้ง IMDb: 8.1/10
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: Netflix

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button