วันสำคัญ

วันมะเร็งโลก 2019 World Cancer Day 4 กุมภาพันธ์

วันมะเร็งโลก 2019 (World Cancer Day) คือ ตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี มาดูความสำคัญ และ มารู้จักโรคมะเร็ง สาเหตุ อาการ การป้องกัน มีอะไรบ้างมาดูกัน

วันมะเร็งโลก

วันมะเร็งโลก (World Cancer Day) องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) พบว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของผู้คนทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นสูงในทุก ๆ ปี ดังนั้นเพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงโรคมะเร็ง จึงได้กำหนดให้ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันที่คนทั่วโลกมาร่วมกันทบทวนเรื่องความก้าวหน้าในการต่อสู้กับโรคมะเร็งร้าย และช่วยกันสร้างความตระหนักเรื่องโรคมะเร็ง คิดค้นยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคนี้ ตลอดจนกำหนดนโยบายระดับชาติและระดับโลกที่ช่วยบรรเทาความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากโรคมะเร็ง วันมะเร็งโลก ในปี 2559-2561 มีแคมเปญการรณรงค์ว่า “เราทำได้ คุณก็ทำได้ ห่างไกลมะเร็งไปด้วยกัน” ซึ่งเน้นว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อสู้กับมะเร็งร้ายได้ก็คือการแต่ละคนเข้ามามีบทบาทและร่วมแรงร่วมใจไปด้วยกันนั่นเอง

การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้ ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ ๆ

กิจกรรมในวันมะเร็งโลก

ทุกปีหน่วยงานด้านสาธารณสุขจะรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของโรคมะเร็ง โดยแนะนำให้ตรวจคัดกรองเพื่อที่ว่าหากพบจะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ ลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ พร้อมกับรณรงค์ให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรมส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็ว และมากกว่าปกติทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น เท่าที่มีรายงานไว้ในขณะนี้มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของโรคที่รุนแรงผู้ป่วยจะมีชีวิตการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

ในปี 2012 มีมะเร็งรายใหม่เกิดขึ้นทั่วโลกประมาณ 14,100,000 ราย (ไม่รวมถึงโรคมะเร็งผิวหนังอื่นที่ไม่ใช่เนื้องอก) มันะทำให้เกิดการเสียชีวิต 8,200,000 รายหรือ 14.6% ของการเสียชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด ชนิดที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็ง ในเพศชายเป็นมะเร็งปอด, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งลำไส้ใหญ่, และมะเร็งกระเพาะอาหาร ในเพศหญิงชนิดที่พบมากที่สุดคือมะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งปอด, และมะเร็งปากมดลูก หากมะเร็งผิวหนังอื่นที่ไม่ใช่เนื้องอกถูกรวมอยู่ใน มะเร็งใหม่ทั้งหมด

ในแต่ละปีมะเร็งดังกล่าวจะคิดเป็นประมาณ 40% ของผู้ป่วย ในเด็ก โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบ lymphoblastic เฉียบพลันและเนื้องอกในสมองเป็นโรคส่วนใหญ่ร่วมกันยกเว้นในทวีปแอฟริกาที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดแพร่กระจายเร็วเกิดขึ้นบ่อย ในปี 2012 เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีประมาณ 165,000 คนได้รับการวินิจฉัยว่าเ​​ป็นมะเร็ง ความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามอายุและมะเร็งหลายชนิดเกิดขึ้นได้ทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว อัตราเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อประชาชนมีชีวิตมากขึนและวิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศกำลังพัฒนา ต้นทุนทางการเงินของโรคมะเร็งอยู่ที่ประมาณ US$ 1.16 ล้านล้านต่อปีในปี 2010

สาเหตุของโรคมะเร็ง

สาเหตุของโรคมะเร็งนั้นมีหลากหลาย ซับซ้อนและเข้าใจเพียงบางส่วนเท่านั้น มีหลายปัจจัยที่ทราบแล้วว่าเพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็ง ได้แก่ การสูบบุหรี่ (อัตราการตาย 22%) ปัจจัยด้านอาหาร, การขาดกิจกรรมการออกกำลังกาย, โรคอ้วน, และการบริโภคแอลกอฮอล์ (อัตราการตายรวมกัน 10%) นอกนั้นเป็นการติดเชื้อบางอย่าง, การสัมผัสรังสี, และมลภาวะสิ่งแวดล้อม ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เกือบ 20% ของโรคมะเร็งเกิดจากการติดเชื้อเช่นโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิด B, ชนิด C, และ Human papillomavirus เป็นไวรัสดีเอ็นเอในแฟมิลี papillomavidae ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ได้สายพันธุ์หนึ่ง

โดยทั่วไปก่อนที่มะเร็งจะพัฒนาขึ้น การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของยีนจะเกิดขึ้นก่อน ประมาณ 5–10% ของมะเร็งเกิดจากการติดเชื้อทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้ยีนเสียหายโดยตรง หรืออาจประกอบกับความบกพร่องทางพันธุกรรมที่มีอยู่เดิมในเซลล์ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ มะเร็งราว 5–10% สามารถติดตามไปยังความบกพร่องทางพันธุกรรมแต่กำเนิดโดยตรง

มะเร็งมีอะไรบ้าง
ภาพจาก tsco.or.th

มะเร็งมีอะไรบ้าง

  • มะเร็งช่องปาก
  • มะเร็งปากมดลูก
  • มะเร็งตับ
  • มะเร็งเต้านม
  • มะเร็งปอด
  • มะเร็งช่องปาก
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • มะเร็งผิวหนัง
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • มะเร็งหลอดอาหาร
  • มะเร็งตับ
  • มะเร็งโพรงหลังจมูก
  • มะเร็งรังไข่
  • มะเร็งผิวหนัง
  • มะเร็งมดลูก
  • มะเร็งกล่องเสียง
  • มะเร็งลำไล้ใหญ่และทวารหนัก
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • มะเร็งปอด

ประเภทของมะเร็ง

มะเร็งสามารถเกิดได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย (ยกเว้น ผม ขน ฟัน และเล็บที่งอกออกมาแล้วเท่านั้น ที่ไม่เป็นมะเร็ง) ในทางพยาธิวิทยา มะเร็งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามชนิดของเซลล์ หรือเนื้อเยื่อต้นกำเนิด เพื่อความเข้าใจง่าย จึงแบ่งมะเร็ง หรือเนื้องอกชนิดร้ายออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ

มะเร็งของเยื่อบุ (คาร์ซิโนมา)

ทั้งเยื่อบุภายนอก และภายใน เช่น มะเร็งของเยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เยื่อบุมดลูก รวมทั้งผิวหนังด้วย มะเร็งพวกนี้พบได้บ่อย และมีลักษณะเฉพาะตัว คือ มักจะมีการแพร่กระจายไปทางกระแสน้ำเหลืองก่อนทางกระแสเลือด ฉะนั้น จึงมีโอกาสรักษาให้หายได้ง่าย ทั้งโดยวิธีผ่าตัด หรือรังสีรักษา

มะเร็งของเนื้อเยื่อ (ซาร์โคมา)

มะเร็งของเนื้อเยื่อ เช่น มะเร็งของกล้ามเนื้อ ไขมัน ระบบประสาท กระดูก ฯลฯ มะเร็งพวกนี้มักจะมีการแพร่กระจายไปทางกระแสเลือดได้เร็ว และโดยเฉลี่ยแล้ว จะพบในคนอายุน้อยกว่าคนที่เป็นมะเร็งเยื่อบุ

มะเร็งทั้ง 2 พวกนี้มีความรุนแรงของโรคแตกต่างกันออกไป บางชนิดไม่รุนแรงมาก ค่อยเป็นค่อยไป และผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายปีแม้จะไม่ได้รับการรักษาแต่อย่างใด บางชนิดรุนแรงมาก แม้เพิ่งจะเริ่มเป็นก็สามารถแพร่กระจายไปได้รวดเร็ว จนในบางครั้งตรวจพบมะเร็งทุติยภูมิที่เกิดจากการแพร่กระจาย ก่อนที่จะตรวจพบมะเร็งปฐมภูมิด้วยซ้ำก็มี

อาการของโรคมะเร็ง
ภาพจาก azay.co.th

อาการของโรคมะเร็ง

ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อย ๆ และเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่าง ๆ นานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้แก่

  • มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากการดูแลตนเองในเบื้องตัน
  • มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักจะแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อย ๆ
  • ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก
  • หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
  • ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด
  • มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
  • อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือเป็นมูกเลือด
  • ท้องผูก สลับท้องสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
  • มีไข้ต่ำ ๆ หาสาเหตุไม่ได้
  • มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้
  • ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดลงจากเดิม 10%
  • มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย
  • ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน หรือ ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน
  • ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจร่วมกับ แขน หรือ ขาอ่อนแรง

การรักษามะเร็ง

การรักษามะเร็ง

ตัวเลือกในการรักษาโรคมะเร็งมีหลากหลายคน หลักก็คือการผ่าตัด, เคมีบำบัด, รังสีบำบัด, การรักษาด้วยฮอร์โมน, การรักษาด้วยการกำหนดเป้​​าหมายและการดูแลแบบประคับประคอง การรักษาแบบไหนจะขึ้นอยู่กับชนิด, ตำแหน่ง, และเกรดของโรคมะเร็งเช่นเดียวกับสุขภาพและความปรารถนาของบุคคล ความตั้งใจในการรักษาอาจจะเป็นแบบเพื่อแก้ไขหรือไม่แก้ไข

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดคือการรักษาโรคมะเร็งที่ใช้ยาต้านมะเร็งพิษ (cytotoxic anti-neoplastic drug) (ยาเคมีบำบัด (chemotherapeutic agents)) หนึ่งตัวหรือมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์มาตรฐาน เคมีบำบัดจะครอบคลุมยาต้านมะเร็งใด ๆ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ในวงกว้างเช่น alkylating agents และ antimetabolites ยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิมทำหน้าที่ฆ่าเซลล์ที่แบ่งอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติหลักของเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่

การรักษาด้วยการกำหนดเป้​​าหมายเป็นรูปแบบหนึ่งของยาเคมีบำบัดที่เล็งเป้าหมายไปที่โมเลกุลเฉพาะที่แตกต่างกันระหว่างเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติ การรักษาที่ตรงเป้าหมายครั้งแรกที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นจะปิดกั้นโมเลกุลที่เป็นตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม ตัวอย่างธรรมดาอีกกรณีหนึ่งก็คือระดับชั้นของสารยับยั้ง Bcr-Abl ซึ่งจะใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว myelogenous เรื้อรัง (CML) ปัจจุบันมีการรักษาโดยกำหนดเป้​​าหมายเพื่อรักษามะเร็งเต้านม, เนื้องอกไขกระดูกหลายจุด (multiple myeloma), โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งผิวหนังและมะเร็งอื่น ๆ

ประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็งและระยะของโรค เมื่อใช้ร่วมกับการผ่าตัด เคมีบำบัดได้พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ในหลายชนิดมะเร็งที่แตกต่างกัน ได้แก่ :. มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งตับอ่อน, มะเร็งกระดูก, มะเร็งอัณฑะ, มะเร็งรังไข่และมะเร็งปอดบางอย่าง ประสิทธิภาพโดยรวมมีช่วงจากอยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็งบางชนิดเช่น leukemias บางชนิด จนถึงไม่สัมฤทธิ์ผลเช่นในบางขนิดของเนื้องอกในสมอง

จนถึงไม่จำเป็นในมะเร็งอื่น ๆ เช่นมะเร็งผิวหนังที่ไม่ใช่เนื้องอกส่วนใหญ่ ประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดมักจะถูกจำกัดโดยความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย ถึงแม้ในขณะที่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ยาเคมีบำบัดสามารถรักษาโรคได้อย่างถาวร เคมีบำบัดอาจจะมีประโยชน์ในการลดอาการเช่นอาการปวดหรือเพื่อลดขนาดของเนื้องอกที่ไม่ทำงานในความหวังว่าการผ่าตัดจะเป็นไปได้ในอนาคต

การฉายรังสี

การรักษาด้วยการฉายรังสีจะเกี่ยวข้องกับการใช้รังสีในความพยายามที่จะรักษาหรือปรับปรุงอาการของโรคมะเร็ง มันทำงานโดยการทำลายดีเอ็นเอของเนื้อเยื่อมะเร็งที่นำไปสู่​​การตายของเซลล์ เพื่อป้องกันเนื้อเยื่อที่ดี (เช่นผิวหนังหรืออวัยวะที่รังสีจะต้องฉายผ่านระหว่างการรักษาเนื้องอก) ลำแสงรังสีที่มีการปรับรูปร่างจะถูกเล็งไปที่หลาย ๆ มุมของจุดสัมผัสกับเนื้องอกเพื่อให้จุดนั้นดูดซึมรังสีมากกว่าพื้นที่โดยรอบของเนื้อเยื่อที่ดี เช่นเดียวกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด โรคมะเร็งที่แตกต่างกันมีการตอบสนองต่อรังสีที่แตกต่างกัน

การรักษาด้วยการฉายรังสีถูกใช้ประมาณครึ่งหนึ่งของทุกกรณีและแหล่งสร้างรังสีอาจมาจากแหล่งภายในร่างกายในรูปแบบของการฝังแร่ (brachytherapy) หรือจากแหล่งสร้างรังสีภายนอก การฉายรังสีโดยทั่วไปส่วนใหญ่ใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำสำหรับการรักษามะเร็งผิวหนังในขณะที่ลำแสงเอ็กซ์เรย์พลังงานสูงจะใช้ในการรักษาโรคมะเร็งภายในร่างกาย รังสีโดยปกติจะใช้เสริมการผ่าตัดหรือเสริมเคมีบำบัด แต่บางประเภทของโรคมะเร็งเช่นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอในระยะเริ่มต้นอาจจะใช้เพียงการฉายรังสีอย่างเดียว สำหรับการแพร่กระจายไปที่กระดูกและสร้างความเจ็บปวดพบว่าการฉายรังสีมีประสิทธิภาพประมาณ 70% ของผู้ป่วย

ศัลยกรรม

การผ่าตัดเป็นวิธีการเบิ้องต้นของการรักษาโรคมะเร็งที่เป็นของแข็งแยกส่วนส่วนใหญ่และอาจมีบทบาทในการบรรเทาและการยีดอายุการอยู่รอด ปกติแล้วส่วนสำคัญของการวินิจฉัยที่ชัดเจนและการหาระยะของเนื้องอกด้วยวิธีตรวจชิ้นเนื้อมักเป็นสิ่งจำเป็น ในการหาตำแหน่งของมะเร็ง การผ่าตัดมักจะพยายามตัดเอาก้อนเนื้อทั้งหมดออกมา(ในบางกรณี)พร้อมกับต่อมน้ำเหลืองในพื้นที่ สำหรับโรคมะเร็งบางชนิด การตัดออกทั้งหมดเป็นสิ่งที่จำเป็นในการกำจัดโรคมะเร็ง

การบำบัดด้วยระบบภูมิคุ้มกัน

การบำบัดโรคมะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกัน ความหลากหลายของการรักษาโดยใช้ภูมิคุ้มกัน เป็นการกระตุ้นหรือช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ได้เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 1997 และยังคงเป็นพื้นที่ของการวิจัยที่จริงจังอย่างมาก

การแพทย์ทางเลือก

การรักษาโรคมะเร็งแบบเสริมและแบบทางเลือกเป็นระบบการดูแลสุขภาพที่มีความหลากหลายระบบหนึ่ง, เป็นการปฏิบัติและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์แผนปัจจุบัน “การแพทย์เสริม” หมายถึงวิธีการและยาที่ใช้พร้อมกับการแพทย์แผนปัจจุบันในขณะที่ “การแพทย์ทางเลือก” หมายถึง สารประกอบที่ใช้แทนการแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนใหญ่การแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือกสำหรับโรคมะเร็งยังไม่ได้รับการศึกษาหรือการทดสอบอย่างจริงจัง บางการรักษาแบบทางเลือกได้รับการตรวจสอบและแสดงให้เห็นแล้วว่าจะไม่ได้ผล แต่ก็ยังคงมีจำหน่ายในตลาดและได้รับการส่งเสริม นักวิจัยโรคมะเร็ง Andrew J. Vickers ได้กล่าวว่า ฉลาก ไม่ผ่านการพิสูจน์ ยังไม่เหมาะสมสำหรับการรักษาดังกล่าว ถึงเวลาแล้วที่จะยืนยันว่าการรักษาโรคมะเร็งทางเลือกจำนวนมาก “ไม่ได้รับการพิสูจน์”

การดูแลแบบประคับประคอง

การดูแลแบบประคับประคองหมายถึงการรักษาที่พยายามที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและอาจจะหรืออาจจะไม่สามารถใช้ร่วมกับความพยายามที่จะรักษาโรคมะเร็ง การดูแลแบบประคับประคองรวมถึงการดำเนินการเพื่อลดความทุกข์ทางร่างกาย ทางอารมณ์ ทางจิตวิญญาณและจิตสังคม ที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอันเนื่องมาจากโรคมะเร็ง ซึ่งแตกต่างจากการรักษาที่มีวัตถุประสงค์ที่จะฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรง เป้าหมายหลักของการดูแลแบบประคับประคองคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของบุคคลนั้น

ผู้ป่วยในทุกขั้นตอนของการรักษาโรคมะเร็งควรที่จะมีบางชนิดของการดูแลแบบประคับประคองเพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย ในบางกรณีองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์พิเศษจะแนะนำให้ผู้ป่วยและแพทย์ตอบสนองต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วยการดูแลแบบประคับประคองเท่านั้นและไม่ใช่การบำบัดแบบมุ่งหมายเพื่อการรักษาแต่เพียงอย่างเดียว

การดูแลแบบประคับประคองมักจะสับสนกับบ้านพักรับรองซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่เข้าสู่จุดสิ้นสุดของชีวิตเท่านั้น เช่นเดียวกับการดูแลที่บ้านพักรับรอง, การดูแลแบบประคับประคองพยายามที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับในสิ่งเขาต้องการได้ทันทีและเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่บุคคลนั้น แต่ที่แตกต่างจากการดูแลที่บ้านพักรับรองก็คือ การดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องหยุดการรักษาที่มุ่งเป้าไปที่การยืดชีวิตหรือการรักษาโรคมะเร็งของพวกเขา

แนวทางทางการแพทย์แห่งชาติหลายแห่งแนะนำการดูแลแบบประคับประคองเบื้องต้นสำหรับคนที่โรคมะเร็งสร้างอาการวิตก (ความเจ็บปวด, หายใจถี่, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้) หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในการรับมือกับความเจ็บป่วยของพวกเขา ในผู้ที่มีโรคแพร่กระจายเมื่อมีการวินิจฉัยครั้งแรก, ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาควรพิจารณาการดูแลแบบประคับประคองให้คำปรึกษาได้ทันที นอกจากนี้นักเนื้องอกควรพิจารณาการดูแลแบบประคับประคองให้คำปรึกษาให้คนที่รู้สึกว่ามีจะมีชีวิตอยู่น้อยกว่า 12 เดือนแม้ว่าการรักษาเชิงรุกจะกระทำอย่างต่อเนื่อง

ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

เช็กมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในต่อมน้ำนมหรือท่อน้ำนม แม้จะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การกินยาคุมกำเนิดหรือกินยาฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือน, เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อย, อายุมากกว่า 35 ปี, ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี, ได้รับการฉายแสงที่ทรวงอก, หมดประจำเดือนเมื่ออายุมาก, มีญาติเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่วัยก่อนหมดประจำเดือน, ภาวะอ้วน และสูบบุหรี่ การปฏิบัติตัวที่ป้องกันมะเร็งเต้านมได้ดีที่สุดคือ

  • ตรวจเต้านมด้วยตนเอง เดือนละ 1 ครั้ง หลังหมดประจำเดือน ประมาณ 1 สัปดาห์
  • ตรวจเต้านมโดยแพทย์ปีละครั้ง
  • ตรวจเต้านมโดยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ปีละ 1 ครั้ง เมื่ออายุมากกว่า 40 ปี

ระวังมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมากแม้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นคือ ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะฉะนั้นการป้องกันที่คุณผู้ชายสามารถทำได้ คือ

  • ทานผักผลไม้และธัญพืชที่มีสารอาหารช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ได้แก่ สารไลโคปีน เช่น มะเขือเทศ สารซัลโฟราเฟน เช่น บรอกโคลี สารฟลาโวนอยด์และสารไอโซฟลาโวน เช่น ถั่วเหลือง
  • ตรวจวัดระดับ PSA (Prostate Specific Antigen) หากค่าสูงเกินมาตรฐานอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ และอาจต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมตามความเห็นของแพทย์

เลิกสูบบุหรี่ไกลมะเร็งปอด

เพราะสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่า 80% เกิดจากการสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดหรือสูบบุหรี่เฉลี่ยวันละหนึ่งซองต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี หรือวันละสองซองเป็นเวลา 15 ปี หรือเลิกสูบแล้วแต่ยังไม่เกิน 15 ปี จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปอดแบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ หรือที่เรียกกันว่า การทำซีทีสแกนทรวงอกอย่างน้อยปีละครั้ง อีกทั้งควรปรับไลฟ์สไตล์ ได้แก่

  • ออกกำลังกาย
  • ลด ละ เลิกสูบบุหรี่

ลดดื่มสุราห่างมะเร็งตับ

มะเร็งตับเกิดจากเซลล์ในตับกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งที่ร่างกายควบคุมไม่ได้ และอาจกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ สาเหตุมักมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน การบริโภคสารก่อมะเร็ง การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับ ได้แก่

  • เลิกดื่มสุรา ถ้ายังทนไม่ไหวให้ดื่มได้ไม่เกินวันละ 2 แก้ว และไม่เกิน 14 แก้วต่อสัปดาห์
  • ทานอาหารปรุงสุก
  • หากรู้ว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและซี อัลตราซาวนด์ตับ และเจาะเลือด Alpha-Fetoprotein (AFP) เพื่อดูสารบ่งชี้มะเร็งตับ

เลือกทานอาหารห่างมะเร็งลำไส้

มะเร็งลำไส้พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของคนไทย อาจเพราะคนนิยมทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ เพราะฉะนั้นควรดูแลตนเองให้ห่างไกลมะเร็งลำไส้ด้วยการ

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม ของหมักดอง และไม่ควรรับประทานเกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์
  • เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ทุก ๆ 5 – 10 ปี ควรได้รับการตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนต้นและส่วนล่าง โดยใช้การส่องกล้อง (Colonoscopy)

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรรีบมาพบแพทย์

  • มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย เช่น มีตกขาวมากเกินไป
  • มีก้อนหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็วผิดปกติ
  • มีแผลเรื้อรัง
  • มีการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม
  • เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
  • กลืนอาหารลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน เช่น โตผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์
Tags

บทความที่เกี่ยวข้อง