รีวิวซีรีส์จีน

[รีวิว-เรื่องย่อ] พึ่งพารักพักพิงฝัน | Love Story in the 1970s (2026)

  • Love Story in the 1970s ทำเรตติ้งเฉลี่ย 1.9 บน CCTV8 และทะลุ 28,000 บน Tencent กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์จีนที่ประสบความสำเร็จที่สุดของต้นปี 2026
  • คู่รอง กัวเสี่ยวถิง และ หวังเทียนเฉิน ในบทฝางมู่จิ้งกับชวีหัว ขโมยซีนจากคู่หลักได้อย่างสิ้นเชิง จนคนตัดคลิปแค่ฉากของทั้งคู่ไปดูแทน
  • ซีรีส์นำเสนอภาพผู้หญิงที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและการศึกษา สะท้อนแนวคิด “ผู้หญิงค้ำฟ้าครึ่งหนึ่ง” ได้อย่างน่าสนใจ
  • จุดอ่อนหลักอยู่ที่การแสดงของ เฉินเฟยหยู ในช่วงต้นเรื่อง และจังหวะเล่าเรื่องของคู่หลักที่ยืดเยื้อกว่าที่ควร

ซีรีส์จีนย้อนยุคแนวโรแมนซ์ออกมาเยอะทุกปี แต่น้อยเรื่องที่จะทำให้รู้สึกอบอุ่นได้โดยไม่ต้องพึ่งฉากจูบหวานแหวว หรือพล็อตพลิกผันแบบหักมุม 180 องศา Love Story in the 1970s (พึ่งพารักพักพิงฝัน) ซีรีส์จีนปี 2026 จำนวน 29 ตอน ทำได้ทั้งสองอย่าง เล่าเรื่องรักที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศยุค 70 ของจีน พร้อมกับแทรกมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ บทบาทของผู้หญิง และการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเข้ามาอย่างแนบเนียน ซีรีส์ทำเรตติ้งเฉลี่ย 1.9 บน CCTV8 และทะลุ 28,000 บน Tencent ถือว่าเป็นม้ามืดของต้นปี 2026 แต่ก็ไม่ได้ไร้ข้อตำหนิ โดยเฉพาะปัญหาจังหวะเล่าเรื่องและการแสดงของนักแสดงนำที่ยังไม่สม่ำเสมอ มาเจาะลึกกันว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำอะไรได้ดี และตรงไหนที่ยังพัฒนาได้อีก

Love Story in the 1970s ดัดแปลงจากนิยายออนไลน์เรื่อง “ความรักของนักปฏิบัตินิยม” (实用主义者的爱情) ของ เมิ่งจงเตอี้ จากเว็บ Jinjiang Literature City เล่าเรื่องราวในช่วงปลายยุค 70 ของจีน เฟยหนี (ซุนเชียน) สาวโรงงานทำหมวกที่ฝันอยากเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเปลี่ยนชีวิต เธอได้กลับมาเจอ ฝางมู่หยาง (เฉินเฟยหยู) เพื่อนสมัยมัธยมที่บาดเจ็บจากการช่วยคนจนกลายเป็นวีรบุรุษ เฟยหนีอาสาดูแลเขาด้วยหวังว่าความดีนี้จะช่วยให้ได้โควตาเข้ามหาวิทยาลัย แต่แผนไม่เป็นไปตามที่คิด ทั้งคู่ลงเอยด้วยการแต่งงานแบบสัญญาเพื่อแก้ปัญหาที่พักอาศัย ก่อนที่ความรู้สึกจริงๆ จะค่อยๆ เติบโตขึ้น

ซีรีส์ไม่ได้เล่าแค่เรื่องรักของคู่หลัก แต่ยังมีเส้นเรื่องรักอีกสองคู่ที่ให้รสชาติต่างกัน ทั้งรักวัยอ่อนหวาน รักจากการแต่งงานก่อนรักทีหลัง และรักที่รอคอยมานาน ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เหมือน บุฟเฟ่ต์โรแมนซ์ ที่มีให้เลือกหลายรสตามชอบ ควรมองว่าเป็นซีรีส์โรแมนซ์ย้อนยุคแบบฝันหวาน มากกว่าดราม่าหนักๆ สเตกส์ไม่ได้สูงจนหายใจไม่ออก แต่ก็มีเสน่ห์พอจะดึงให้นั่งดูต่อได้เรื่อยๆ

Love Story in the 1970s (2026) #1

ส่วนที่น่าดูที่สุดของซีรีส์ทั้งเรื่องไม่ใช่คู่หลัก แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ฝางมู่จิ้ง กับ ชวีหัว ที่แสดงโดย กัวเสี่ยวถิง (Guo Xiao Ting) และ หวังเทียนเฉิน (Wang Tian Chen) คู่นี้เป็นเคสที่พิสูจน์ว่า “เวลาหน้าจอน้อยไม่ได้แปลว่าผลกระทบน้อย” พล็อตเรื่องของทั้งคู่คือ หมอสาวผู้เข้มแข็ง ตกหลุมรัก นักคณิตศาสตร์หนุ่มที่มีเหตุผล ฟังดูเหมือนสูตรสำเร็จ แต่การแสดงทำให้มันพิเศษขึ้นมาอีกระดับ

กัวเสี่ยวถิงถ่ายทอดอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเข้มแข็งได้อย่างน่าประทับใจ ส่วนหวังเทียนเฉินเล่นบทชวีหัวด้วยความจริงใจที่ไม่รู้สึกเสแสร้ง เคมีของทั้งคู่ติดจรวดจนกลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย มีคนจำนวนมากยอมรับว่าไม่ได้ดูซีรีส์ทั้งเรื่อง แต่ ดูแค่คลิปตัดของคู่นี้ ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาก่อนและจบจากสถาบันการละครเซี่ยงไฮ้เหมือนกัน ตอนนี้แฟนๆ ออนไลน์กำลังเรียกร้องให้ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันในซีรีส์ใหม่อีกครั้ง เพราะตัวละครที่อายุมากกว่าทำให้ได้ฉากที่มีน้ำหนักมากกว่าคู่หลักอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ทำให้ Love Story in the 1970s ต่างจากซีรีส์จีนโรแมนติกทั่วไปอยู่ตรงที่มันไม่ได้แค่เอายุค 70 มาเป็นฉากหลังสวยๆ แล้วก็เล่าเรื่องรักตามปกติ ซีรีส์ตั้งอยู่ในช่วงปลายปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน และผสมผสานบริบทประวัติศาสตร์เข้ากับเนื้อเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองโจ่งแจ้ง แต่ให้เห็นว่ายุคสมัยนั้นหล่อหลอมและทำลายชีวิตคนธรรมดาได้อย่างไร

ซีรีส์แสดงให้เห็นทั้งด้านที่ถูกทำให้ดูดีของจิตวิญญาณชุมชน และ ความเป็นจริงอันโหดร้าย ที่ใครๆ ก็สามารถถูกรายงานได้ตลอดเวลา แรงจูงใจส่วนตัวอย่างการรักษาตัวเอง ความโลภ หรือความอิจฉา ล้วนถูกนำมาใช้เป็นอาวุธผ่านระบบที่ไม่เคย “เท่าเทียม” อย่างแท้จริง ครอบครัวฝางมู่หยางเองมาจากกลุ่มที่ถูกตีตราว่าเป็น “ห้าหมวดดำ” พ่อแม่ถูกส่งไปค่ายแรงงาน พี่สาวต้องตัดขาดจากครอบครัวเพื่อรักษาตำแหน่งในมหาวิทยาลัย แนวทางแบบนี้เพิ่มมิติให้เรื่องรักมีน้ำหนักและความหมายมากขึ้น

ซีรีส์หยิบคำกล่าวว่า “ผู้หญิงค้ำฟ้าครึ่งหนึ่ง” มาเป็นแกนหลักของการเล่าเรื่อง และทำได้น่าสนใจกว่าแค่การพูดถึง ตลอดทั้งเรื่อง ผู้หญิงคือคนที่มีการศึกษา มีตำแหน่งการงานมั่นคง และมีอิทธิพลทางสังคม ตั้งแต่ผู้จัดการโรงงานที่เป็นผู้หญิง ไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายคน ผู้หญิงในซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ใช่ตัวประกอบที่รอพระเอกมาช่วย พวกเธอมีความทะเยอทะยาน มีความคิดเห็นของตัวเอง กล้าแสดงออก และสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ส่วนตัวละครชายกลับเป็นฝ่ายที่ต้องค่อยๆ หาทางสร้างความมั่นคง และบ่อยครั้งต้องอาศัยแรงผลักดันจากคนรัก สร้างไดนามิกที่กลับด้านจากขนบเดิมๆ ได้อย่างสดใหม่

เสาหลักที่ค้ำซีรีส์ไว้อีกอันคือ นักแสดงสมทบรุ่นใหญ่ ที่แม้จะมีเวลาหน้าจอจำกัด แต่ทุกคนทำให้โลกของซีรีส์รู้สึกจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของเฟยหนี พ่อแม่ของฝางมู่หยาง หรือคนงานโรงงานรุ่นพี่ ทุกคนดูเข้ากับยุคสมัยอย่างเป็นธรรมชาติ อาจเป็นเพราะบางคนเคยผ่านช่วงเวลาคล้ายๆ กันมาจริงในวัยเด็ก ไฮไลต์พิเศษคือ อู๋เยว่ ในบทพ่อของเฟยหนี ที่ได้โชว์ฝีมือศิลปะการต่อสู้ให้เห็น อู๋เยว่เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในแนวกำลังภายใน การได้เห็นเขาปล่อยท่าไม้ตายสักสองสามท่าเป็นความสุขเล็กๆ ที่ทำให้ยิ้มได้

เฉินเฟยหยู (Arthur Chen) ลูกชายของผู้กำกับชื่อดัง เฉินข่ายเกอ แสดงในบทฝางมู่หยางได้ “พอผ่าน” แต่ยังไม่ถึงขั้นประทับใจ ปัญหาหลักอยู่ในช่วงต้นเรื่องหลังตัวละครบาดเจ็บที่หัว เฉินเฟยหยูเลือกเล่นตัวละครในลักษณะที่ ดูเรียบง่ายเกินไป ลดทอนสติปัญญาของตัวละครลงจนเหลือแค่การยิ้มตลอดเวลาแบบเหมือนไม่มีอะไรในหัว ทำให้ตัวละครที่ควรจะเป็นชายหนุ่มฉลาด จริงจัง แต่มีไหวพริบ กลับดูไม่น่าเชื่อถือ

ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ เฉินเฟยหยูบางจังหวะ หลุดออกจากยุคสมัย ไปเป็นอาร์คีไทป์ “CEO หนุ่มเท่” ของซีรีส์สมัยใหม่ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และท่าทีดูถูกตัวละครอื่นอย่างไม่ใส่ใจ ซึ่งไม่เข้ากับเซตติ้งยุค 70 เลย การแสดงดีขึ้นตามเรื่องดำเนินไป แต่ในช่วงต้นก็ทำให้เขาเป็นหนึ่งในตัวละครไม่กี่ตัวที่ ไม่กลมกลืนกับโลกของซีรีส์ สำหรับใครที่เคยดูผลงานก่อนหน้าของเฉินเฟยหยูอย่าง Lighter & Princess จะเห็นว่าเขามีศักยภาพ แต่ในเรื่องนี้ยังไม่ได้ปลดปล่อยออกมาเต็มที่

แม้จะมีแค่ 29 ตอน แต่ซีรีส์มีปัญหา ฉากเยิ่นเย้อ โดยเฉพาะในเส้นเรื่องของคู่หลัก หลายฉากรู้สึกซ้ำซากและไม่ขยับพล็อตไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นฉากนั่งมองดาวบนดาดฟ้า หรือเดินเล่นในทุ่งนาที่ยาวเกินความจำเป็น สิ่งที่ทำให้น่าหงุดหงิดคือซีรีส์เรื่องเดียวกันนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนเขียนบทเก่งพอ ผ่านอาร์คของฝางมู่จิ้งกับชวีหัวที่กระชับ เข้มข้น และน่าติดตามทุกวินาที ถ้าแบ่งเวลาหน้าจอให้ตัวละครสมทบมากขึ้น หรือตัดฉากที่ไม่จำเป็นออก จังหวะโดยรวมจะดีกว่านี้เยอะ

Love Story in the 1970s (2026) #2

ทีมงานพยายามสร้างเมืองอุตสาหกรรมทางใต้ของจีนในยุค 70 ขึ้นมาใหม่ และต้องยอมรับว่า ฉากและการออกแบบโปรดักชันดูดี แต่ปัญหาคือมัน “ดูดีเกินไป” สภาพแวดล้อมดูสะอาดและสะดวกสบายเกินกว่ายุคที่ทรัพยากรขาดแคลน รายละเอียดบางอย่างก็ทำลายความสมจริง เช่น ร้านอาหารสไตล์ตะวันตก กาแฟ ไวน์แดง หรือเฟรนช์ฟรายส์ สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่มีอยู่นอกเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หรือปักกิ่งในยุคนั้น เช่นเดียวกับการดูหนังที่ถูกนำเสนอเหมือนเป็นกิจกรรมยามว่างทั่วไป ทั้งที่ในความเป็นจริง การฉายหนังในยุคนั้นเป็นกิจกรรมชุมชน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ทุกวัน บรรยากาศโดยรวมยัง “สวยเกินจริง” อยู่สักหน่อย ซึ่งลดทอนความน่าเชื่อถือทางประวัติศาสตร์ลงไป

ซีรีส์แนะนำตัวร้ายตัวหลักที่มีแรงจูงใจชัดเจนในตอนต้น ซึ่งตั้งต้นได้ดีและมีศักยภาพจะเป็นความขัดแย้งที่มีหลายมิติ แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ตอน ตัวละครนี้ แทบไม่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเลย ทั้งยังคงปรากฏตัวเป็นตัวสร้างปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ความรู้สึกที่ตัวร้ายสร้างจึงค่อยๆ เปลี่ยนจาก “ตื่นเต้นลุ้นว่าจะทำอะไรต่อ” กลายเป็น “รำคาญว่าทำไมยังมาอีก” เป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะถ้าเขียนให้ตัวละครนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีมุมมองที่ซับซ้อนขึ้น จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับดราม่าได้อีกมาก

Love Story in the 1970s เป็นซีรีส์ที่คุ้มค่าเวลาสำหรับคนที่ชอบซีรีส์จีนแนวโรแมนซ์อบอุ่นที่ไม่ต้องเปิดสมองมาก แต่ก็ไม่ได้โง่จนน่ารำคาญ จุดขายที่แท้จริงอยู่ที่คู่รองที่ขโมยซีนจนกลายเป็นปรากฏการณ์ นักแสดงสมทบที่ยอดเยี่ยม และการผสมผสานบริบทประวัติศาสตร์ที่ทำได้อย่างมีชั้นเชิง แม้คู่หลักจะมีปัญหาเรื่องจังหวะและการแสดง แต่เมื่อรักเริ่มสุกงอมหลังผ่านตอนที่ 10 ไป ซีรีส์กลับเข้าที่เข้าทางจนหยุดดูไม่ได้ ประโยคที่สรุปซีรีส์เรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ “ความจริงในตัวมันเองทรงพลังเพียงพอแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือจับมันให้อยู่” มาแชร์กันในคอมเมนต์ว่าชอบคู่ไหนมากกว่า คู่เฟยหนี-มู่หยาง หรือคู่มู่จิ้ง-ชวีหัว แล้วอย่าลืมแชร์รีวิวนี้ให้สายซีรีส์จีนได้อ่านกันด้วย!

  • ชื่อเรื่องในภาษาจีน: 纯真年代的爱情 (Love in the Innocent Days)
  • ชื่อเรื่องในภาษาไทย: พึ่งพารักพักพิงฝัน
  • ประเภท: โรแมนซ์, ชีวิต, ย้อนยุค
  • วันที่ออกฉาย: 21 กุมภาพันธ์ 2569 (2026)
  • จำนวนตอน: 29 ตอน (ตอนละ 45 นาที)
  • นักแสดงนำ: เฉินเฟยหยู (Arthur Chen), ซุนเชียน (Sun Qian), กัวเสี่ยวถิง (Guo Xiao Ting), หวังเทียนเฉิน (Wang Tian Chen)
  • ดัดแปลงจาก: นิยายเว็บ “实用主义者的爱情” โดย เมิ่งจงเตอี้
  • เรตติ้ง CCTV8: เฉลี่ย 1.9
  • คะแนน IMDb: 8.8/10
  • คะแนน MyDramaList: 8.8/10
  • ช่องทางรับชม: WeTV

คู่รองขโมยซีน! โรแมนซ์ยุค 70 อบอุ่นแต่ไม่สมบูรณ์แบบ

โครงเรื่อง - 7.2
การแสดง - 7.5
โปรดักชัน - 7
ความบันเทิง - 7.8
ความคุ้มค่าในการรับชม - 7.6

7.4

Love Story in the 1970s เป็นซีรีส์จีนย้อนยุคโรแมนซ์ที่มีเสน่ห์อยู่ที่ความเรียบง่ายและความอบอุ่น จุดเด่นอยู่ที่คู่รอง กัวเสี่ยวถิงกับหวังเทียนเฉิน ที่ขโมยซีนจากคู่หลักได้อย่างสิ้นเชิง และการผสมผสานบริบทประวัติศาสตร์ปฏิวัติวัฒนธรรมเข้ากับเรื่องรักได้อย่างแนบเนียน แม้จะมีปัญหาเรื่องจังหวะเล่าเรื่องที่ยืดเยื้อ การแสดงของเฉินเฟยหยูในช่วงต้นที่ยังไม่ลงตัว และโปรดักชันที่สวยเกินจริงสำหรับยุค 70 แต่เมื่อซีรีส์เข้าสู่ช่วงกลางเรื่อง ความสัมพันธ์ที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติของคู่หลักก็ทำให้หยุดดูไม่ได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากดูโรแมนซ์แบบ Slow Burn ที่อบอุ่นหัวใจ

User Rating: Be the first one !

กดเพื่ออ่านต่อ

PhiRa W.

เป็นนักเขียนอิสระที่หลงใหลในสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ วาไรตี้ และสารคดี ผมชอบที่จะวิเคราะห์และถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของรีวิวที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button