รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] 90 นาทีสั่งตาย | Mercy (2026) หนังระทึกขวัญ AI ตัดสินชีวิต

  • Mercy ใช้เทคนิค Screenlife เล่าเรื่องผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และกล้องวงจรปิด สร้างประสบการณ์การดูแบบใหม่ที่แตกต่าง
  • คริส แพรตต์ แสดงได้ดีกว่าที่คาด แม้ต้องนั่งบนเก้าอี้ตลอดทั้งเรื่อง แต่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างน่าเชื่อ
  • หนังตั้งคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัลและความน่ากลัวของ AI พิพากษา แต่ธีมเหล่านี้ถูกกลบด้วยฉากไล่ล่าและพล็อตที่คาดเดาได้
  • เหมาะกับคนที่ชอบ หนังทริลเลอร์จิตวิทยา และอยากเห็นมุมมองใหม่ของเทคโนโลยี AI ในอนาคตอันใกล้

เคยลองจินตนาการไหมว่าถ้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วถูกมัดติดเก้าอี้ พร้อมกับ ปัญญาประดิษฐ์ ที่บอกว่าเราฆ่าคนตาย และมีเวลาแค่ 90 นาทีพิสูจน์ตัวเองก่อนถูกประหารชีวิตทันที จะทำยังไง? หนัง Mercy (2026) หรือชื่อไทย 90 นาทีสั่งตาย พาเราไปสัมผัสกับฝันร้ายของ คริส แพรตต์ (Chris Pratt) ในบทนักสืบที่ต้องต่อสู้กับระบบยุติธรรม AI ที่ตัวเองเคยเป็นผู้สร้าง ผู้กำกับ ทิมูร์ เบ็คมัมเบตอฟ (Timur Bekmambetov) ผู้บุกเบิกเทคนิค Screenlife จากหนังดังอย่าง Unfriended และ Searching กลับมาอีกครั้งกับหนังระทึกขวัญที่เล่าเรื่องผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ กล้องวงจรปิด และโดรนตำรวจ ในบทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของหนังเรื่องนี้ ว่ามันจะเป็นความสดใหม่ที่น่าตื่นเต้น หรือเป็นเพียงกิมมิคที่หมดอายุแล้ว

Mercy พาเราไปสู่ ลอสแอนเจลิส ปี 2029 ในโลกที่อาชญากรรมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลต้องนำระบบ Mercy Capital Court มาใช้ นี่คือศาลที่ถูกควบคุมโดย AI ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พิพากษา ลูกขุน และเพชฌฆาต ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรงจะต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองภายในเวลาที่กำหนด ไม่งั้นก็ถูกประหารทันที

นักสืบ คริส เรเวน (Chris Raven) เป็นหนึ่งในผู้ออกแบบระบบนี้ แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นเหยื่อ ตื่นขึ้นมาในสภาพเมาค้าง สับสน และถูกมัดติดกับเก้าอี้ในห้องพิจารณาคดีของ Mercy Court ตรงหน้าเขาคือหน้าจอขนาดใหญ่ที่แสดงภาพ ผู้พิพากษาแมดด็อกซ์ (Judge Maddox) รับบทโดย รีเบคก้า เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson) โปรแกรม AI ที่จะแจ้งข้อหาและกำหนดชะตากรรมของเขา

Mercy (2026) #1

ข้อหาคือการ แทงภรรยา นิโคล (Annabelle Wallis) จนเสียชีวิตในห้องครัวบ้านของพวกเขา หน้าจอแสดง Guilty Meter หรือมาตรวัดความผิดที่ขึ้นไปถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เรเวนมีเวลาแค่ 90 นาทีในการใช้ Municipal Cloud ซึ่งให้เขาเข้าถึงกล้องวงจรปิดทุกตัวในเมือง โทรศัพท์มือถือ และฐานข้อมูลทุกอย่าง เพื่อค้นหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้เป็นฆาตกร

ต้องยอมรับว่า คริส แพรตต์ ในหนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าที่หลายคนคาด ปกติเราเห็นเขาในบทบาทที่ใช้ร่างกายเยอะ ไม่ว่าจะเป็น Star-Lord ใน Guardians of the Galaxy หรือ Owen ใน Jurassic World แต่ใน Mercy เขาต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้ตลอดทั้งเรื่อง การแสดงจึงต้องมาจากสีหน้าและน้ำเสียงเป็นหลัก

สิ่งที่น่าประทับใจคือแพรตต์สามารถถ่ายทอดความสับสน ความกลัว และความมุ่งมั่นของคนที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่ยุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อ แม้บางจังหวะจะดูเหมือน “พยายามมากไป” แต่โดยรวมถือว่าเขาพิสูจน์ตัวเองได้ว่าสามารถรับบทดราม่าหนักๆ ได้ ไม่ใช่แค่หนัง แอ็คชั่นผจญภัย เท่านั้น

รีเบคก้า เฟอร์กูสัน ในบทผู้พิพากษาแมดด็อกซ์เป็นอีกไฮไลต์ของหนัง แม้เธอจะไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกับแพรตต์เลยตลอดทั้งเรื่อง เพราะตัวละครเป็นเพียงโปรแกรม AI ที่ปรากฏบนหน้าจอ แต่เธอสร้างบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดและหวาดกลัว

สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีที่เฟอร์กูสันเล่นบท AI ไม่ใช่แบบไร้อารมณ์ 100% แต่มีการยิ้มเล็กๆ และการกระตุกใบหน้าเบาๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า AI ตัวนี้กำลัง “เลียนแบบ” อารมณ์มนุษย์โดยไม่เข้าใจมันจริงๆ มันสร้าง Uncanny Valley Effect ที่น่าขนลุกมากกว่าหุ่นยนต์หน้าตายแบบเดิมๆ ใครที่ชอบ หนังไซไฟ เกี่ยวกับ AI จะต้องประทับใจการตีความบทนี้แน่นอน

Mercy (2026) #2

Screenlife คือเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทุกอย่างเกิดขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เบ็คมัมเบตอฟ เป็นผู้บุกเบิกเทคนิคนี้และใช้มันสร้างหนังฮิตหลายเรื่องอย่าง Unfriended (2014), Host (2020) และ Missing (2023) ซึ่งทำเงินหลายสิบล้านดอลลาร์จากต้นทุนไม่กี่ล้าน

ใน Mercy เทคนิคนี้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ เราจะเห็นหน้าจอกระโดดไปมาระหว่างคลิปจากมือถือ ฟุตเทจจากโดรนตำรวจ กล้องวงจรปิดร้านอาหาร กล้องจับนกของเพื่อนบ้าน และอีกมากมาย มันสร้างความรู้สึกว่าเราอยู่ในโลกที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป ทุกการเคลื่อนไหวถูกบันทึกไว้หมด

แต่ปัญหาคือหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง เทคนิคนี้เริ่มทำให้รู้สึกเหนื่อย หน้าจอที่กระโดดไปมาตลอดเวลาอาจทำให้บางคนเวียนหัว และความรู้สึก “ใหม่” ก็หายไป กลายเป็นสิ่งที่รบกวนมากกว่าจะช่วยเล่าเรื่อง

หนังตั้งคำถามที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัว ในยุคที่ทุกคนถ่ายวิดีโอด้วยสมาร์ตโฟน กล้องวงจรปิดอยู่ทุกมุมเมือง และ AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini สามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล แต่น่าเสียดายที่ธีมเหล่านี้ถูกทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยฉากไล่ล่าโดรนและพล็อตที่คาดเดาได้ล่วงหน้าหลายฉาก

บทหนังของ มาร์โค แวน เบลล์ (Marco van Belle) โรยเบาะแสไว้อย่างเห็นได้ชัดเกินไป คนดูที่เคยดูหนังแนว ทริลเลอร์จิตวิทยา มาเยอะน่าจะเดาตัวร้ายได้ตั้งแต่ครึ่งแรก และพอเฉลยออกมาก็รู้สึกว่ามันผสมผสานระหว่าง The Fugitive และ Minority Report แบบไม่ค่อยลงตัว

Mercy (2026) #3

นอกจากนักแสดงนำ ยังมีนักแสดงสมทบที่ทำหน้าที่ได้ดี คาลี่ เรอิส (Kali Reis) ในบท แจ็ค พาร์ตเนอร์ของเรเวนที่ LAPD แสดงได้น่าสนใจ แม้บทจะมีปัญหาบางจุดที่ดูไม่สมเหตุสมผล คริส ซัลลิแวน (Chris Sullivan) ในบท ร็อบ สปอนเซอร์ AA ของเรเวน แสดงได้ดีและมีบทบาทสำคัญในการพลิกเรื่องราว ส่วน ไคลี โรเจอร์ส (Kylie Rogers) ในบท บริตต์ ลูกสาววัยรุ่นของเรเวน ต้องรับภาระหนักในการแสดงอารมณ์ผ่านโทรศัพท์ ซึ่งเธอทำได้ดีพอสมควร

รามิน จาวาดี (Ramin Djawadi) ผู้เคยทำเพลงประกอบให้ Game of Thrones และ Westworld รับหน้าที่ทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เสียงดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศตึงเครียดได้ดี โดยเฉพาะในฉากที่นาฬิกานับถอยหลังและ Guilty Meter ขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยรวมแล้วเพลงประกอบไม่ได้โดดเด่นเท่าผลงานอื่นๆ ของเขา

Mercy (90 นาทีสั่งตาย) เป็นหนังที่พยายามทำสิ่งใหม่ในยุคที่หนังระทึกขวัญแทบจะเหมือนกันหมด ไอเดียเรื่อง AI พิพากษาและการใช้เทคนิค Screenlife น่าสนใจ แต่การ execution ไม่สมบูรณ์แบบ พล็อตที่คาดเดาได้และธีมที่ถูกละเลยทำให้หนังไม่ถึงศักยภาพที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากดูคริส แพรตต์ในบทบาทที่ต่างออกไป หรืออยากเห็นมุมมองเรื่อง AI ในอนาคต ก็ลองหาเวลาไปดูได้ แต่อาจไม่ต้องรีบไปดูใน IMAX ก็ได้ มาแชร์ความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงอนาคตของระบบยุติธรรมยังไง และอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชอบหนังแนวระทึกขวัญจิตวิทยาด้วยนะ!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: 90 นาทีสั่งตาย
  • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: Mercy
  • ประเภท: ไซไฟ, ระทึกขวัญ, แอ็คชั่น, อาชญากรรม
  • วันที่ออกฉาย: 23 มกราคม 2569
  • นักแสดงนำ: คริส แพรตต์ (Chris Pratt), รีเบคก้า เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson), คาลี่ เรอิส (Kali Reis), แอนนาเบลล์ วอลลิส (Annabelle Wallis), คริส ซัลลิแวน (Chris Sullivan), ไคลี โรเจอร์ส (Kylie Rogers)
  • ผู้กำกับ: ทิมูร์ เบ็คมัมเบตอฟ (Timur Bekmambetov)
  • ผู้เขียนบท: มาร์โค แวน เบลล์ (Marco van Belle)
  • ผู้อำนวยการสร้าง: ชาร์ลส์ โรเวน (Charles Roven), ทิมูร์ เบ็คมัมเบตอฟ
  • เพลงประกอบ: รามิน จาวาดี (Ramin Djawadi)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • เรตติ้ง IMDb: 6.2/10
  • เรตติ้ง Rotten Tomatoes: 24%
  • ช่องทางการดูในประเทศไทย: โรงภาพยนตร์

Mercy หนัง AI ตัดสินชะตา ไอเดียดีแต่พล็อตคาดเดาได้

โครงเรื่อง - 5.5
การแสดง - 7.2
โปรดักชัน - 6.8
ความบันเทิง - 6
ความคุ้มค่าในการรับชม - 5.8

6.3

Mercy หรือ 90 นาทีสั่งตาย เป็นหนังระทึกขวัญที่มีไอเดียน่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของระบบยุติธรรม AI และความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล การแสดงของคริส แพรตต์และรีเบคก้า เฟอร์กูสันถือว่าดีเกินคาด แต่เทคนิค Screenlife ที่เคยสดใหม่เริ่มดูเหนื่อย และพล็อตที่คาดเดาได้ง่ายทำให้หนังขาดความระทึกในครึ่งหลัง เหมาะสำหรับคนที่อยากดูหนังแนวใหม่ๆ แต่อย่าคาดหวังว่าจะเป็นมาสเตอร์พีซ

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button