รีวิวหนังฝรั่ง

[รีวิว-เรื่องย่อ] เมืองห่าผี นรกคืนชีพ | Return to Silent Hill (2026)

  • Return to Silent Hill เป็นหนังดัดแปลงจากเกม Silent Hill 2 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเกมสยองขวัญที่ดีที่สุดตลอดกาล
  • ผู้กำกับ คริสตอฟ ก็องส์ กลับมาอีกครั้งหลังจากหนัง Silent Hill ภาคแรกปี 2006 พร้อมทีมงานเดิมรวมถึงนักแต่งเพลง อากิระ ยามาโอกะ
  • หนังเน้นบรรยากาศหมอกหนาและสัตว์ประหลาดที่สร้างด้วยนักแสดงจริงสวมชุดพิเศษ แทนที่จะใช้ CGI ทั้งหมด
  • แม้จะมีภาพสวยและบรรยากาศดี แต่หนังถูกวิจารณ์ว่าเนื้อเรื่องบางเกินไปเมื่อเทียบกับต้นฉบับ

เคยสงสัยไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าต้องเดินทางไปยัง เมืองร้างที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกลึกลับ เพื่อตามหาคนรักที่จากไป? นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Return to Silent Hill (2026) หรือในชื่อไทย เมืองห่าผี นรกคืนชีพ หนังสยองขวัญที่ดัดแปลงมาจากเกม Silent Hill 2 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเกมสยองขวัญที่ดีที่สุดตลอดกาล ผู้กำกับ คริสตอฟ ก็องส์ (Christophe Gans) กลับมาอีกครั้งหลังจากสร้างหนัง Silent Hill ภาคแรกเมื่อปี 2006 ครั้งนี้เขานำเสนอเรื่องราวของชายหนุ่มที่ได้รับจดหมายลึกลับจากภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว และต้องเดินทางกลับไปยังเมือง Silent Hill ที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและสัตว์ประหลาดสุดสะพรึง

เรื่องราวติดตาม เจมส์ ซันเดอร์แลนด์ (James Sunderland) รับบทโดย เจเรมี เออร์ไวน์ (Jeremy Irvine) ศิลปินหนุ่มที่ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังจากสูญเสียภรรยาสุดที่รัก แมรี่ เครน (Mary Crane) รับบทโดย ฮันนาห์ เอมิลี แอนเดอร์สัน (Hannah Emily Anderson) ไปเมื่อสามปีก่อน วันหนึ่งเจมส์ได้รับจดหมายลึกลับที่ลงชื่อจากแมรี่ บอกว่าเธอรอเขาอยู่ที่สถานที่พิเศษของพวกเขาในเมือง Silent Hill ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วเธอไม่ควรจะเขียนจดหมายได้อีกต่อไป

ด้วยความหวังที่จะได้พบแมรี่อีกครั้ง เจมส์เดินทางกลับไปยัง เมือง Silent Hill ที่เคยเป็นสถานที่แห่งความทรงจำดีๆ ของเขาและแมรี่ แต่เมื่อไปถึง เมืองที่คุ้นเคยกลับกลายเป็นสถานที่แปลกประหลาด ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบและเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่ควรมีอยู่จริง ระหว่างทางเขาได้พบกับตัวละครหลากหลายที่ดูเหมือนจะรู้จักเขา รวมถึง มาเรีย (Maria) หญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนแมรี่ราวกับแกะ และ ลอร่า (Laura) เด็กหญิงลึกลับที่คอยให้ข้อมูลแบบกระท่อนกระแท่น

Return to Silent Hill (2026) #1

ยิ่งเจมส์ค้นหาแมรี่มากเท่าไหร่ เขายิ่งเริ่มสงสัยว่าทุกอย่างที่เห็นนั้นเป็นความจริงหรือเพียงภาพหลอนในหัวของตัวเอง และความลับอันน่าสะพรึงที่ซ่อนอยู่ในเมืองนี้จะผลักดันเขาไปสู่ขอบเหวแห่งความบ้าคลั่ง

สิ่งที่ทำให้ Return to Silent Hill น่าสนใจอย่างมากคือการกลับมาของ คริสตอฟ ก็องส์ ผู้กำกับที่สร้าง Silent Hill ภาคแรกเมื่อปี 2006 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากเกมได้ดีที่สุด หนังภาคแรกสร้างบรรยากาศสยองขวัญได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะไม่ได้ตามเนื้อเรื่องเกมทุกประการ แต่ก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของการอยู่ในเมืองห่าผีได้อย่างน่าประทับใจ

ก็องส์เปิดเผยว่าเขาสนใจจะดัดแปลง Silent Hill 2 มาตั้งแต่แรก แต่เห็นด้วยกับโปรดิวเซอร์ว่าควรสร้างหนังภาคแรกเพื่อวางรากฐานโลกของ Silent Hill ก่อน หลังจากรอคอยมาเกือบ 20 ปี ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาสานต่อความฝันนี้ พร้อมกับทีมงานเดิมหลายคน รวมถึง อากิระ ยามาโอกะ (Akira Yamaoka) นักแต่งเพลงประจำซีรีส์ที่กลับมาสร้างเสียงประกอบที่ชวนขนลุกอีกครั้ง

จุดแข็งที่สุดของ Return to Silent Hill คือ บรรยากาศ ก็องส์ยังคงเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้ Silent Hill น่ากลัวไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียด แต่เป็นความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดจากการอยู่ในสถานที่ที่ดูเหมือนคุ้นเคยแต่กลับบิดเบี้ยวไปอย่างผิดปกติ หมอกหนาทึบที่ปกคลุมทุกพื้นที่สร้างความรู้สึกหลงทางและโดดเดี่ยว ราวกับว่าโลกภายนอกหายไปและเหลือแค่เจมส์กับความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด

สิ่งที่น่าประทับใจคือก็องส์ยืนยันที่จะใช้ นักแสดงจริงในชุดพิเศษ แทนที่จะพึ่งพา CGI ทั้งหมดในการสร้างสัตว์ประหลาด เขานำ โรแบร์โต คัมปาเนลลา (Roberto Campanella) โค้ชด้านการเคลื่อนไหวจากหนังภาคแรกกลับมาควบคุมการเคลื่อนไหวของนักเต้นและนักกายกรรมที่รับบทสัตว์ประหลาด วิธีนี้ทำให้สัตว์ประหลาดอย่าง พีระมิดเฮด (Pyramid Head) และ นางพยาบาลไร้หน้า มีความน่ากลัวและเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกทั้งหมด

แฟนๆ ของซีรีส์คงดีใจที่ได้เห็น Pyramid Head ตัวละครไอคอนิกของ Silent Hill กลับมาอีกครั้ง คราวนี้รับบทโดย โรเบิร์ต สเตรนจ์ (Robert Strange) แทนที่คัมปาเนลลาที่อายุมากขึ้นและรับหน้าที่เป็นโค้ชแทน การออกแบบของ Pyramid Head ยังคงความน่าเกรงขามเหมือนเดิม ร่างกายกล้ามเป็นมัดพร้อมหมวกเหล็กขนาดใหญ่รูปปิระมิดและดาบยักษ์ที่ลากไปตามพื้น

นอกจาก Pyramid Head แล้ว หนังยังนำเสนอสัตว์ประหลาดอื่นๆ จากเกมต้นฉบับ รวมถึง นางพยาบาลไร้หน้า ที่เดินโซเซในโรงพยาบาลร้างพร้อมมีดผ่าตัด และ Abstract Daddy ที่ถูกสร้างด้วย เอฟเฟกต์พิเศษจริง มากถึง 95% ตามที่ แพทริก ทาโทปูลอส (Patrick Tatopoulos) นักออกแบบสัตว์ประหลาดเปิดเผย การเลือกใช้เอฟเฟกต์จริงแทน CGI ทำให้สัตว์ประหลาดมีความน่าขนลุกมากขึ้น เพราะนักแสดงสามารถตอบสนองกับสิ่งที่มองเห็นได้จริงๆ

Return to Silent Hill (2026) #2

เจเรมี เออร์ไวน์ (Jeremy Irvine) ในบทเจมส์ ซันเดอร์แลนด์ ให้การแสดงที่เต็มไปด้วยความหดหู่และสับสน เขาถ่ายทอดความเจ็บปวดของชายที่สูญเสียคนรักและพยายามยึดเหนี่ยวความหวังสุดท้ายได้ดี แม้บทจะไม่ได้ให้พื้นที่มากนักในการแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย แต่เออร์ไวน์ก็สามารถนำพาผู้ชมผ่านเขาวงกตแห่งความบ้าคลั่งได้อย่างน่าติดตาม

ฮันนาห์ เอมิลี แอนเดอร์สัน รับหลายบทในหนังเรื่องนี้ รวมถึงแมรี่ มาเรีย แองเจลา และ Moth Mary เธอแสดงให้เห็นความสามารถในการแยกแยะตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะมาเรียที่มีบุคลิกเย้ายวนและเป็นปริศนาตรงข้ามกับแมรี่ที่อ่อนโยน แอนเดอร์สันเปิดเผยว่าเธอไม่เคยเล่นเกมมาก่อนและเตรียมตัวโดยการดูคลิปเกมเพลย์และอ่านบทอย่างละเอียด

อีวี เทมเปิลตัน (Evie Templeton) กลับมารับบทลอร่าอีกครั้งหลังจากเคยทำ motion capture และพากย์เสียงให้ตัวละครนี้ในเกม Silent Hill 2 รีเมค เธออายุเพียง 17 ปี แต่สามารถถ่ายทอดความลึกลับและความต้องการความรักของเด็กหญิงกำพร้าได้อย่างน่าสนใจ

แม้ Return to Silent Hill จะมีจุดแข็งด้านภาพและบรรยากาศ แต่ เนื้อเรื่อง กลับเป็นจุดอ่อนที่หลายคนรู้สึกผิดหวัง เกม Silent Hill 2 ต้นฉบับได้รับการยกย่องเรื่องเนื้อหาที่ลึกซึ้งและการเล่าเรื่องแบบ สยองขวัญจิตวิทยา ที่ซับซ้อน เนื้อเรื่องเกมได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยาย Crime and Punishment ของ ดอสโตเยฟสกี้ และงานของผู้กำกับ เดวิด ลินช์ ทำให้มีความลึกทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้เล่นต้องครุ่นคิดหลังเล่นจบ

แต่ในหนัง เนื้อเรื่องรู้สึกบางและผิวเผินกว่ามาก บทสนทนาบางครั้งดูแข็งทื่อและไม่เป็นธรรมชาติ การเปิดเผยความลับสำคัญมาเร็วเกินไปจนขาดแรงกระทบ และหนังพึ่งพาการให้บริการแฟน (fan service) มากเกินไปในบางจุด เช่น การนำฉากคลาสสิกจากเกมมาทำซ้ำโดยไม่ได้เพิ่มอะไรใหม่ ทำให้รู้สึกเหมือนดูคัตซีนจากเกมมากกว่าหนังที่มีชีวิตของตัวเอง

ถ้าเคยดู Silent Hill ภาคแรกปี 2006 แล้ว อาจรู้สึก เดจาวู หลายครั้งระหว่างดู Return to Silent Hill หนังทั้งสองเรื่องมีองค์ประกอบคล้ายกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฉากนางพยาบาลในโรงพยาบาล การเผชิญหน้ากับ Pyramid Head หรือกลุ่มศาสนิกหัวรุนแรง แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่การอ้างอิงถึงหนังภาคแรกมากเกินไปทำให้ Return to Silent Hill รู้สึกเหมือนการทำซ้ำมากกว่าการต่อยอด

หนังภาคแรกมีจุดแข็งที่การสร้าง บรรยากาศใหม่ ที่ไม่เคยเห็นในหนังสยองขวัญเรื่องอื่น ในขณะที่ Return to Silent Hill ต้องแบกรับความคาดหวังจากทั้งแฟนเกมและแฟนหนังภาคแรก ซึ่งเป็นงานที่ยากกว่ามาก สำหรับคนที่อยากดูหนังสยองขวัญที่มีบรรยากาศดี แนะนำให้ดูหนัง Silent Hill ภาคแรกก่อน ไม่ว่าจะวางแผนจะดูภาคใหม่หรือไม่ก็ตาม

หนึ่งในจุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เสียงประกอบ ของ อากิระ ยามาโอกะ นักแต่งเพลงประจำซีรีส์ที่กลับมาสร้างบรรยากาศด้วยเพลงที่ผสมผสานระหว่างความเศร้าและความน่าสะพรึง สไตล์ของยามาโอกะที่ใช้เสียงแอมเบียนต์ กีตาร์ไฟฟ้า และเสียงรบกวนทางอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับบรรยากาศของหนังให้น่ากลัวมากขึ้น แม้ในฉากที่ไม่มีสัตว์ประหลาดปรากฏ เสียงดนตรีก็ทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา

ยามาโอกะเคยเปิดเผยว่าเขาสร้างเพลงสำหรับ Silent Hill โดยคิดถึง ความรู้สึกของตัวละคร มากกว่าแค่ความน่ากลัว เพลงของเขาจึงมีความเศร้าและความโหยหาแฝงอยู่ ซึ่งเหมาะกับเรื่องราวของเจมส์ที่ตามหาภรรยาที่จากไปได้อย่างลงตัว

Return to Silent Hill (2026) #3

Return to Silent Hill เป็นหนังที่ ตอบสนองแฟนเกม ได้ดีในแง่ภาพและบรรยากาศ แต่อาจทำให้คนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับเกมรู้สึกงงหรือไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หนังเหมือนการดูคนอื่นเล่นเกมมากกว่าการรับชมหนังที่มีเรื่องราวสมบูรณ์ในตัวเอง ถ้าชอบเกม Silent Hill 2 หรือหนังสยองขวัญแนวจิตวิทยา หนังเรื่องนี้น่าจะถูกใจ แต่ถ้าไม่เคยสัมผัสโลกของ Silent Hill มาก่อน แนะนำให้เริ่มจากหนังภาคแรกปี 2006 หรือเกม Silent Hill 2 รีเมคที่เพิ่งออกไปไม่นานนี้

สำหรับแฟนๆ ที่รอคอยมานานเกือบ 20 ปี Return to Silent Hill อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นการกลับมาของเมืองห่าผีที่มีคุณค่าในแง่ของการอนุรักษ์บรรยากาศและการใช้เอฟเฟกต์พิเศษจริง ในยุคที่หนังส่วนใหญ่พึ่งพา CGI จนเกินไป การได้เห็นสัตว์ประหลาดที่มีตัวตนจริงบนกองถ่ายเป็นสิ่งที่หายากและน่าชื่นชม

Return to Silent Hill (2026) หรือ เมืองห่าผี นรกคืนชีพ เป็นการกลับมาของผู้กำกับคริสตอฟ ก็องส์สู่โลกของ Silent Hill หลังจากหายไปเกือบสองทศวรรษ หนังนำเสนอบรรยากาศสยองขวัญที่เข้มข้นและสัตว์ประหลาดที่สร้างด้วยเอฟเฟกต์พิเศษจริงอย่างน่าประทับใจ แต่เนื้อเรื่องที่บางและขาดความลึกซึ้งเมื่อเทียบกับเกมต้นฉบับทำให้หนังไม่สามารถขึ้นหิ้งเท่ากับภาคแรกได้ สำหรับแฟนๆ ที่รักโลกของ Silent Hill หนังเรื่องนี้ยังคงมีเสน่ห์และความน่าสนใจในตัวเอง หากใครชอบหนังเรื่องนี้ อย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชอบหนังสยองขวัญ และมาพูดคุยกันในคอมเมนต์ว่าชอบฉากไหนมากที่สุด!

  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: เมืองห่าผี นรกคืนชีพ
  • ชื่อเรื่องในภาษาอังกฤษ: Return to Silent Hill
  • ประเภท: สยองขวัญ, ดราม่า, ลึกลับ, จิตวิทยา
  • วันที่เข้าฉาย: 23 มกราคม 2569 (สหรัฐอเมริกา)
  • นักแสดงนำ: เจเรมี เออร์ไวน์ (Jeremy Irvine), ฮันนาห์ เอมิลี แอนเดอร์สัน (Hannah Emily Anderson), อีวี เทมเปิลตัน (Evie Templeton), โรเบิร์ต สเตรนจ์ (Robert Strange)
  • ผู้กำกับ: คริสตอฟ ก็องส์ (Christophe Gans)
  • นักแต่งเพลง: อากิระ ยามาโอกะ (Akira Yamaoka)
  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 46 นาที
  • เรตติ้ง IMDb: 4.2/10
  • ช่องทางรับชมในประเทศไทย: โรงภาพยนตร์

เมืองห่าผี นรกคืนชีพ - บรรยากาศดีแต่เนื้อเรื่องบาง

โครงเรื่อง - 5.8
การแสดง - 6.5
โปรดักชัน - 7.8
ความบันเทิง - 6.2
ความคุ้มค่าในการรับชม - 6

6.5

Return to Silent Hill นำเสนอบรรยากาศสยองขวัญสุดเข้มข้นที่เทียบเคียงต้นฉบับเกมได้ดี ฉากหมอกปกคลุมเมืองร้างและสัตว์ประหลาดอย่าง Pyramid Head ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แต่ในขณะเดียวกันเนื้อเรื่องกลับรู้สึกบางและขาดความลึกซึ้งที่ทำให้เกมต้นฉบับเป็นที่จดจำ หนังเหมาะสำหรับแฟนซีรีส์ที่อยากสัมผัสบรรยากาศเมืองห่าผีอีกครั้ง แต่อาจทำให้คนทั่วไปรู้สึกงงกับเนื้อหาที่พึ่งพาความคุ้นเคยกับเกมมากเกินไป

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button